คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3388/2545 ฉบับเต็ม

#45229
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3388/2545 นาย สันติสุข โสภณสิริ โจทก์ การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 197 เดิม, มาตรา 201 เดิม การที่โจทก์ต้องมาศาลในวันนัดสืบพยาน โจทก์ต้องมาตรงตามเวลานัดด้วยมิใช่ว่าโจทก์จะมาศาลในเวลาใดก็ได้ก่อนสิ้นเวลาทำการของศาล เมื่อศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาในวันนัดสืบพยานโจทก์เวลา 10.30 นาฬิกา เกินเวลานัดไปถึง 1 ชั่วโมง 30 นาทีฝ่ายโจทก์ก็ยังไม่มา โดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องจึงต้องถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคสอง (เดิม) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความอันเป็นคำสั่งตามบทบัญญัติมาตรา 132(2) ประกอบมาตรา 201 วรรคหนึ่ง (เดิม) จึงชอบแล้ว หลังจากนั้นโจทก์มาศาลและยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นนำคดีขึ้นมาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปย่อมมีผลเท่ากับการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 201 วรรคหนึ่ง (เดิม) ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดแก่โจทก์ จำเลยให้การปฏิเสธความรับผิด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดสืบพยานโจทก์ ถึงวันนัดทนายจำเลยมอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่า ทนายจำเลยป่วยศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 1 มิถุนายน 2542 เวลา 9 นาฬิกาครั้งถึงวันนัด ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาเวลา 10.30 นาฬิกา ฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี ส่วนทนายจำเลยมาศาลและแถลงว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ยื่นคำร้องในวันเดียวกันนั้น อ้างว่าจดเวลานัดผิดไป โจทก์ไม่มีเจตนาที่จะไม่มาศาลตามนัด ขอให้นัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้อง แต่เมื่อถึงวันนัดศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 ที่ห้ามมิให้โจทก์มีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ งดไต่สวนคำร้องและยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มาศาลในวันนัดสืบพยานแล้ว เพียงแต่ไม่ตรงตามกำหนดเวลานัดเท่านั้น และยังอยู่ในเวลาทำการของศาล คำร้องของโจทก์ที่ยื่นในวันเดียวกันจึงถือไม่ได้ว่าเป็นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้น เห็นว่า การที่โจทก์จะต้องมาศาลในวันนัดสืบพยานย่อมมีความหมายว่า โจทก์ต้องมาตรงตามเวลานัดด้วย มิใช่ว่าโจทก์จะมาศาลในเวลาใดก็ได้ก่อนสิ้นเวลาทำการของศาล ในวันนั้นดังที่โจทก์อ้างในฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาในวันนัดสืบพยานโจทก์เวลา 10.30 นาฬิกา เกินเวลานัดไปถึง 1 ชั่วโมง 30 นาที ฝ่ายโจทก์ก็ยังไม่มาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้อง จึงต้องถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 197 วรรคสอง (เดิม) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความอันเป็นคำสั่งตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132(2)ประกอบมาตรา 201 วรรคหนึ่ง (เดิม) จึงชอบแล้ว หลังจากนั้นเมื่อโจทก์มาศาลและยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นนำคดีขึ้นมาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปย่อมมีผลเท่ากับการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 วรรคหนึ่ง (เดิม) นั่นเอง เมื่อคำร้องของโจทก์ต้องห้ามไว้ชัดแจ้งตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว ศาลย่อมไม่อาจดำเนินการตามความประสงค์ของโจทก์ได้ โจทก์จะอ้างความยุติธรรมเพื่อประโยชน์ของโจทก์ฝ่ายเดียว โดยปราศจากกฎหมายสนับสนุนหาได้ไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกาเป็นกรณีที่มีการสืบพยานของคู่ความไปบ้างแล้ว มิใช่เรื่องที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงนำมาเทียบเคียงกับคดีนี้มิได้ คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-กำพล ภู่สุดแสวง-สุรชาติ บุญศิริพันธ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคสอง (เดิม) หรือมาตรา 200 ที่แก้ไขใหม่ระบุว่า คู่ความไม่มาศาลในวันสืบพยานถือว่าขาดนัดพิจารณาและตามมาตรา 1(10)"วันสืบพยาน" หมายความว่า วันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน มิได้ระบุถึงเวลานัดไว้เลย แต่ศาลจะนัดสืบพยานโดยระบุเวลานัดไว้ด้วยเสมอคู่ความจึงต้องมาศาลในวันนัดสืบพยานตามเวลาที่นัดด้วย มิใช่จะมาเวลาใดก็ได้ที่เป็นเวลาทำการ ดังนั้น เมื่อศาลนัดสืบพยานโจทก์เวลา 9 นาฬิกา โจทก์ไม่มาตามเวลานัดย่อมถือว่าขาดนัดพิจารณา เมื่อศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความแล้ว การที่โจทก์มาศาลก็ถือว่าขาดนัดพิจารณาอยู่นั่นเอง แม้จะยังเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ก็ตามคำร้องของโจทก์ที่ยื่นในวันดังกล่าวภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความเพื่อให้ศาลนำคดีขึ้นมาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจึงเท่ากับเป็นการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 201 เดิม ทางแก้ของโจทก์จึงต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อไป ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
45229
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082053228"
    }
}
date
2545
deka_no
3388/2545
deka_running_no
3388
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 197 เดิม",
            "ม. 201 เดิม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย สันติสุข โสภณสิริ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "การรถไฟแห่งประเทศไทย"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดแก่โจทก์ จำเลยให้การปฏิเสธความรับผิด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดสืบพยานโจทก์ ถึงวันนัดทนายจำเลยมอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่า ทนายจำเลยป่วยศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 1 มิถุนายน 2542 เวลา 9 นาฬิกาครั้งถึงวันนัด ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาเวลา 10.30 นาฬิกา ฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี ส่วนทนายจำเลยมาศาลและแถลงว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ยื่นคำร้องในวันเดียวกันนั้น อ้างว่าจดเวลานัดผิดไป โจทก์ไม่มีเจตนาที่จะไม่มาศาลตามนัด ขอให้นัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้อง แต่เมื่อถึงวันนัดศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 ที่ห้ามมิให้โจทก์มีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ งดไต่สวนคำร้องและยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มาศาลในวันนัดสืบพยานแล้ว เพียงแต่ไม่ตรงตามกำหนดเวลานัดเท่านั้น และยังอยู่ในเวลาทำการของศาล คำร้องของโจทก์ที่ยื่นในวันเดียวกันจึงถือไม่ได้ว่าเป็นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้น เห็นว่า การที่โจทก์จะต้องมาศาลในวันนัดสืบพยานย่อมมีความหมายว่า โจทก์ต้องมาตรงตามเวลานัดด้วย มิใช่ว่าโจทก์จะมาศาลในเวลาใดก็ได้ก่อนสิ้นเวลาทำการของศาล ในวันนั้นดังที่โจทก์อ้างในฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาในวันนัดสืบพยานโจทก์เวลา 10.30 นาฬิกา เกินเวลานัดไปถึง 1 ชั่วโมง 30 นาที ฝ่ายโจทก์ก็ยังไม่มาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้อง จึงต้องถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 197 วรรคสอง (เดิม) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความอันเป็นคำสั่งตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132(2)ประกอบมาตรา 201 วรรคหนึ่ง (เดิม) จึงชอบแล้ว หลังจากนั้นเมื่อโจทก์มาศาลและยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นนำคดีขึ้นมาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปย่อมมีผลเท่ากับการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 วรรคหนึ่ง (เดิม) นั่นเอง เมื่อคำร้องของโจทก์ต้องห้ามไว้ชัดแจ้งตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว ศาลย่อมไม่อาจดำเนินการตามความประสงค์ของโจทก์ได้ โจทก์จะอ้างความยุติธรรมเพื่อประโยชน์ของโจทก์ฝ่ายเดียว โดยปราศจากกฎหมายสนับสนุนหาได้ไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกาเป็นกรณีที่มีการสืบพยานของคู่ความไปบ้างแล้ว มิใช่เรื่องที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงนำมาเทียบเคียงกับคดีนี้มิได้ คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคสอง (เดิม) หรือมาตรา 200 ที่แก้ไขใหม่ระบุว่า คู่ความไม่มาศาลในวันสืบพยานถือว่าขาดนัดพิจารณาและตามมาตรา 1(10)"วันสืบพยาน" หมายความว่า วันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน มิได้ระบุถึงเวลานัดไว้เลย แต่ศาลจะนัดสืบพยานโดยระบุเวลานัดไว้ด้วยเสมอคู่ความจึงต้องมาศาลในวันนัดสืบพยานตามเวลาที่นัดด้วย มิใช่จะมาเวลาใดก็ได้ที่เป็นเวลาทำการ ดังนั้น เมื่อศาลนัดสืบพยานโจทก์เวลา 9 นาฬิกา โจทก์ไม่มาตามเวลานัดย่อมถือว่าขาดนัดพิจารณา เมื่อศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความแล้ว การที่โจทก์มาศาลก็ถือว่าขาดนัดพิจารณาอยู่นั่นเอง แม้จะยังเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ก็ตามคำร้องของโจทก์ที่ยื่นในวันดังกล่าวภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความเพื่อให้ศาลนำคดีขึ้นมาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจึงเท่ากับเป็นการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 201 เดิม ทางแก้ของโจทก์จึงต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อไป ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001012.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545