ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3329/2545
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน
โจทก์
บริษัทไทยโกลเด้น เรียลตี้ จำกัด
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 150, มาตรา
โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสถาบันการเงินประกอบธุรกิจปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้าซึ่งทำได้หลายวิธี ไม่ว่าโดยให้กู้ยืม ให้เบิกเงินเกินบัญชี ซื้อขายลดตั๋วเงินหรือโดยประการอื่นที่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นการที่จำเลยทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ 3 ฉบับ ต่างคราวกัน แล้วผิดสัญญา มูลหนี้ตามสัญญาและตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสามฉบับเป็นมูลหนี้ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างเดียวกันซึ่งสามารถรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โจทก์จึงนำมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ เมื่อโจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในอัตราสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1)(ก) จึงชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มโดยแยกมูลหนี้ตามสัญญาหรือตามตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับจึงเป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่จะต้องเสีย
___________________________
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 3 ฉบับ ซึ่งจำเลยเป็นผู้ออกแล้วนำมาทำสัญญาขายให้แก่โจทก์ จำนวนเงิน51,400,000 บาท และดอกเบี้ย 18,991,261.57 บาท รวมเป็นเงิน 70,391,261.57 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 31,400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนถึงวันที่ชำระเสร็จ
จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาได้ออกคำสั่งว่า โจทก์เสียค่าขึ้นศาลไม่ครบยังขาดอยู่ 400,000 บาท ให้ชำระเพิ่มให้ครบภายใน 15 วัน
โจทก์วางเงินค่าขึ้นศาลเพิ่มอีก 400,000 บาท และยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 54,494,593.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับนับแต่วันครบกำหนดใช้เงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่31 กรกฎาคม 2543) รวมกันต้องไม่เกิน 18,991,261.57 บาท
โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มูลหนี้ตามฟ้องไม่สามารถแบ่งแยกจากกันได้ โจทก์รวมฟ้องเป็นคดีเดียวกันและเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสถาบันการเงินประกอบธุรกิจปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้า ซึ่งทำได้หลายวิธี ไม่ว่าโดยให้กู้ยืม ให้เบิกเงินเกินบัญชีซื้อขายลดตั๋วเงินหรือโดยประการอื่นที่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่น การที่จำเลยทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 3 ฉบับต่างคราวกันแล้วผิดสัญญา มูลหนี้ตามสัญญาและตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสามฉบับเป็นมูลหนี้ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งสามารถรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์จึงนำมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในอัตราสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1)(ก) ชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมอีกโดยแยกมูลหนี้ตามสัญญาหรือตามตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับจึงเป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่จะต้องเสีย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษากลับ ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินจากสองแสนบาทแก่โจทก์
(สายันต์ สุรสมภพ-ไพศาล เจริญวุฒิ-เรวัตร อิศราภรณ์)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
การยื่นฟ้องหลายข้อหามาในคำฟ้องฉบับเดียวกันมีข้อพิจารณาว่าจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ของแต่ละข้อหาหรือว่ารวมจำนวนทุนทรัพย์เข้าด้วยกันก่อนแล้วจึงเสียค่าขึ้นศาล มีความเห็นออกเป็น 2 แนวทางต่างกัน คือ 1. ต้องพิจารณาทุนทรัพย์แต่ละข้อหา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 364/2543 การพิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด จำต้องพิจารณาจากคำฟ้องคดีนั้นเป็นเกณฑ์ โจทก์ฟ้องจำเลยมา 3 ข้อหาคือให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามหนี้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้ตามสัญญากู้เงิน และหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งหนี้ในแต่ละข้อหานั้นจำเลยก่อหนี้ขึ้นกับโจทก์ต่างเวลากัน และมีกำหนดเงื่อนไขในการชำระแตกต่างกัน ดังนั้น หนี้ในแต่ละข้อหาจึงแยกจากกันได้แม้จะได้นำที่ดินจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน ก็เป็นเรื่องของหลักประกันซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก และโดยสภาพโจทก์อาจฟ้องรวมกัน 3 ข้อหามาในคำฟ้องเดียวกันได้แต่ค่าขึ้นศาลโจทก์จะรวม 3 ข้อหาแล้วเสียค่าขึ้นศาลมาในอัตราสูงสุดนั้นหาชอบไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1220/2543 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ และข้อกำหนดคดีภาษีอากรฯ มิได้บัญญัติเรื่องค่าขึ้นศาลไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งตามตาราง 1ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เรื่องค่าขึ้นศาลมิได้บัญญัติว่าคดีหนึ่งจะต้องเสียค่าขึ้นศาลไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ในการพิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด จำต้องพิจารณาคำฟ้องเป็นเกณฑ์ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 1(3) บัญญัติว่า คำฟ้อง หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาลฯ ดังนี้ การเรียกค่าขึ้นศาลจึงต้องดูว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหา แต่ละข้อหาเกี่ยวข้องกันหรือแยกจากกันได้ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2537 ข้อหาหนึ่ง ปี 2538 ข้อหาหนึ่ง และปี 2539 อีกข้อหาหนึ่ง คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการเสนอข้อหาต่อศาล 3 ข้อหา ที่ไม่เกี่ยวข้องกันสามารถแยกออกจากกันได้ โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลทั้ง 3 ข้อหา 2. พิจารณาทุนทรัพย์รวมกันทุกข้อหา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4039/2543 โจทก์เป็นสถาบันการเงินประกอบธุรกิจปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าได้หลายวิธี ไม่ว่าโดยการให้กู้ยืมเงิน ให้เบิกเงินเกินบัญชีขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินหรือด้วยประการอื่นที่สามารถทำได้ในการให้เงินหรือหลักประกันแก่ลูกค้าโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่น จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน ขอเบิกเงินเกินบัญชีและขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ แม้จะเรียกชื่อวิธีการก่อให้เกิดหนี้ต่างกันแต่ล้วนเป็นการขอสินเชื่อจากโจทก์ของจำเลยทั้งสอง จึงสามารถนำที่ดินและทรัพย์สินหลายรายการมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ โดยมิได้แบ่งแยกว่าทรัพย์รายใดเป็นประกันหนี้ประเภทไหน รายการใด มูลหนี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โจทก์จึงนำสินเชื่อทุกชนิดมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องมาเป็นคดีเดียวกัน และชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในอัตราสูงสุดได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7952/2543 การคำนวณค่าขึ้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 จะต้องพิจารณาจากคำฟ้องแต่ละคดีเป็นเกณฑ์ โดยหลักจะต้องคำนวณตามทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องมาในคดีนั้น เว้นแต่ทุนทรัพย์แต่ละข้อหาไม่มีความเกี่ยวพันกัน สามารถแยกจากกันได้โดยชัดแจ้ง โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและตามสัญญากู้ยืมเงินอีก 2ฉบับโดยจำเลยทำคำขอสินเชื่อจากโจทก์และได้รับอนุมัติจากโจทก์ในลักษณะต่อเนื่องกันสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมีข้อตกลงยินยอมให้โจทก์นำหนี้ในบัญชีกระแสรายวันเป็นส่วนหนึ่งของเงินที่เบิกเกินบัญชีได้ และจำเลยได้จำนองอาคารชุดและที่ดินไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักประกันดังกล่าว มูลหนี้ในแต่ละข้อหาจึงมีความเกี่ยวเนื่องผูกพันกันและกันการคำนวณค่าขึ้นศาลจึงต้องคำนวณจากทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องทั้งคดี คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้วินิจฉัยเดิมตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาในความเห็นที่ 2 คงมีข้อวินิจฉัยต่อไปว่าคำพิพากษาศาลฎีกาแนวใดจึงจะถูกต้องตามหลักกฎหมาย บทบัญญัติที่ควรนำมาพิจารณาคือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3),7,28,150,172 วรรคสอง และตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (1)(ก) โดยมาตรา 172 วรรคสองบัญญัติว่าคำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคำฟ้องควรจะเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่โจทก์เห็นว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ส่วนคำฟ้องที่เกี่ยวเนื่องกับคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องไว้แล้วหากจะมีการยื่นฟ้องภายหลังโจทก์จึงจะต้องยื่นฟ้องที่ศาลเดิมตามมาตรา 7 ถ้าหากการรวมพิจารณาเข้าด้วยกันจะเป็นการสะดวกโดยเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 28 แล้ว ศาลก็อาจพิจารณารวมกันได้ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นฟ้องโดยรวมหลายข้อหาโดยหลักแล้วไม่น่าจะกระทำได้ แต่ในทางปฏิบัติก็ยินยอมให้ฟ้องรวมกันมาได้ ด้วยเหตุนี้จึงก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น แดงสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ให้แก่ดำจำนวน 2 ฉบับ ลงวันที่สั่งจ่ายวันเดียวกัน ฉบับแรกสั่งจ่ายเงินจำนวน 30,000 บาทฉบับหลังสั่งจ่ายเงินจำนวน 8,000,000 บาท ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินดำจึงฟ้องเรียกเงินตามเช็คจากแดง เช่นนี้โดยหลักแล้วดำจะต้องยื่นฟ้องแดงเป็น 2 คดีแต่ในทางปฏิบัติแล้วมักจะยื่นฟ้องมาในฉบับเดียวกันเมื่อยื่นฟ้องมาฉบับเดียวกันจะทำให้เกิดปัญหาดังนี้ ก. ค่าขึ้นศาลจะต้องเสียตามจำนวนทุนทรัพย์หรือในอัตราสูงสุด ข. ทุนทรัพย์ตามเช็คฉบับแรกปกติจะต้องฟ้องที่ศาลแขวง แต่เมื่อรวมกันมาเช่นนี้ทำให้สามารถฟ้องที่ศาลจังหวัดได้ ค. คงมีปัญหาว่าเช็คฉบับแรกทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อรวมกันมาแล้วทำให้สามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงรวมกับเช็คฉบับอื่นได้หรือไม่ ถ้าพิจารณาตามหลักกฎหมายแล้วจะเห็นได้ว่าแม้เช็คจะลงวันที่สั่งจ่ายวันเดียวกันแต่ธนาคารตามเช็คหากปฏิเสธการจ่ายเงินต่างวันกันได้ เช่น ดำผู้ทรงเช็คนำไปเข้าต่างวันกัน ดังนั้น อายุความก็เริ่มนับต่างกัน รวมทั้งความรับผิดในการชำระดอกเบี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คก็ถือว่าเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน เมื่อพิจารณาดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่าแนวคำพิพากษาแนวแรกที่ให้เรียกค่าขึ้นศาลโดยพิจารณาแต่ละข้อหาจึงน่าจะถูกต้อง และเมื่อพิจารณาเหตุผลตามแนวคำพิพากษาแนวที่ 2 ที่ให้รวมพิจารณาทุนทรัพย์เข้าด้วยกันนั้น เหตุผลที่ใช้ที่ว่ามูลหนี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้โจทก์จึงนำสินเชื่อทุกชนิดมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องมาเป็นคดีเดียวกันและชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในอัตราสูงสุดได้นั้นมิใช่เหตุผลที่จะนำมาพิจารณาในการเรียกค่าขึ้นศาล หากแต่เป็นเหตุผลในการพิจารณาว่าคดีพอที่จะรวมการพิจารณาได้ตามมาตรา 7,8 และ 28 ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่าแนวคำพิพากษาศาลฎีกาในแนวแรกน่าจะวินิจฉัยชอบด้วยหลักกฎหมายแล้ว ศิริชัย วัฒนโยธิน