คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1233/2552 ฉบับเต็ม

#451850
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1233/2552 นายธีรพงษ์ ผการัตน์ โจทก์ นายสงวน ภักดีจิตติ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/12, มาตรา 193/13, มาตรา 193/14, มาตรา 602 วรรคหนึ่ง สิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามในคดีนี้มิได้มีกฎหมายใดๆ บัญญัติไว้ให้เจ้าหนี้ต้องทวงถามลูกหนี้เพื่อให้ชำระหนี้เสียก่อนแต่ประการใด จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์อันจะเป็นสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ยังไม่อาจบังคับได้จนกว่าจะได้ทวงถามให้ลูกหนี้ชำระเสียก่อน และเมื่อระยะเวลาที่ได้ทวงถามนั้นได้สิ้นสุดลงแล้วจึงได้เริ่มนับอายุความตั้งแต่ระยะเวลาที่ได้สิ้นสุดไปแล้วนั้นเป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/13 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาสินจ้างจากจำเลยทั้งสามได้ตั้งแต่เมื่อจำเลยทั้งสามรับมอบการงานที่โจทก์ทำเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วเป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 602 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการตกลงว่าจ้างกันด้วยวิธีการใดก็ตาม เพราะอายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่ขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 มิใช่ให้เริ่มนับตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่โจทก์ให้เวลาจำเลยทั้งสามชำระหนี้หลังจากที่จำเลยทั้งสามรับทราบการกำหนดราคาหรือประเมินค่าจ้างจากโจทก์ เพราะหากกรณีเป็นดังที่โจทก์ต่อสู้แล้วก็เท่ากับโจทก์สามารถกำหนดวันเริ่มต้นที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปหรืออีกนัยหนึ่งคืออายุความแห่งสิทธิเรียกร้องได้ด้วยตนเองตามอำเภอใจนั่นเอง และตราบใดที่โจทก์ยังไม่ประสงค์ที่จะบังคับตามสิทธิเรียกร้องไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม โจทก์ก็ยังไม่ต้องส่งหนังสือทวงถามหรือไม่ต้องส่งหนังสือแจ้งการกำหนดราคาค่าจ้างไปให้ฝ่ายผู้ว่าจ้างทราบ การกระทำเช่นนี้ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์และหลักการของกฎหมาย อีกทั้งมติคณะรัฐมนตรีตามที่โจทก์อ้างก็เป็นระเบียบวิธีปฏิบัติที่ทางราชการอนุโลมหรือผ่อนผันให้ใช้กับงานจ้างของหน่วยงานราชการ ไม่มีผลไปยกเว้นหรือยกเลิกหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ต้องใช้บังคับแก่บุคคลทุกคนโดยเสมอภาคแต่ประการใด ข้อโต้แย้งของโจทก์นี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เอกสารการส่งมอบและรับสินค้า ไม่มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามตกลงหรือขอให้โจทก์หักหนี้ค่าจ้างที่จำเลยทั้งสามค้างชำระกับหนี้สินค้าที่โจทก์สั่งซื้อจากจำเลยทั้งสาม กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามทำหนังสือรับสภาพหนี้หรือกระทำการใดๆ อันปราศจากสงสัยแสดงให้เป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ ส่วนใบเซ็นรับเอกสารการประมาณการค่าใช้จ่ายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับเอกสารไว้นั้น ก็ไม่มีข้อความใดที่ระบุหรือแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าเป็นหนี้ตามที่โจทก์อ้าง การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับเอกสารดังกล่าวไว้ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำอันปราศจากสงสัยที่แสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์แต่อย่างใด กรณีตามที่โจทก์อ้างจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 ที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง และการรับสภาพหนี้จะต้องเป็นการกระทำก่อนที่หนี้จะขาดอายุความ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นระยะเวลาเกินกว่า 2 ปี ตั้งแต่จำเลยทั้งสามรับมอบงานที่โจทก์ทำเสร็จสิ้นแล้ว สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้จ้างทำของทั้ง 3 รายการของโจทก์จึงขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 527,081 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 479,165 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนจำเลยทั้งสาม โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามในคดีนี้มิได้มีกฎหมายใดๆ บัญญัติบังคับไว้ให้เจ้าหนี้ต้องทวงถามลูกหนี้เพื่อให้ชำระหนี้เสียก่อนแต่ประการใด สิทธิเรียกร้องในกรณีเช่นนี้จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์อันจะเป็นสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ยังไม่อาจบังคับได้จนกว่าจะได้ทวงถามให้ลูกหนี้ชำระเสียก่อน และเมื่อระยะเวลาที่ได้ทวงถามนั้นได้สิ้นสุดลงแล้วจึงให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่ระยะเวลาที่ได้สิ้นสุดไปแล้วนั้นเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/13 ดังที่โจทก์โต้แย้งแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาสินจ้างจากจำเลยทั้งสามได้ตั้งแต่เมื่อจำเลยทั้งสามรับมอบการงานที่โจทก์ทำเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามคำฟ้องข้อ 2 ก. ปรากฏว่างานเสร็จสิ้นเรียบร้อยเดือนกันยายน 2537 อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2537 งานตามคำฟ้องข้อ 2 ข. เสร็จสิ้นเรียบร้อยเดือนตุลาคม 2537 อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 และงานตามคำฟ้องข้อ 2 ค. เสร็จสิ้นเรียบร้อยเดือนพฤษภาคม 2540 อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 เป็นต้นมา ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการตกลงว่าจ้างกันด้วยวิธีการใดตามที่โจทก์อ้างก็ตาม เพราะอายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่ขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 มิใช่ให้เริ่มนับตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่โจทก์ให้เวลาจำเลยทั้งสามชำระหนี้หลังจากที่จำเลยทั้งสามรับทราบการกำหนดราคาหรือประเมินค่าจ้างจากโจทก์ตามใบรับเอกสารการประมาณการราคาค่าจ้างแต่ประการใด เพราะหากกรณีเป็นดังที่โจทก์ต่อสู้ดังกล่าวแล้วก็เท่ากับโจทก์สามารถกำหนดวันเริ่มต้นที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปหรืออีกนัยหนึ่งคืออายุความแห่งสิทธิเรียกร้องได้ด้วยตนเองตามอำเภอใจนั้นเอง และตราบใดที่โจทก์ยังไม่ประสงค์ที่จะบังคับตามสิทธิเรียกร้องไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม โจทก์ก็ยังไม่ต้องส่งหนังสือทวงถามหรือไม่ต้องส่งหนังสือแจ้งการกำหนดราคาค่าจ้างไปให้ฝ่ายผู้ว่าจ้างทราบ การกระทำเช่นนี้ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์และหลักการของกฎหมาย อีกทั้งมติคณะรัฐมนตรีตามที่โจทก์อ้างถึงก็เป็นระเบียบวิธีปฏิบัติที่ทางราชการอนุโลมหรือผ่อนผันให้ใช้กับงานจ้างของหน่วยงานราชการซึ่งต้องใช้งบประมาณแผ่นดินจ่ายเป็นค่าจ้างเท่านั้น ไม่มีผลไปยกเว้นหรือยกเลิกหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ต้องใช้บังคับแก่บุคคลทุกคนโดยเสมอภาคกันแต่ประการใด ข้อโต้แย้งของโจทก์ดังที่กล่าวมาแล้วจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนประการที่สองที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า จำเลยทั้งสามตกลงกับโจทก์ให้โจทก์ซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างประเภทไม้ปาร์เกต์และไม้บัวจากจำเลยทั้งสามแล้วนำไปคิดหักหนี้กันภายหลัง ตลอดจนการที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเอกสารไว้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2542 ตามใบรับเอกสารการประมาณการค่าใช้จ่ายเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น เห็นว่า เอกสารการส่งมอบและรับสินค้าประเภทไม้ต่าง ๆ ที่โจทก์อ้างว่าได้รับจากจำเลยทั้งสามนั้นก็ไม่มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามตกลงหรือขอให้โจทก์หักหนี้ค่าจ้างที่จำเลยทั้งสามค้างชำระกับหนี้สินค้าประเภทไม้ที่โจทก์สั่งซื้อจากจำเลยทั้งสาม กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามทำหนังสือรับสภาพหนี้หรือกระทำการใด ๆ อันปราศจากสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ ส่วนใบเซ็นรับเอกสารการประมาณการค่าใช้จ่ายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับเอกสารไว้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2542 นั้น เอกสารดังกล่าวก็ไม่มีข้อความใดที่ระบุหรือแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าเป็นหนี้ตามที่โจทก์อ้าง การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับเอกสารดังกล่าวไว้จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำอันปราศจากสงสัยที่แสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์แต่อย่างใดเช่นเดียวกัน กรณีตามที่โจทก์อ้างจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 ที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง อีกทั้งการรับสภาพหนี้จะต้องเป็นการกระทำก่อนที่หนี้จะขาดอายุความด้วย ฉะนั้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสามในวันที่ 20 มีนาคม 2543 ซึ่งเป็นระยะเวลาเกินกว่า 2 ปี ตั้งแต่จำเลยทั้งสามรับมอบงานที่โจทก์ทำเสร็จสิ้นแล้ว สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้จ้างทำของทั้ง 3 รายการของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล-กีรติ กาญจนรินทร์-ศิริชัย วัฒนโยธิน) ศาลชั้นต้น - นางสาวอารยา หุณฑนะเสวี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสุรพันธุ์ ละอองมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2351/2547 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ส1177/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
451850
courts
[
    {
        "court": "ศาลชั้นต้น",
        "judge": "นางสาวอารยา หุณฑนะเสวี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสุรพันธุ์ ละอองมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082004469"
    }
}
date
2552
deka_no
1233/2552
deka_running_no
1233
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล",
    "กีรติ กาญจนรินทร์",
    "ศิริชัย วัฒนโยธิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/12",
            "ม. 193/13",
            "ม. 193/14",
            "ม. 602 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายธีรพงษ์ ผการัตน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสงวน ภักดีจิตติ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 527,081 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 479,165 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนจำเลยทั้งสาม

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามในคดีนี้มิได้มีกฎหมายใดๆ บัญญัติบังคับไว้ให้เจ้าหนี้ต้องทวงถามลูกหนี้เพื่อให้ชำระหนี้เสียก่อนแต่ประการใด สิทธิเรียกร้องในกรณีเช่นนี้จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์อันจะเป็นสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ยังไม่อาจบังคับได้จนกว่าจะได้ทวงถามให้ลูกหนี้ชำระเสียก่อน และเมื่อระยะเวลาที่ได้ทวงถามนั้นได้สิ้นสุดลงแล้วจึงให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่ระยะเวลาที่ได้สิ้นสุดไปแล้วนั้นเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/13 ดังที่โจทก์โต้แย้งแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาสินจ้างจากจำเลยทั้งสามได้ตั้งแต่เมื่อจำเลยทั้งสามรับมอบการงานที่โจทก์ทำเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามคำฟ้องข้อ 2 ก. ปรากฏว่างานเสร็จสิ้นเรียบร้อยเดือนกันยายน 2537 อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2537 งานตามคำฟ้องข้อ 2 ข. เสร็จสิ้นเรียบร้อยเดือนตุลาคม 2537 อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 และงานตามคำฟ้องข้อ 2 ค. เสร็จสิ้นเรียบร้อยเดือนพฤษภาคม 2540 อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 เป็นต้นมา ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการตกลงว่าจ้างกันด้วยวิธีการใดตามที่โจทก์อ้างก็ตาม เพราะอายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่ขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 มิใช่ให้เริ่มนับตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่โจทก์ให้เวลาจำเลยทั้งสามชำระหนี้หลังจากที่จำเลยทั้งสามรับทราบการกำหนดราคาหรือประเมินค่าจ้างจากโจทก์ตามใบรับเอกสารการประมาณการราคาค่าจ้างแต่ประการใด เพราะหากกรณีเป็นดังที่โจทก์ต่อสู้ดังกล่าวแล้วก็เท่ากับโจทก์สามารถกำหนดวันเริ่มต้นที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปหรืออีกนัยหนึ่งคืออายุความแห่งสิทธิเรียกร้องได้ด้วยตนเองตามอำเภอใจนั้นเอง และตราบใดที่โจทก์ยังไม่ประสงค์ที่จะบังคับตามสิทธิเรียกร้องไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม โจทก์ก็ยังไม่ต้องส่งหนังสือทวงถามหรือไม่ต้องส่งหนังสือแจ้งการกำหนดราคาค่าจ้างไปให้ฝ่ายผู้ว่าจ้างทราบ การกระทำเช่นนี้ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์และหลักการของกฎหมาย อีกทั้งมติคณะรัฐมนตรีตามที่โจทก์อ้างถึงก็เป็นระเบียบวิธีปฏิบัติที่ทางราชการอนุโลมหรือผ่อนผันให้ใช้กับงานจ้างของหน่วยงานราชการซึ่งต้องใช้งบประมาณแผ่นดินจ่ายเป็นค่าจ้างเท่านั้น ไม่มีผลไปยกเว้นหรือยกเลิกหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ต้องใช้บังคับแก่บุคคลทุกคนโดยเสมอภาคกันแต่ประการใด ข้อโต้แย้งของโจทก์ดังที่กล่าวมาแล้วจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนประการที่สองที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า จำเลยทั้งสามตกลงกับโจทก์ให้โจทก์ซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างประเภทไม้ปาร์เกต์และไม้บัวจากจำเลยทั้งสามแล้วนำไปคิดหักหนี้กันภายหลัง ตลอดจนการที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเอกสารไว้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2542 ตามใบรับเอกสารการประมาณการค่าใช้จ่ายเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น เห็นว่า เอกสารการส่งมอบและรับสินค้าประเภทไม้ต่าง ๆ ที่โจทก์อ้างว่าได้รับจากจำเลยทั้งสามนั้นก็ไม่มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามตกลงหรือขอให้โจทก์หักหนี้ค่าจ้างที่จำเลยทั้งสามค้างชำระกับหนี้สินค้าประเภทไม้ที่โจทก์สั่งซื้อจากจำเลยทั้งสาม กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามทำหนังสือรับสภาพหนี้หรือกระทำการใด ๆ อันปราศจากสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ ส่วนใบเซ็นรับเอกสารการประมาณการค่าใช้จ่ายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับเอกสารไว้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2542 นั้น เอกสารดังกล่าวก็ไม่มีข้อความใดที่ระบุหรือแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าเป็นหนี้ตามที่โจทก์อ้าง การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับเอกสารดังกล่าวไว้จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำอันปราศจากสงสัยที่แสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์แต่อย่างใดเช่นเดียวกัน กรณีตามที่โจทก์อ้างจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 ที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง อีกทั้งการรับสภาพหนี้จะต้องเป็นการกระทำก่อนที่หนี้จะขาดอายุความด้วย ฉะนั้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสามในวันที่ 20 มีนาคม 2543 ซึ่งเป็นระยะเวลาเกินกว่า 2 ปี ตั้งแต่จำเลยทั้งสามรับมอบงานที่โจทก์ทำเสร็จสิ้นแล้ว สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้จ้างทำของทั้ง 3 รายการของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
ส1177/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000574.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2351/2547
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552