คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2801/2545 ฉบับเต็ม

#44744
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2801/2545 พนักงานอัยการ ประจำศาลแขวงชลบุรี โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุตสาหกรรมรามาโฟม ผู้ร้อง นาย สุพจน์ โคตรเสนา จำเลย ป.อ. มาตรา 36 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ว. เจ้าของรถบรรทุกของกลางมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการที่จำเลยนำรถบรรทุกดังกล่าวไปกระทำความผิดกฎหมาย ซึ่งโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านในข้อนี้จึงต้องฟังเป็นยุติตามนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาแล้ววินิจฉัยว่า ว. รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกซื้อรถบรรทุกของกลางจาก ว. เจ้าของเดิมที่มิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในกิจการของผู้ร้อง กรณีไม่อาจถือว่าผู้ร้องใช้สิทธิขอคืนรถบรรทุกของกลางโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของและมีสิทธิขอคืนรถบรรทุกของกลางได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 แต่ไม่ริบรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 7502 สมุทรปราการ ของกลาง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบรถบรรทุกของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถบรรทุกของกลาง คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เดิมรถบรรทุกของกลางเป็นของนายวิทยา ก้อนทรัพย์ ต่อมานายวิทยาให้จำเลยเช่าเพื่อบรรทุกสินค้า มิใช่เป็นกิจการของนายวิทยาหรือมีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลย ดังนั้น นายวิทยาจึงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยชอบที่จะขอรับรถบรรทุกของกลางคืนได้ ต่อมาหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ริบรถบรรทุกของกลาง นายวิทยาได้ขายรถบรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้องในราคา300,000 บาท โดยนายวิทยาและจำเลยไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องทราบเรื่องที่จำเลยนำรถบรรทุกของกลางไปกระทำความผิด ผู้ร้องเพิ่งมาทราบภายหลังว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้ริบรถบรรทุกของกลาง ขอให้สั่งคืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกของกลางและมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดกับจำเลย ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอคืนรถบรรทุกของกลางและเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2542 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมยึดรถบรรทุกของกลางกล่าวหาว่าจำเลยใช้รถบรรทุกของกลางเป็นยานพาหนะบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดต่อมาพนักงานสอบสวนอนุญาตให้นายวิทยา ก้อนทรัพย์ เจ้าของรถบรรทุกของกลางรับรถบรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ระหว่างสอบสวน วันที่ 30 มิถุนายน 2542 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 และขอริบรถบรรทุกของกลางจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย แต่ไม่ริบรถบรรทุกของกลางโจทก์อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 2 วันที่ 5 ตุลาคม 2542 นายวิทยาจดทะเบียนโอนขายรถบรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้อง วันที่ 19 มกราคม 2543 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่าให้ริบรถบรรทุกของกลางให้โจทก์และจำเลยฟัง คดีถึงที่สุด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตกระทำเพื่อประโยชน์ของนายวิทยาโดยถือได้ว่านายวิทยาเจ้าของเดิมและผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนรถบรรทุกของกลางรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาในส่วนของนายวิทยาผู้เป็นเจ้าของรถบรรทุกของกลางในขณะจำเลยกระทำความผิดนั้น ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่านายวิทยาไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านในข้อนี้จึงต้องเป็นยุติตามนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาแล้ววินิจฉัยว่า นายวิทยารู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ซื้อรถบรรทุกของกลางมาจากนายวิทยาเจ้าของเดิมที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ต่อทางราชการ ตามสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการเอกสารหมาย ร.1 ดังที่ผู้ร้องฎีกา ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของและมีสิทธิร้องขอคืนรถบรรทุกของกลางได้ เมื่อนายวิทยาไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่อาจถือว่า ผู้ร้องใช้สิทธิร้องขอคืนรถบรรทุกของกลางโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น (สมชาย พงษธา-วิชัย ชื่นชมพูนุท-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44744
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082054304"
    }
}
date
2545
deka_no
2801/2545
deka_running_no
2801
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย พงษธา",
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 36"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ ประจำศาลแขวงชลบุรี"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุตสาหกรรมรามาโฟม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สุพจน์ โคตรเสนา"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 แต่ไม่ริบรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 7502 สมุทรปราการ ของกลาง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบรถบรรทุกของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถบรรทุกของกลาง คดีถึงที่สุดแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เดิมรถบรรทุกของกลางเป็นของนายวิทยา ก้อนทรัพย์ ต่อมานายวิทยาให้จำเลยเช่าเพื่อบรรทุกสินค้า มิใช่เป็นกิจการของนายวิทยาหรือมีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลย ดังนั้น นายวิทยาจึงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยชอบที่จะขอรับรถบรรทุกของกลางคืนได้ ต่อมาหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ริบรถบรรทุกของกลาง นายวิทยาได้ขายรถบรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้องในราคา300,000 บาท โดยนายวิทยาและจำเลยไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องทราบเรื่องที่จำเลยนำรถบรรทุกของกลางไปกระทำความผิด ผู้ร้องเพิ่งมาทราบภายหลังว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้ริบรถบรรทุกของกลาง ขอให้สั่งคืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกของกลางและมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดกับจำเลย ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอคืนรถบรรทุกของกลางและเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2542 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมยึดรถบรรทุกของกลางกล่าวหาว่าจำเลยใช้รถบรรทุกของกลางเป็นยานพาหนะบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดต่อมาพนักงานสอบสวนอนุญาตให้นายวิทยา ก้อนทรัพย์ เจ้าของรถบรรทุกของกลางรับรถบรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ระหว่างสอบสวน วันที่ 30 มิถุนายน 2542 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 และขอริบรถบรรทุกของกลางจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย แต่ไม่ริบรถบรรทุกของกลางโจทก์อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 2 วันที่ 5 ตุลาคม 2542 นายวิทยาจดทะเบียนโอนขายรถบรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้อง วันที่ 19 มกราคม 2543 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่าให้ริบรถบรรทุกของกลางให้โจทก์และจำเลยฟัง คดีถึงที่สุด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตกระทำเพื่อประโยชน์ของนายวิทยาโดยถือได้ว่านายวิทยาเจ้าของเดิมและผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนรถบรรทุกของกลางรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาในส่วนของนายวิทยาผู้เป็นเจ้าของรถบรรทุกของกลางในขณะจำเลยกระทำความผิดนั้น ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่านายวิทยาไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านในข้อนี้จึงต้องเป็นยุติตามนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาแล้ววินิจฉัยว่า นายวิทยารู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ซื้อรถบรรทุกของกลางมาจากนายวิทยาเจ้าของเดิมที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ต่อทางราชการ ตามสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการเอกสารหมาย ร.1 ดังที่ผู้ร้องฎีกา ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของและมีสิทธิร้องขอคืนรถบรรทุกของกลางได้ เมื่อนายวิทยาไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่อาจถือว่า ผู้ร้องใช้สิทธิร้องขอคืนรถบรรทุกของกลางโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001021.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545