คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3713/2545 ฉบับเต็ม

#45252
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3713/2545 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โจทก์ นาย เฉลิมพล หุตะจิตต์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 366 จำเลยทำสัญญาการรับทุนเพื่อศึกษาในประเทศกับโจทก์ โดยข้อความในสัญญาดังกล่าวจะถือว่าจำเลยผิดสัญญาต่อเมื่อจำเลยเป็นผู้ยุติหรือเลิกการศึกษาเสียเองแต่กรณีตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นผู้ออกคำสั่งให้จำเลยพ้นสภาพการเป็นนักศึกษาตามระเบียบของสถาบัน การยุติหรือเลิกการศึกษาไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงไม่ผิดสัญญาดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้รับทุนการศึกษาในประเทศของโจทก์ ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาการรับทุนเพื่อศึกษาในประเทศกับโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นนักศึกษาจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ยุติการศึกษาหรือเลิกการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาอันเป็นการผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 746,514.65 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 710,040 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาการรับทุนเพื่อศึกษาในประเทศตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.7 หรือไม่ โจทก์ฟ้องอ้างเหตุอันเป็นมูลแห่งฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ยุติหรือเลิกการศึกษาเป็นการผิดสัญญาการรับทุนเพื่อศึกษาในประเทศตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 3 และหมาย จ.7 ข้อ 3 ซึ่งมีข้อความตรงกันว่า "ในระหว่างรับทุนรัฐบาลตามสัญญานี้ ถ้าข้าพเจ้าสละสิทธิการรับทุนรัฐบาลก็ดีหรือหลีกเลี่ยงไม่เข้าอยู่ศึกษาหรือฝึกอบรมในสถานศึกษาที่ผู้รับสัญญากำหนดหรือละเลยทอดทิ้ง ยุติ หรือเลิกการศึกษาหรือฝึกอบรมประการหนึ่งประการใดก็ดี ข้าพเจ้ายินยอมรับผิดชดใช้คืนทุนรัฐบาลที่ผู้รับสัญญาได้จ่ายไปแล้ว พร้อมทั้งชำระเงินอีกเป็นจำนวนสองเท่าของจำนวนทุนรัฐบาลให้เป็นเบี้ยปรับแก่ผู้รับสัญญาดังกล่าวทันที" เมื่อพิจารณาข้อความในสัญญาดังกล่าวแล้ว เห็นว่า กรณีจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยุติหรือเลิกการศึกษาเสียเอง แต่กรณีตามโจทก์ฟ้องสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นผู้ออกคำสั่งให้จำเลยที่ 1 พ้นสภาพการเป็นนักศึกษาตามระเบียบของสถาบัน การยุติหรือเลิกการศึกษาไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 จึงไม่ผิดสัญญาการรับทุนเพื่อศึกษาในประเทศตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.7ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ละเลยทอดทิ้งการศึกษาเพราะไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวเป็นการผิดสัญญาการรับทุนของโจทก์นั้น โจทก์มิได้ยกขึ้นกล่าวไว้ในฟ้องจึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้" พิพากษายืน (ธาดา กษิตินนท์-ศิริชัย สวัสดิ์มงคล-หัสดี ไกรทองสุก) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
45252
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082052528"
    }
}
date
2545
deka_no
3713/2545
deka_running_no
3713
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ธาดา กษิตินนท์",
    "ศิริชัย สวัสดิ์มงคล",
    "หัสดี ไกรทองสุก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 366"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย เฉลิมพล หุตะจิตต์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้รับทุนการศึกษาในประเทศของโจทก์ ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาการรับทุนเพื่อศึกษาในประเทศกับโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นนักศึกษาจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ยุติการศึกษาหรือเลิกการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาอันเป็นการผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 746,514.65 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 710,040 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาการรับทุนเพื่อศึกษาในประเทศตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.7 หรือไม่ โจทก์ฟ้องอ้างเหตุอันเป็นมูลแห่งฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ยุติหรือเลิกการศึกษาเป็นการผิดสัญญาการรับทุนเพื่อศึกษาในประเทศตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 3 และหมาย จ.7 ข้อ 3 ซึ่งมีข้อความตรงกันว่า "ในระหว่างรับทุนรัฐบาลตามสัญญานี้ ถ้าข้าพเจ้าสละสิทธิการรับทุนรัฐบาลก็ดีหรือหลีกเลี่ยงไม่เข้าอยู่ศึกษาหรือฝึกอบรมในสถานศึกษาที่ผู้รับสัญญากำหนดหรือละเลยทอดทิ้ง ยุติ หรือเลิกการศึกษาหรือฝึกอบรมประการหนึ่งประการใดก็ดี ข้าพเจ้ายินยอมรับผิดชดใช้คืนทุนรัฐบาลที่ผู้รับสัญญาได้จ่ายไปแล้ว พร้อมทั้งชำระเงินอีกเป็นจำนวนสองเท่าของจำนวนทุนรัฐบาลให้เป็นเบี้ยปรับแก่ผู้รับสัญญาดังกล่าวทันที" เมื่อพิจารณาข้อความในสัญญาดังกล่าวแล้ว เห็นว่า กรณีจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยุติหรือเลิกการศึกษาเสียเอง แต่กรณีตามโจทก์ฟ้องสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นผู้ออกคำสั่งให้จำเลยที่ 1 พ้นสภาพการเป็นนักศึกษาตามระเบียบของสถาบัน การยุติหรือเลิกการศึกษาไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 จึงไม่ผิดสัญญาการรับทุนเพื่อศึกษาในประเทศตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.7ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ละเลยทอดทิ้งการศึกษาเพราะไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวเป็นการผิดสัญญาการรับทุนของโจทก์นั้น โจทก์มิได้ยกขึ้นกล่าวไว้ในฟ้องจึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001006.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545