คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15019/2551 ฉบับเต็ม

#451865
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15019/2551 บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายเดชา ศรีประเสริฐ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง, มาตรา 226, มาตรา 228 (3) ระหว่างพิจารณาภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การโดยอ้างว่าเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบพร้อมทั้งยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ส่วนคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสาม ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ มิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 228 (3) ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน จำนวน 129,355 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 128,555 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานเป็นผู้ทำละเมิดแก่รถคันที่โจทก์รับประกันภัยโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการ จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ โดยอ้างว่าเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบพร้อมทั้งยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่คืนให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การไปแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำให้การ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับคำให้การของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและยกคำร้องขอให้เพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เป็นคำสั่งที่สืบเนื่องมาจากคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 เนื่องจากศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ยื่นใบแต่งทนายจึงเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 (3) นั้น เห็นว่า แม้ในคำให้การที่ยื่นเข้ามาภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายจะระบุว่าเป็นคำให้การของจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นใบแต่งทนายต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับเป็นคำให้การของจำเลยที่ 2 เท่านั้น โดยมิได้มีคำสั่งให้คืนคำคู่ความให้จำเลยที่ 1 ไปทำมาใหม่ เมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การตามกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 เห็นว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นยกคำร้องทั้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและคำสั่งให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตัดสินชี้ขาดคดี ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อมามีว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความ จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 จำเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์ได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเข้ามาเมื่อล่วงเลยกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การและศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การ คำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสาม ซึ่งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องหากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ จำเลยที่ 1 สามารถอุทธรณ์ได้ทันที ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 (3) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน... พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (เฉลิมชัย ตันตยานนท์-ธานิศ เกศวพิทักษ์-บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย) ศาลแขวงพระโขนง - นางจิราภรณ์ แสงจันทร์ ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง กุลบุปผา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.920/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ831/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ10960/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
451865
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระโขนง",
        "judge": "นางจิราภรณ์ แสงจันทร์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายบุญส่ง กุลบุปผา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082005493"
    }
}
date
2551
deka_no
15019/2551
deka_running_no
15019
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "เฉลิมชัย ตันตยานนท์",
    "ธานิศ เกศวพิทักษ์",
    "บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 18 วรรคสอง",
            "ม. 226",
            "ม. 228 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเดชา ศรีประเสริฐ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน จำนวน 129,355 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 128,555 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานเป็นผู้ทำละเมิดแก่รถคันที่โจทก์รับประกันภัยโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการ

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ โดยอ้างว่าเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบพร้อมทั้งยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่คืนให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การไปแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำให้การ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับคำให้การของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและยกคำร้องขอให้เพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เป็นคำสั่งที่สืบเนื่องมาจากคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 เนื่องจากศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ยื่นใบแต่งทนายจึงเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 (3) นั้น เห็นว่า แม้ในคำให้การที่ยื่นเข้ามาภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายจะระบุว่าเป็นคำให้การของจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นใบแต่งทนายต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับเป็นคำให้การของจำเลยที่ 2 เท่านั้น โดยมิได้มีคำสั่งให้คืนคำคู่ความให้จำเลยที่ 1 ไปทำมาใหม่ เมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การตามกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 เห็นว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นยกคำร้องทั้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและคำสั่งให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตัดสินชี้ขาดคดี ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อมามีว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความ จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 จำเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์ได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเข้ามาเมื่อล่วงเลยกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การและศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การ คำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสาม ซึ่งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องหากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ จำเลยที่ 1 สามารถอุทธรณ์ได้ทันที ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 (3) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
พ831/2547
primary_red_case_no
พ10960/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000583.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.920/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551