คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2281/2545 ฉบับเต็ม

#44715
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2281/2545 พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม โจทก์ นาย สุนัย ไกรอ่อน จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 61, มาตรา 62 ป.วิ.อ. มาตรา 193, มาตรา 208, มาตรา 216, มาตรา 225 จำเลยยื่นอุทธรณ์โดย ก. ทนายความลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์แทนจำเลยแต่ในสำนวนไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แต่งตั้ง ก. เป็นทนายจำเลยไว้ อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ ซึ่งกรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะตรวจอุทธรณ์ของจำเลยโดยละเอียด และมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องในการยื่นอุทธรณ์เสียให้ครบถ้วนและถูกต้องก่อนที่จะสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้ง ๆที่เป็นอุทธรณ์ไม่ชอบ จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องเสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาในเนื้อหาแห่งอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 208(2) ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้แต่งตั้ง ก. เป็นทนายจำเลยโดยให้มีอำนาจอุทธรณ์และฎีกาแทนจำเลยได้พร้อมกับยื่นฎีกาเข้ามาแล้วจึงไม่จำต้องสั่งให้แก้ไขและต้องถือว่าจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโดยไม่มีเหตุอันสมควรได้บุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายสมดี สีปัดถา ผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีมีดดาบปลายแหลม 1 เล่มติดตัวไปด้วยเพื่อจะทำร้ายร่างกายบุคคลผู้มีชื่อในบ้านของผู้เสียหายหลังกระทำความผิดดังกล่าวจำเลยได้ทำให้เสียทรัพย์โดยใช้มีดดาบ 1 เล่ม ที่มีและพาไปดังกล่าวฟันทำลายหน้ากากรถและหน้าปัดเข็มไมล์ของรถจักรยานยนต์ 1 คันของผู้เสียหายที่จอดอยู่บริเวณบ้านดังกล่าวได้รับความเสียหาย ต่อมาเจ้าพนักงานยึดได้มีดดาบ 1 เล่มที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง อนึ่ง ก่อนคดีนี้จำเลยอายุเกินกว่าสิบเจ็ดปี เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก1 ปี 8 เดือน ในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2442/2541 และภายในระยะเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในคดีดังกล่าวจำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้อีกซึ่งมิใช่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 358,364, 365 กับให้ริบมีดดาบ 1 เล่ม ของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับข้อหาทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 365(1)(2)(3) ประกอบมาตรา 364 จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 รวมจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่รับวินิจฉัยเป็นการชอบหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวเห็นว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมีนายกำจัด ศรีปัดถา ทนายความลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์แทนจำเลย แต่ในสำนวนไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แต่งตั้งนายกำจัดเป็นทนายจำเลยไว้ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ในกรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่ตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ชอบที่จะตรวจอุทธรณ์ของจำเลยโดยละเอียด และอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องในการยื่นอุทธรณ์เสียให้ครบถ้วนและถูกต้องก่อนที่จะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้ง ๆ ที่เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องเสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาในเนื้อหาแห่งอุทธรณ์จากศาลอุทธรณ์ภาค 4ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 208(2) ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่ปรากฏว่าจำเลยได้แต่งตั้งนายกำจัดเป็นทนายจำเลยโดยให้มีอำนาจอุทธรณ์และฎีกาแทนจำเลยได้พร้อมกับยื่นฎีกาเข้ามาแล้วศาลฎีกาจึงไม่ต้องสั่งให้แก้ไขและต้องถือว่าจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่รับวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เนื่องจากจำเลยถูกจำคุกในระหว่างฎีกาใกล้จะครบกำหนดโทษและคดีได้มาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4พิจารณาพิพากษาใหม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนในความผิด ซึ่งมิใช่การกระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคแรก ในอันที่จะรอการลงโทษแก่จำเลยได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-กำพล ภู่สุดแสวง-สุรชาติ บุญศิริพันธ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44715
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082054968"
    }
}
date
2545
deka_no
2281/2545
deka_running_no
2281
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 61",
            "ม. 62"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 193",
            "ม. 208",
            "ม. 216",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สุนัย ไกรอ่อน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโดยไม่มีเหตุอันสมควรได้บุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายสมดี สีปัดถา ผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีมีดดาบปลายแหลม 1 เล่มติดตัวไปด้วยเพื่อจะทำร้ายร่างกายบุคคลผู้มีชื่อในบ้านของผู้เสียหายหลังกระทำความผิดดังกล่าวจำเลยได้ทำให้เสียทรัพย์โดยใช้มีดดาบ 1 เล่ม ที่มีและพาไปดังกล่าวฟันทำลายหน้ากากรถและหน้าปัดเข็มไมล์ของรถจักรยานยนต์ 1 คันของผู้เสียหายที่จอดอยู่บริเวณบ้านดังกล่าวได้รับความเสียหาย ต่อมาเจ้าพนักงานยึดได้มีดดาบ 1 เล่มที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง อนึ่ง ก่อนคดีนี้จำเลยอายุเกินกว่าสิบเจ็ดปี เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก1 ปี 8 เดือน ในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2442/2541 และภายในระยะเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในคดีดังกล่าวจำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้อีกซึ่งมิใช่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 358,364, 365 กับให้ริบมีดดาบ 1 เล่ม ของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับข้อหาทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 365(1)(2)(3) ประกอบมาตรา 364 จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 รวมจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่รับวินิจฉัยเป็นการชอบหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวเห็นว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมีนายกำจัด ศรีปัดถา ทนายความลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์แทนจำเลย แต่ในสำนวนไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แต่งตั้งนายกำจัดเป็นทนายจำเลยไว้ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ในกรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่ตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ชอบที่จะตรวจอุทธรณ์ของจำเลยโดยละเอียด และอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องในการยื่นอุทธรณ์เสียให้ครบถ้วนและถูกต้องก่อนที่จะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้ง ๆ ที่เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องเสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาในเนื้อหาแห่งอุทธรณ์จากศาลอุทธรณ์ภาค 4ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 208(2) ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่ปรากฏว่าจำเลยได้แต่งตั้งนายกำจัดเป็นทนายจำเลยโดยให้มีอำนาจอุทธรณ์และฎีกาแทนจำเลยได้พร้อมกับยื่นฎีกาเข้ามาแล้วศาลฎีกาจึงไม่ต้องสั่งให้แก้ไขและต้องถือว่าจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่รับวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เนื่องจากจำเลยถูกจำคุกในระหว่างฎีกาใกล้จะครบกำหนดโทษและคดีได้มาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4พิจารณาพิพากษาใหม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนในความผิด ซึ่งมิใช่การกระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคแรก ในอันที่จะรอการลงโทษแก่จำเลยได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001027.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545