คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2958/2545 ฉบับเต็ม

#45209
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2958/2545 ห้างหุ้นส่วนจำกัด รักษ์วานิช (1992 โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.พี.บี. อินเตอร์เทรดดิ้ง กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/14 ตามสำเนาบันทึกที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ทำขึ้นมีข้อความว่า โจทก์ได้รับเช็คของบริษัท พ. จากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 นำมามอบชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์จึงเป็นการชำระหนี้โดยจำเลยที่ 1 แม้จะชำระด้วยเช็คของบริษัท พ. ก็ไม่ถือว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ชำระหนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยทั้งสองรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ อายุความจึงสะดุดหยุดลง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมใช้ชื่อว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดควอลลิตี้ไฟเบอร์ มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์ไปจากโจทก์ในวันที่ 8 กันยายน 2537 เป็นเงิน 114,871.78 บาท วันที่29 กันยายน 2537 เป็นเงิน 124,473.10 บาท และวันที่ 13 ตุลาคม 2537 เป็นเงิน86,721.92 บาท จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระราคาสินค้าภายใน 90 วัน นับแต่วันซื้อสินค้าต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 จำเลยทั้งสองนำเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่นกรุ๊ป จำกัด ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 มาชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วน แต่เรียกเก็บเงินตามเช็คดังกล่าวไม่ได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 400,149.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 326,006.80 บาท (ที่ถูก 326,066.80 บาท) นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่ส่งมอบสินค้าคดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 278,677.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 67,482.67 บาท 124,473.10 บาท และ86,721.92 บาท นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2537 วันที่ 29 ธันวาคม 2537 และวันที่13 มกราคม 2538 ตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า สำเนาบันทึกการรับเช็คตามเอกสารหมาย จ.6 ไม่เป็นการรับสภาพหนี้ เพราะจำเลยที่ 1 มิใช่ผู้ชำระหนี้ แต่บริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้ชำระหนี้ด้วยความยินยอมของโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่ส่งมอบสินค้า คดีจึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ตามสำเนาบันทึกเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 มีข้อความว่า โจทก์ได้รับเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด จากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 นำมามอบชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ จึงเป็นการชำระหนี้โดยจำเลยที่ 1 แม้จะชำระด้วยเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด ก็ไม่ถือว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ชำระหนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยทั้งสองรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 อายุความจึงสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้น ไม่นับเข้าในอายุความ โดยให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) และ 193/15 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2541 ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2539คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (อรพินท์ เศรษฐมานิต-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชัช ชลวร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การชำระหนี้ด้วยเช็คเป็นการชำระหนี้ด้วยอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 เมื่อเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้ด้วยเช็คนั้นก็ถือว่าเป็นการชำระหนี้แล้ว ไม่ว่าเช็คนั้นลูกหนี้จะเป็นผู้ออกเช็คเองหรือผู้อื่นเป็นออกเช็คและมีการส่งมอบถ้าเป็นเช็คผู้ถือ หรือมีการสลักหลังและส่งมอบถ้าเป็นเช็คระบุชื่อถูกต้องแล้ว อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1) แม้การชำระหนี้ด้วยเช็คดังกล่าวหนี้ยังไม่ระงับจนกว่าจะได้มีการใช้เงินแล้วตามมาตรา 321 วรรคสามก็ตาม ก็เป็นคนละเรื่องกัน การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 นำเช็คของบริษัท พ. มาชำระค่าสินค้าให้โจทก์ ถือว่าเป็นการชำระหนี้โดยจำเลยที่ 1 จึงเป็นการรับสภาพหนี้ที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแล้วได้ด้วยนอกจากจะถือว่าเป็นการทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ส่วนการที่บริษัท พ. ต้องจ่ายเงินตามเช็คของตนให้แก่โจทก์มิใช่เป็นการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่จะถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้แต่เป็นขั้นตอนของการใช้เงินที่จะทำให้หนี้ระงับตามมาตรา 321 วรรคสามเท่านั้น จะอ้างว่าเป็นกรณีที่บริษัท พ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงมิใช่การรับสภาพหนี้ตามหลักที่ว่าการรับสภาพหนี้ต้องเป็นการกระทำของลูกหนี้โดยเฉพาะเท่านั้นหาได้ไม่ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
45209
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082054074"
    }
}
date
2545
deka_no
2958/2545
deka_running_no
2958
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "อรพินท์ เศรษฐมานิต",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์",
    "ชัช ชลวร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/14"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด รักษ์วานิช (1992"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.พี.บี. อินเตอร์เทรดดิ้ง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมใช้ชื่อว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดควอลลิตี้ไฟเบอร์ มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์ไปจากโจทก์ในวันที่ 8 กันยายน 2537 เป็นเงิน 114,871.78 บาท วันที่29 กันยายน 2537 เป็นเงิน 124,473.10 บาท และวันที่ 13 ตุลาคม 2537 เป็นเงิน86,721.92 บาท จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระราคาสินค้าภายใน 90 วัน นับแต่วันซื้อสินค้าต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 จำเลยทั้งสองนำเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่นกรุ๊ป จำกัด ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 มาชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วน แต่เรียกเก็บเงินตามเช็คดังกล่าวไม่ได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 400,149.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 326,006.80 บาท (ที่ถูก 326,066.80 บาท) นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่ส่งมอบสินค้าคดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 278,677.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 67,482.67 บาท 124,473.10 บาท และ86,721.92 บาท นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2537 วันที่ 29 ธันวาคม 2537 และวันที่13 มกราคม 2538 ตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า สำเนาบันทึกการรับเช็คตามเอกสารหมาย จ.6 ไม่เป็นการรับสภาพหนี้ เพราะจำเลยที่ 1 มิใช่ผู้ชำระหนี้ แต่บริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้ชำระหนี้ด้วยความยินยอมของโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่ส่งมอบสินค้า คดีจึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ตามสำเนาบันทึกเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 มีข้อความว่า โจทก์ได้รับเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด จากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 นำมามอบชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ จึงเป็นการชำระหนี้โดยจำเลยที่ 1 แม้จะชำระด้วยเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด ก็ไม่ถือว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ชำระหนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยทั้งสองรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 อายุความจึงสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้น ไม่นับเข้าในอายุความ โดยให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) และ 193/15 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2541 ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2539คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การชำระหนี้ด้วยเช็คเป็นการชำระหนี้ด้วยอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 เมื่อเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้ด้วยเช็คนั้นก็ถือว่าเป็นการชำระหนี้แล้ว ไม่ว่าเช็คนั้นลูกหนี้จะเป็นผู้ออกเช็คเองหรือผู้อื่นเป็นออกเช็คและมีการส่งมอบถ้าเป็นเช็คผู้ถือ หรือมีการสลักหลังและส่งมอบถ้าเป็นเช็คระบุชื่อถูกต้องแล้ว อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1) แม้การชำระหนี้ด้วยเช็คดังกล่าวหนี้ยังไม่ระงับจนกว่าจะได้มีการใช้เงินแล้วตามมาตรา 321 วรรคสามก็ตาม ก็เป็นคนละเรื่องกัน การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 นำเช็คของบริษัท พ. มาชำระค่าสินค้าให้โจทก์ ถือว่าเป็นการชำระหนี้โดยจำเลยที่ 1 จึงเป็นการรับสภาพหนี้ที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแล้วได้ด้วยนอกจากจะถือว่าเป็นการทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ส่วนการที่บริษัท พ. ต้องจ่ายเงินตามเช็คของตนให้แก่โจทก์มิใช่เป็นการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่จะถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้แต่เป็นขั้นตอนของการใช้เงินที่จะทำให้หนี้ระงับตามมาตรา 321 วรรคสามเท่านั้น จะอ้างว่าเป็นกรณีที่บริษัท พ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงมิใช่การรับสภาพหนี้ตามหลักที่ว่าการรับสภาพหนี้ต้องเป็นการกระทำของลูกหนี้โดยเฉพาะเท่านั้นหาได้ไม่ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001019.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545