คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2963/2545 ฉบับเต็ม

#45210
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2963/2545 นาง อมรรัตน์ สินประเสริฐกูล โจทก์ บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายนั้นต้องเป็นกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(6) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดาวน์และเงินค่างวดคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในส่วนดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ได้มีข้อวินิจฉัยว่า จำเลยไม่สุจริตในการสู้ความหรือในการดำเนินคดีนี้อย่างไร ทั้งตามสำนวนก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยสู้ความโดยไม่สุจริตอย่างไร จึงไม่มีเหตุตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(6) ที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 142 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมอาคารทาวน์เฮาส์ โครงการเมืองทองถนนพัฒนาการ เนื้อที่ 24 ตารางวา จากจำเลยในราคา 1,980,000 บาท โดยจำเลยตกลงก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 24เดือน นับตั้งแต่วันทำสัญญา โจทก์ได้ชำระเงินจอง เงินดาวน์ และเงินค่างวดที่ต้องชำระตามสัญญาให้แก่จำเลยแล้ว รวมเป็นเงินจำนวน 1,144,000 บาท แต่จำเลยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามสัญญาโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย และแจ้งให้จำเลยคืนเงินที่รับไว้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยตามกฎหมายของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 303,267.61 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,447,267.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,144,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากับโจทก์จริง แต่จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระค่างวดให้ครบถ้วนตามสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,447,267.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,144,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จให้เปลี่ยนจากร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 15 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องถึงวันชำระเสร็จโดยที่ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบ เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(6)โดยที่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดาวน์และเงินค่างวดคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในส่วนดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 15ต่อปี โดยตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ก็ไม่ได้มีข้อวินิจฉัยว่า จำเลยไม่สุจริตในการสู้ความหรือในการดำเนินคดีนี้อย่างไร ทั้งตามสำนวนก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยสู้ความโดยไม่สุจริตอย่างไร จึงไม่มีเหตุตามบทบัญญัติ มาตรา 142(6) ที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งฎีกาในข้อนี้ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนดอกเบี้ยให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (สบโชค สุขารมณ์-ชูชาติ ศรีแสง-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
45210
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082053969"
    }
}
date
2545
deka_no
2963/2545
deka_running_no
2963
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "ชูชาติ ศรีแสง",
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง อมรรัตน์ สินประเสริฐกูล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมอาคารทาวน์เฮาส์ โครงการเมืองทองถนนพัฒนาการ เนื้อที่ 24 ตารางวา จากจำเลยในราคา 1,980,000 บาท โดยจำเลยตกลงก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 24เดือน นับตั้งแต่วันทำสัญญา โจทก์ได้ชำระเงินจอง เงินดาวน์ และเงินค่างวดที่ต้องชำระตามสัญญาให้แก่จำเลยแล้ว รวมเป็นเงินจำนวน 1,144,000 บาท แต่จำเลยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามสัญญาโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย และแจ้งให้จำเลยคืนเงินที่รับไว้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยตามกฎหมายของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 303,267.61 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,447,267.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,144,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากับโจทก์จริง แต่จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระค่างวดให้ครบถ้วนตามสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,447,267.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,144,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จให้เปลี่ยนจากร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 15 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องถึงวันชำระเสร็จโดยที่ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบ เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(6)โดยที่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดาวน์และเงินค่างวดคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในส่วนดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 15ต่อปี โดยตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ก็ไม่ได้มีข้อวินิจฉัยว่า จำเลยไม่สุจริตในการสู้ความหรือในการดำเนินคดีนี้อย่างไร ทั้งตามสำนวนก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยสู้ความโดยไม่สุจริตอย่างไร จึงไม่มีเหตุตามบทบัญญัติ มาตรา 142(6) ที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งฎีกาในข้อนี้ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนดอกเบี้ยให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001018.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545