คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4009/2552 ฉบับเต็ม

#451853
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4009/2552 นางสาวสำอางค์ เอี่ยมอุดม ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสอย เอี่ยมอุดม โจทก์ บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำเลย นายวัฒนา ปานอยู่ จำเลยร่วม ป.วิ.อ. มาตรา 40, มาตรา 46 คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยร่วมและ ป. เป็นจำเลยในคดีอาญา ข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด แต่ในคดีแพ่งนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาฝากทรัพย์ แล้วจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีนี้ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม คดีนี้จึงมิใช่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เพราะคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นหมายความถึงการที่จำเลยไปกระทำความผิดในทางอาญาและก่อให้เกิดความเสียหายในทางแพ่งเกี่ยวพันกันโดยตรงขึ้นมา ดังนั้น เมื่อคดีนี้มิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาแล้ว จึงไม่จำต้องฟังข้อเท็จจริงในส่วนอาญามาผูกพันทางแพ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากจำนวน 56,425.13 บาท รวมเป็นเงิน 2,456,425.13 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายวัฒนาเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์แบ่งเงินจากบัญชีเงินฝากข้างต้น 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากจำนวน 28,212.56 บาท ให้แก่จำเลยร่วม และชำระดอกเบี้ยจำนวนกึ่งหนึ่งจากดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,456,423.13 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,456,425.13 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องวันที่ 25 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยร่วม จำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ จำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ที่จำเลยร่วมฎีกาว่า ก่อนคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยร่วมและนางปราณีเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1871/2546 ของศาลอาญาธนบุรี คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคดีอาญานั้น เห็นว่า ในคดีอาญานั้นโจทก์ฟ้องจำเลยร่วมและนางปราณีในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ส่วนในคดีแพ่งนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาฝากทรัพย์ แล้วจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งนี้สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีนี้ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมแต่อย่างใด คดีนี้จึงมิใช่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เพราะคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น หมายความถึงการที่จำเลยไปกระทำความผิดในทางอาญาและก่อให้เกิดความเสียหายในทางแพ่งเกี่ยวพันกันโดยตรงขึ้นมา เมื่อคดีนี้มิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาแล้ว จึงไม่จำต้องฟังข้อเท็จจริงในส่วนอาญามาผูกพันทางแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท (ณรงค์ ธนะปกรณ์-ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช-สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา) ศาลแพ่งธนบุรี - นายอดุลย์ศักดิ์ โชติชูช่วง ศาลอุทธรณ์ - นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1975/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ7978/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ4812/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
451853
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นายอดุลย์ศักดิ์ โชติชูช่วง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082002638"
    }
}
date
2552
deka_no
4009/2552
deka_running_no
4009
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ณรงค์ ธนะปกรณ์",
    "ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช",
    "สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 40",
            "ม. 46"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางสาวสำอางค์ เอี่ยมอุดม"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสอย เอี่ยมอุดม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "นายวัฒนา ปานอยู่"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากจำนวน 56,425.13 บาท รวมเป็นเงิน 2,456,425.13 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายวัฒนาเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์แบ่งเงินจากบัญชีเงินฝากข้างต้น 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากจำนวน 28,212.56 บาท ให้แก่จำเลยร่วม และชำระดอกเบี้ยจำนวนกึ่งหนึ่งจากดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,456,423.13 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,456,425.13 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องวันที่ 25 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยร่วม

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ที่จำเลยร่วมฎีกาว่า ก่อนคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยร่วมและนางปราณีเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1871/2546 ของศาลอาญาธนบุรี คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคดีอาญานั้น เห็นว่า ในคดีอาญานั้นโจทก์ฟ้องจำเลยร่วมและนางปราณีในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ส่วนในคดีแพ่งนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาฝากทรัพย์ แล้วจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งนี้สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีนี้ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมแต่อย่างใด คดีนี้จึงมิใช่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เพราะคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น หมายความถึงการที่จำเลยไปกระทำความผิดในทางอาญาและก่อให้เกิดความเสียหายในทางแพ่งเกี่ยวพันกันโดยตรงขึ้นมา เมื่อคดีนี้มิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาแล้ว จึงไม่จำต้องฟังข้อเท็จจริงในส่วนอาญามาผูกพันทางแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
พ7978/2542
primary_red_case_no
พ4812/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000558.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1975/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552