คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4709/2545 ฉบับเต็ม

#45317
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4709/2545 นาง เกษร ธรรมนารักษ์ โจทก์ นาย จรัญ ธรรมนารักษ์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 213, มาตรา 810 ป.วิ.พ. มาตรา 142 จำเลยเป็นตัวแทนผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพขณะที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยกลับจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่ธนาคาร โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม จำเลยจึงต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์โดยการปลอดจำนองเช่นเดิม แต่การไถ่ถอนจำนอง จำเลยผู้จำนองจะต้องนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองจนครบถ้วนจึงจะปลอดจำนอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามลำดับต่อไปได้ จึงเป็นกรณีสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาจากนางสาคร เฮงสิ 2 แปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1255 เนื้อที่ 4 ไร่ 92 ตารางวา และที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 50 ตารางวา ซึ่งอยู่ติดกันกับที่ดินแปลงแรกแต่มีลำห้วยสาธารณประโยชน์คั่นกลาง ต่อมาโจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแปลงแรกเป็นโฉนดเลขที่ 12420 ส่วนที่ดินพิพาทนั้น เจ้าพนักงานรังวัดแจ้งว่า หากออกโฉนดที่ดินเป็นของโจทก์จะยุ่งยากเนื่องจากมีเหตุขัดข้องของวิธีการรังวัด จึงแนะนำให้ออกโฉนดที่ดินในนามของจำเลยซึ่งมีที่ดินอยู่ใกล้เคียงกันก่อนแล้วให้จำเลยโอนให้แก่โจทก์ต่อไป โจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นญาติกันจึงยินยอมเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเป็นโฉนดเลขที่ 12999 โดยมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยละเลยไม่ยอมโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ทั้งยังจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรโดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และจดทะเบียนโอนโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยนางถม ธรรมนารักษ์ย่าของจำเลยยกให้ตั้งแต่ปี 2524 จำเลยได้ครอบครองก่อสร้างทำประโยชน์ตลอดมา สำรวจแบ่งออกเป็น 2 แปลง เนื่องจากมีลำห้วยสาธารณประโยชน์ตัดผ่าน และได้ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยคือโฉนดเลขที่ 12999 โดยไม่มีผู้คัดค้านทั้งการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทก็ไม่มีผู้คัดค้านเช่นกัน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร หากไม่ไถ่ถอนให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999 ดังกล่าวคืนโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง หากจำเลยไม่ไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 โดยศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นตัวแทนผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร แทนโจทก์ ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพขณะที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคหนึ่ง แต่หลังจากจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์แล้ว จำเลยไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ได้บรรยายมาด้วยแล้ว ดังนี้จำเลยจึงต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์โดยการปลอดจำนองเช่นเดิมแต่การไถ่ถอนจำนอง จำเลยผู้จำนองจะต้องนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองจนครบถ้วน ที่ดินพิพาทจึงจะปลอดจำนอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามลำดับต่อไปได้ จึงเป็นกรณีสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น หาเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (เรวัตร อิศราภรณ์-ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์-ยงยศ นิสภัครกุล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
45317
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082051086"
    }
}
date
2545
deka_no
4709/2545
deka_running_no
4709
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์",
    "ยงยศ นิสภัครกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 213",
            "ม. 810"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง เกษร ธรรมนารักษ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย จรัญ ธรรมนารักษ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาจากนางสาคร เฮงสิ 2 แปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1255 เนื้อที่ 4 ไร่ 92 ตารางวา และที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 50 ตารางวา ซึ่งอยู่ติดกันกับที่ดินแปลงแรกแต่มีลำห้วยสาธารณประโยชน์คั่นกลาง ต่อมาโจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแปลงแรกเป็นโฉนดเลขที่ 12420 ส่วนที่ดินพิพาทนั้น เจ้าพนักงานรังวัดแจ้งว่า หากออกโฉนดที่ดินเป็นของโจทก์จะยุ่งยากเนื่องจากมีเหตุขัดข้องของวิธีการรังวัด จึงแนะนำให้ออกโฉนดที่ดินในนามของจำเลยซึ่งมีที่ดินอยู่ใกล้เคียงกันก่อนแล้วให้จำเลยโอนให้แก่โจทก์ต่อไป โจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นญาติกันจึงยินยอมเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเป็นโฉนดเลขที่ 12999 โดยมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยละเลยไม่ยอมโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ทั้งยังจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรโดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และจดทะเบียนโอนโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยนางถม ธรรมนารักษ์ย่าของจำเลยยกให้ตั้งแต่ปี 2524 จำเลยได้ครอบครองก่อสร้างทำประโยชน์ตลอดมา สำรวจแบ่งออกเป็น 2 แปลง เนื่องจากมีลำห้วยสาธารณประโยชน์ตัดผ่าน และได้ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยคือโฉนดเลขที่ 12999 โดยไม่มีผู้คัดค้านทั้งการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทก็ไม่มีผู้คัดค้านเช่นกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร หากไม่ไถ่ถอนให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999 ดังกล่าวคืนโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง หากจำเลยไม่ไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 โดยศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นตัวแทนผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร แทนโจทก์ ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพขณะที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคหนึ่ง แต่หลังจากจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์แล้ว จำเลยไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ได้บรรยายมาด้วยแล้ว ดังนี้จำเลยจึงต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์โดยการปลอดจำนองเช่นเดิมแต่การไถ่ถอนจำนอง จำเลยผู้จำนองจะต้องนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองจนครบถ้วน ที่ดินพิพาทจึงจะปลอดจำนอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามลำดับต่อไปได้ จึงเป็นกรณีสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น หาเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000994.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545