ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2995/2545
พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
โจทก์
นาย สุริยา ทิ้งแสน กับพวก
จำเลย
ป.อ. มาตรา 29, มาตรา 335
ป.วิ.อ. มาตรา 186
เงินที่จำเลยทั้งสามลักเอาจากตู้โทรศัพท์สาธารณะ ไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(10) ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษตามมาตราดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง และที่พิพากษาปรับจำเลยทั้งสามคนละ 50 บาท โดยมิได้พิพากษาว่าหากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับจะจัดการอย่างไรต่อไปสมควรแก้ไขว่าหากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ด้วย
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันพาอาวุธมีดปลายแหลมจำนวน 1 เล่ม ไปในถนนในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันลักเงินจำนวน 3,524 บาท ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ผู้เสียหาย จากตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ติดตั้งอยู่ในหมู่บ้านหนองป้านไป และขณะที่นายดาบตำรวจสุรชัย สีหาบุญมาก กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอนาดูน ทำการตรวจค้นและจับกุมจำเลยทั้งสามในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์อันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยมีอาวุธมีดได้ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ดังกล่าว โดยดิ้นรนขัดขืนและทำท่าทางเข้าทำร้ายนายดาบตำรวจสุรชัยในขณะเข้าจับกุมพวกจำเลย ทั้งนี้ เพื่อมิให้นายดาบตำรวจสุรชัยกับพวกจับกุมไปตามหน้าที่ เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามพร้อมยึดได้มีด 1 เล่ม เงินชนิดเหรียญต่าง ๆ จำนวน 239บาท ไฟฉาย 2 กระบอก กุญแจผี 2 ดอก และไม้สำหรับเขี่ยเอาเหรียญจากตู้โทรศัพท์1 อัน ซึ่งเป็นอุปกรณ์เครื่องมือที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 138, 140,335, 371 ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นเงินจำนวน 239 บาท ของกลางให้คืนผู้เสียหายและให้จำเลยทั้งสามคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 3,285 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย
จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, (1)(7)(10) วรรคสอง, 371 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคแรก การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 100 บาท ฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 1 ปีรวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 2 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 100 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และปรับ 100 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1และที่ 3 มีกำหนดคนละ 1 ปี 3 เดือน และปรับคนละ 50 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 50 บาท ริบของกลาง ส่วนเงินจำนวน 239 บาท ของกลางคืนแก่ผู้เสียหาย ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 3,285 บาทแก่ผู้เสียหาย
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 6 เดือน ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 1 ปีและปรับคนละ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับพวกลักเงินขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยผู้เสียหายจากตู้โทรศัพท์สาธารณะนั้น ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังร่วมกับพวกพาอาวุธมีดไปในถนนในหมู่บ้านและทางสาธารณะอีกทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยมีอาวุธมีดได้ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางนายดาบตำรวจสุรชัย สีหาบุญมาก กับพวกซึ่งทำการตรวจค้นและจับกุมจำเลยที่ 1 กับพวก อันเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่อีกด้วย จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 โดยไม่รอการลงโทษให้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามลักเงินจำนวน 3,524 บาท จากตู้โทรศัพท์สาธารณะเงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(10) ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษตามมาตราดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง และศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับจำเลยทั้งสามคนละ 50 บาท โดยมิได้พิพากษาว่าหากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับจะจัดการอย่างไรต่อไป จึงเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้"
พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(10)หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
(ไพศาล เจริญวุฒิ-วิชัย วิสิทธวงศ์-จรูญวิทย์ ทองสอน)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
กรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษปรับนั้น มีข้อพิจารณาว่าศาลจะต้องระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ไว้ด้วยหรือไม่ มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ 2 แนวคือ 1. ไม่จำเป็นต้องระบุไว้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5616/2539 การยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับและการกักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 เป็นวิธีที่จะกระทำเพื่อจะเป็นการชดใช้ค่าปรับเป็นการบังคับคดี ไม่จำที่ศาลจะต้องกล่าวไว้ในคำพิพากษา 2. จำเป็นต้องระบุไว้ คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ โดยวินิจฉัยว่าที่ศาลล่างพิพากษาปรับจำเลยทั้งสามคนละ 50 บาท โดยมิได้พิพากษาว่าหากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับจะจัดการอย่างไรต่อไป สมควรแก้ไขว่าหากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ด้วย คงมีข้อพิจารณาต่อไปว่าควรจะยึดแนวทางใดเป็นเกณฑ์ มาตรา 29 บัญญัติว่าผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้... จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่าหากผู้ใดต้องโทษแล้วไม่ชำระค่าปรับ สามารถบังคับคดีได้สองทางคือ กักขังแทนค่าปรับหรือยึดทรัพย์สินมาขายทอดตลาดชำระค่าปรับ เมื่อเป็นเช่นนี้กรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษปรับจำเลยนั้น ศาลควรจะระบุไว้ด้วยว่าจะให้บังคับค่าปรับอย่างไร กล่าวคือจะให้กักขังแทนค่าปรับหรือยึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาด เพื่อให้ง่ายในชั้นบังคับคดี เว้นแต่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคลซึ่งโดยสภาพแล้วไม่สามารถจะกักขังแทนค่าปรับได้ จึงเหลือวิธีการเพียงวิธีเดียวคือยึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาดชำระค่าปรับเท่านั้น การที่ศาลพิพากษาโดยไม่กำหนดวิธีการบังคับชำระค่าปรับไว้ ทางปฏิบัติแล้วเจ้าหน้าที่ศาลจะใช้วิธีกักขังแทนค่าปรับตลอด แต่เนื่องจากปัจจุบันค่าปรับมีจำนวนมาก เช่น ค่าปรับตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสอง บัญญัติให้ปรับตั้งแต่400,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท และวรรคสาม บัญญัติให้ปรับตั้งแต่ 1,000,000บาท ถึง 5,000,000 บาท ซึ่งมาตรา 100/1 บังคับศาลว่าจะต้องลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลจะใช้ดุลพินิจลงโทษแต่เพียงจำคุกอย่างเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 หาได้ไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ในคำพิพากษาของศาลควรจะระบุไว้ให้ชัดเจนว่าจะให้บังคับชำระค่าปรับด้วยวิธีการใดเพื่อให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ศิริชัย วัฒนโยธิน