คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2545 ฉบับเต็ม

#44732
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2545 นาง ศรีเมือง เชื้อวงศ์ ผู้ร้อง นาย เกรียงหรือเกรียงศักดิ์ กัลป์ตินันท์หรือแซ่อึ้ง ผู้คัดค้าน ป.วิ.พ. มาตรา 57, มาตรา 145, มาตรา 188 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครอง การที่ผู้ร้องนำคำพิพากษาไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนถือได้ว่าเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ย่อมจะเกิดความเสียหายแก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิ ชอบที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) และผู้คัดค้านไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีในศาลชั้นต้น ถือได้ว่าเป็นบุคคลภายนอก จึงสามารถพิสูจน์ในชั้นนี้ได้ว่าผู้คัดค้านมีสิทธิดีกว่าผู้ร้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ผูกพันผู้คัดค้านตามมาตรา 145(2) โดยไม่ต้องให้ผู้คัดค้านไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นต้องรับคำร้องขอของผู้คัดค้านไว้เพื่อวินิจฉัยข้อโต้แย้งสิทธิของผู้คัดค้านไปตามรูปคดี ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี มีนายโมฮารซิงห์ มงกะ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ผู้ร้องได้ครอบครองส่วนทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ 2 งาน ตามอาณาเขตในแผนที่จำลองเอกสารท้ายคำร้องขอหมายเลข 2 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลา 10 ปี 5 เดือน จึงได้กรรมสิทธิ์ ขอให้มีคำสั่งแสดงว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ ค่าคำร้องขอเป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 ตำบลปทุม (ในเมือง) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เฉพาะส่วนทางด้านทิศเหนือตามแผนที่จำลองเอกสารหมาย ร.2 เนื้อที่ 2 งาน ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และคดีถึงที่สุด ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2601ดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอโดยปกปิดความจริงต่อศาลด้วยการแสดงสำเนาภาพถ่ายสารบัญการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 เฉพาะส่วนที่นายโมฮารซิงห์ มงกะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทำให้ศาลไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องขอให้ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงไม่ทราบว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอในคดีนี้ไม่มีโอกาสคัดค้าน ผู้คัดค้านเพิ่งทราบเรื่องเมื่อผู้ร้องนำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไปขอจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี หากเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีจดทะเบียนสิทธิให้ผู้ร้องจะทำให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงได้รับความเสียหาย ขอเข้าเป็นคู่ความในคดีเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิของผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) และขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านนำพยานหลักฐานเข้าสืบและซักค้านพยานผู้ร้องแล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หากผู้คัดค้านมีสิทธิในทรัพย์พิพาทอย่างไรหรือถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายประการใดก็ชอบที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ ยกคำร้องขอ ค่าคำร้องขอเป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านจะร้องขอเข้ามาในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนทางด้านทิศเหนือของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2601 ตำบลปทุม (ในเมือง) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครอง การที่ผู้ร้องนำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนย่อมถือได้ว่าเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ผู้ร้องย่อมจะเกิดความเสียหายแก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิ ชอบที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) กรณีนี้ผู้คัดค้านซึ่งไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ ถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอกจึงสามารถพิสูจน์ในชั้นนี้ได้ว่าผู้คัดค้านมีสิทธิดีกว่าผู้ร้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ผูกพันผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145(2) โดยไม่ต้องให้ผู้คัดค้านไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับคำร้องขอของผู้คัดค้านไว้เพื่อวินิจฉัยถึงข้อโต้แย้งสิทธิของผู้คัดค้านในชั้นบังคับคดีให้ตามรูปคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้รับคำร้องขอของผู้คัดค้านไว้ดำเนินการไต่สวนแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อไป (จรัส พวงมณี-วิชัย ชื่นชมพูนุท-สมชาย พงษธา) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การร้องสอดเพราะผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) ผู้ร้องสอดต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้นซึ่งตามมาตรา 302 หมายถึง ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น การร้องสอดในกรณีนี้จึงเป็นการร้องสอดในชั้นบังคับคดี โดยมิได้เข้ามาเป็นคู่ความก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครอง เพราะจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา 55 เป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตามมาตรา 188 และไม่มีผู้คัดค้านมาแต่ต้น เมื่อศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ผู้ร้องเพียงแต่นำคำสั่งของศาลไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินต่อไปเท่านั้น มิใช่เป็นการบังคับคดีแต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงไม่น่าจะร้องสอดเข้ามาในคดีเดิมตามมาตรา 57(1) ได้ จะต้องฟ้องผู้ร้องเป็นคดีใหม่ กรณีต่างกับคำพิพากษาฎีกาที่ 774/2539 ซึ่งผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินที่ถูกครอบครองปรปักษ์ร้องสอดเข้ามาในขณะที่คดีของผู้ร้องอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงร้องสอดเข้ามาได้เพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามมาตรา 57(1) แต่คดีนี้ถ้าจะให้ผู้คัดค้านไปฟ้องเป็นคดีใหม่ย่อมจะก่อให้เกิดความยุ่งยาก ควรจะให้คดีเสร็จไปโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่เพื่อความสะดวกแก่ทุกฝ่ายเพราะศาลต้องอาศัยสำนวนคดีเดิมประกอบการพิจารณาอยู่แล้ว การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านสามารถร้องสอดเข้ามาในคดีเดิมเพื่อให้ศาลวินิจฉัยถึงข้อโต้แย้งสิทธิของผู้คัดค้านในชั้นบังคับคดี จึงน่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44732
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082054527"
    }
}
date
2545
deka_no
2591/2545
deka_running_no
2591
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "จรัส พวงมณี",
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "สมชาย พงษธา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 57",
            "ม. 145",
            "ม. 188"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาง ศรีเมือง เชื้อวงศ์"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นาย เกรียงหรือเกรียงศักดิ์ กัลป์ตินันท์หรือแซ่อึ้ง"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี มีนายโมฮารซิงห์ มงกะ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ผู้ร้องได้ครอบครองส่วนทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ 2 งาน ตามอาณาเขตในแผนที่จำลองเอกสารท้ายคำร้องขอหมายเลข 2 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลา 10 ปี 5 เดือน จึงได้กรรมสิทธิ์ ขอให้มีคำสั่งแสดงว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ ค่าคำร้องขอเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 ตำบลปทุม (ในเมือง) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เฉพาะส่วนทางด้านทิศเหนือตามแผนที่จำลองเอกสารหมาย ร.2 เนื้อที่ 2 งาน ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และคดีถึงที่สุด

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2601ดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอโดยปกปิดความจริงต่อศาลด้วยการแสดงสำเนาภาพถ่ายสารบัญการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 เฉพาะส่วนที่นายโมฮารซิงห์ มงกะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทำให้ศาลไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องขอให้ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงไม่ทราบว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอในคดีนี้ไม่มีโอกาสคัดค้าน ผู้คัดค้านเพิ่งทราบเรื่องเมื่อผู้ร้องนำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไปขอจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี หากเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีจดทะเบียนสิทธิให้ผู้ร้องจะทำให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงได้รับความเสียหาย ขอเข้าเป็นคู่ความในคดีเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิของผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) และขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านนำพยานหลักฐานเข้าสืบและซักค้านพยานผู้ร้องแล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หากผู้คัดค้านมีสิทธิในทรัพย์พิพาทอย่างไรหรือถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายประการใดก็ชอบที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ ยกคำร้องขอ ค่าคำร้องขอเป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านจะร้องขอเข้ามาในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนทางด้านทิศเหนือของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2601 ตำบลปทุม (ในเมือง) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครอง การที่ผู้ร้องนำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนย่อมถือได้ว่าเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ผู้ร้องย่อมจะเกิดความเสียหายแก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิ ชอบที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) กรณีนี้ผู้คัดค้านซึ่งไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ ถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอกจึงสามารถพิสูจน์ในชั้นนี้ได้ว่าผู้คัดค้านมีสิทธิดีกว่าผู้ร้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ผูกพันผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145(2) โดยไม่ต้องให้ผู้คัดค้านไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับคำร้องขอของผู้คัดค้านไว้เพื่อวินิจฉัยถึงข้อโต้แย้งสิทธิของผู้คัดค้านในชั้นบังคับคดีให้ตามรูปคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้รับคำร้องขอของผู้คัดค้านไว้ดำเนินการไต่สวนแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การร้องสอดเพราะผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) ผู้ร้องสอดต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้นซึ่งตามมาตรา 302 หมายถึง ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น การร้องสอดในกรณีนี้จึงเป็นการร้องสอดในชั้นบังคับคดี โดยมิได้เข้ามาเป็นคู่ความก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครอง เพราะจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา 55 เป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตามมาตรา 188 และไม่มีผู้คัดค้านมาแต่ต้น เมื่อศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ผู้ร้องเพียงแต่นำคำสั่งของศาลไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินต่อไปเท่านั้น มิใช่เป็นการบังคับคดีแต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงไม่น่าจะร้องสอดเข้ามาในคดีเดิมตามมาตรา 57(1) ได้ จะต้องฟ้องผู้ร้องเป็นคดีใหม่ กรณีต่างกับคำพิพากษาฎีกาที่ 774/2539 ซึ่งผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินที่ถูกครอบครองปรปักษ์ร้องสอดเข้ามาในขณะที่คดีของผู้ร้องอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงร้องสอดเข้ามาได้เพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามมาตรา 57(1) แต่คดีนี้ถ้าจะให้ผู้คัดค้านไปฟ้องเป็นคดีใหม่ย่อมจะก่อให้เกิดความยุ่งยาก ควรจะให้คดีเสร็จไปโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่เพื่อความสะดวกแก่ทุกฝ่ายเพราะศาลต้องอาศัยสำนวนคดีเดิมประกอบการพิจารณาอยู่แล้ว การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านสามารถร้องสอดเข้ามาในคดีเดิมเพื่อให้ศาลวินิจฉัยถึงข้อโต้แย้งสิทธิของผู้คัดค้านในชั้นบังคับคดี จึงน่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001023.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545