คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2981/2545 ฉบับเต็ม

#45211
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2981/2545 นาง แฉล้ม รงค์ฤทธิไกร โจทก์ จ่าสิบตำรวจ นพรัตน์ สุทธิประภา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/7 ป.วิ.พ. มาตรา 23, มาตรา 229, มาตรา 242 ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์วันที่ 5 ธันวาคม 2541 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน นับแต่วันครบอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอ การนับระยะเวลาที่ขอขยายออกไปจึงต้องนับจากวันครบกำหนดระยะเวลาเดิมคือต่อจากวันที่5 โดยเริ่มต้นนับตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปโดยไม่ต้องคำนึงว่าวันที่ 6,7และ 8 ธันวาคม 2541 จะตรงกับวันหยุดทำการหรือไม่เพราะวันดังกล่าวไม่ใช่วันสุดท้ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 เมื่อเริ่มนับระยะเวลาอุทธรณ์ที่ขอขยายครั้งแรกคือวันที่ 6 ธันวาคม 2541 จะครบกำหนด 20 วัน ในวันที่ 25 ธันวาคม2541 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ 10วัน นับถัดจากวันครบกำหนดที่อนุญาตครั้งแรก การนับระยะเวลาที่ขยายออกไปในครั้งหลังจึงต้องนับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนด 10 วัน ในวันที่ 4 มกราคม 2542 จำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 6 มกราคม 2542 จึงเกินกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นสั่งขยายให้แล้ว ___________________________ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วไม้รวกและสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกไปจากที่ดินพิพาทกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ5,000 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองและยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสอง ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประเด็นแรกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองและยกคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 หลังจากนั้นวันที่ 3 ธันวาคม 2541 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 20 วันนับแต่วันครบอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2541 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน นับแต่วันครบกำหนดที่ขอขยายครั้งแรก ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีก 10 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดที่อนุญาตครั้งแรก จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์วันที่ 6 มกราคม 2542 ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ เห็นว่า คดีครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน คือวันที่ 5 ธันวาคม 2541 เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน นับแต่วันครบอุทธรณ์และศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอการนับระยะเวลาที่ขอขยายออกไปจึงต้องนับแต่จากวันครบกำหนดระยะเวลาเดิมคือต่อจากวันที่ 5 โดยเริ่มต้นนับตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปโดยไม่ต้องคำนึงว่าวันที่ 6, 7 และ 8 ธันวาคม 2541 จะตรงกับวันหยุดทำการหรือไม่ เพราะวันเวลาดังกล่าวไม่ใช่วันสุดท้ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 เมื่อเริ่มนับระยะเวลาอุทธรณ์ที่ขอขยายครั้งแรกคือวันที่ 6 ธันวาคม 2541 ก็จะครบกำหนด 20 วัน ในวันที่25 ธันวาคม 2541 และเมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ 10 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดที่อนุญาตครั้งแรก การนับระยะเวลาที่ขยายออกไปในครั้งหลังนี้จึงต้องนับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปซึ่งจะครบกำหนด 10 วัน ในวันที่ 4 มกราคม 2542 จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์วันที่ 6มกราคม 2542 จึงเกินกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นสั่งขยายให้แล้ว ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นและยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองชอบแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นอื่น ๆ ไม่จำต้องวินิจฉัย อนึ่ง เนื่องจากคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ 5,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไขนั้นไม่ถูกต้องเนื่องจากเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดใหม่ให้ถูกต้อง" พิพากษายืน แต่ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท แทนโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสองโดยให้คงเหลือไว้ 200 บาท ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สุมิตร สุภาดุลย์-ไพศาล เจริญวุฒิ-สมชัย เกษชุมพล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
45211
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082053966"
    }
}
date
2545
deka_no
2981/2545
deka_running_no
2981
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "สมชัย เกษชุมพล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/7"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 23",
            "ม. 229",
            "ม. 242"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง แฉล้ม รงค์ฤทธิไกร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "จ่าสิบตำรวจ นพรัตน์ สุทธิประภา กับพวก"
    }
]
long_text
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วไม้รวกและสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกไปจากที่ดินพิพาทกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ5,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองและยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสอง ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประเด็นแรกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองและยกคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 หลังจากนั้นวันที่ 3 ธันวาคม 2541 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 20 วันนับแต่วันครบอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2541 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน นับแต่วันครบกำหนดที่ขอขยายครั้งแรก ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีก 10 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดที่อนุญาตครั้งแรก จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์วันที่ 6 มกราคม 2542 ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ เห็นว่า คดีครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน คือวันที่ 5 ธันวาคม 2541 เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน นับแต่วันครบอุทธรณ์และศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอการนับระยะเวลาที่ขอขยายออกไปจึงต้องนับแต่จากวันครบกำหนดระยะเวลาเดิมคือต่อจากวันที่ 5 โดยเริ่มต้นนับตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปโดยไม่ต้องคำนึงว่าวันที่ 6, 7 และ 8 ธันวาคม 2541 จะตรงกับวันหยุดทำการหรือไม่ เพราะวันเวลาดังกล่าวไม่ใช่วันสุดท้ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 เมื่อเริ่มนับระยะเวลาอุทธรณ์ที่ขอขยายครั้งแรกคือวันที่ 6 ธันวาคม 2541 ก็จะครบกำหนด 20 วัน ในวันที่25 ธันวาคม 2541 และเมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ 10 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดที่อนุญาตครั้งแรก การนับระยะเวลาที่ขยายออกไปในครั้งหลังนี้จึงต้องนับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปซึ่งจะครบกำหนด 10 วัน ในวันที่ 4 มกราคม 2542 จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์วันที่ 6มกราคม 2542 จึงเกินกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นสั่งขยายให้แล้ว ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นและยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองชอบแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นอื่น ๆ ไม่จำต้องวินิจฉัย

อนึ่ง เนื่องจากคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ 5,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไขนั้นไม่ถูกต้องเนื่องจากเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดใหม่ให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท แทนโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสองโดยให้คงเหลือไว้ 200 บาท ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001018.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545