คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1416/2545 ฉบับเต็ม

#45652
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1416/2545 นาย สมคิด ชัยยะ โจทก์ นางสาว พรเพ็ญ แซ่อึ้งหรือแซ่อึ๊ง จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 79, มาตรา 198, มาตรา 202, มาตรา 208 การปิดคำคู่ความหรือเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 79 วรรคหนึ่ง หมายถึงการนำคู่ความหรือเอกสารไปติดไว้ที่ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของคู่ความ ซึ่งต้องกระทำให้มีลักษณะแน่นหนา ไม่หลุดออกไปโดยง่าย ฉะนั้น การที่เจ้าพนักงานศาลผู้ส่งเพียงแต่นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องกับหมายนัดสืบพยานโจทก์ไปเสียบไว้ที่เหล็กที่ใช้เป็นมือจับสำหรับปิดเปิดประตูเหล็กยืดที่บ้านจำเลยซึ่งอาจหลุดและปลิวไปได้โดยง่าย จึงไม่อาจถือว่าเป็นการปิดคำคู่ความหรือเอกสารโดยชอบตามบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การและกำหนดวันนัดสืบพยานโดยชอบ จำเลยจึงไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา สมควรที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาคดีใหม่ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามสัญญากู้ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 150,000 บาท จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาเนื่องจากจำเลยไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้อง ฟ้องโจทก์ไม่มีมูลหนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีนี้ใหม่ โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้องและหมายนัดให้จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยโดยชอบแล้ว แต่จำเลยจงใจไม่ยื่นคำให้การและจงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว เห็นว่า จำเลยขาดนัดโดยจงใจ ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยเบิกความว่าจำเลยไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องกับหมายนัดสืบพยานโจทก์คงได้รับแต่เพียงคำบังคับซึ่งเด็กข้างบ้านนำมาให้ ส่วนโจทก์มีนายสุริยัน จันทร์ศิริ เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลของศาลชั้นต้นเบิกความเป็นพยานว่า พยานเป็นผู้ไปส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง หมายนัดสืบพยานโจทก์และคำบังคับแก่จำเลย โดยในการส่งทั้งสามครั้งพยานจะนำคำคู่ความหรือเอกสารดังกล่าวไปเสียบไว้ที่เหล็กที่เป็นมือจับสำหรับปิดเปิดประตูเหล็กยืดที่บ้านจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 79 บัญญัติว่า "ถ้าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นไม่สามารถจะทำได้ดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อนศาลอาจสั่งให้ส่งโดยวิธีอื่นแทนได้ กล่าวคือปิดคำคู่ความหรือเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของคู่ความ..." การปิดคำคู่ความหรือเอกสารตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงการนำคำคู่ความหรือเอกสารไปติดไว้ที่ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของคู่ความ ซึ่งต้องกระทำให้มีลักษณะแน่นหนาไม่หลุดออกไปโดยง่าย แต่กรณีนี้เจ้าพนักงานศาลผู้ส่งเพียงแต่นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง กับหมายนัดสืบพยานโจทก์ไปเสียบไว้ที่เหล็กที่ใช้เป็นมือจับสำหรับปิดเปิดประตูเหล็กยืดที่บ้านจำเลยเท่านั้น ซึ่งอาจหลุดและปลิวได้โดยง่าย กรณียังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปิดคำคู่ความหรือเอกสารโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 79 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การและหมายกำหนดวันนัดสืบพยานโดยชอบ จำเลยจึงไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา สมควรที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาคดีใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ โดยกำหนดระยะเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (มงคล ทับเที่ยง-สุรพล เจียมจูไร-วิศณุ เลื่อมสำราญ) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
45652
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082056179"
    }
}
date
2545
deka_no
1416/2545
deka_running_no
1416
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "มงคล ทับเที่ยง",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "วิศณุ เลื่อมสำราญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 79",
            "ม. 198",
            "ม. 202",
            "ม. 208"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย สมคิด ชัยยะ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว พรเพ็ญ แซ่อึ้งหรือแซ่อึ๊ง"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามสัญญากู้ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 150,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาเนื่องจากจำเลยไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้อง ฟ้องโจทก์ไม่มีมูลหนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีนี้ใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้องและหมายนัดให้จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยโดยชอบแล้ว แต่จำเลยจงใจไม่ยื่นคำให้การและจงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว เห็นว่า จำเลยขาดนัดโดยจงใจ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยเบิกความว่าจำเลยไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องกับหมายนัดสืบพยานโจทก์คงได้รับแต่เพียงคำบังคับซึ่งเด็กข้างบ้านนำมาให้ ส่วนโจทก์มีนายสุริยัน จันทร์ศิริ เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลของศาลชั้นต้นเบิกความเป็นพยานว่า พยานเป็นผู้ไปส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง หมายนัดสืบพยานโจทก์และคำบังคับแก่จำเลย โดยในการส่งทั้งสามครั้งพยานจะนำคำคู่ความหรือเอกสารดังกล่าวไปเสียบไว้ที่เหล็กที่เป็นมือจับสำหรับปิดเปิดประตูเหล็กยืดที่บ้านจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 79 บัญญัติว่า "ถ้าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นไม่สามารถจะทำได้ดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อนศาลอาจสั่งให้ส่งโดยวิธีอื่นแทนได้ กล่าวคือปิดคำคู่ความหรือเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของคู่ความ..." การปิดคำคู่ความหรือเอกสารตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงการนำคำคู่ความหรือเอกสารไปติดไว้ที่ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของคู่ความ ซึ่งต้องกระทำให้มีลักษณะแน่นหนาไม่หลุดออกไปโดยง่าย แต่กรณีนี้เจ้าพนักงานศาลผู้ส่งเพียงแต่นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง กับหมายนัดสืบพยานโจทก์ไปเสียบไว้ที่เหล็กที่ใช้เป็นมือจับสำหรับปิดเปิดประตูเหล็กยืดที่บ้านจำเลยเท่านั้น ซึ่งอาจหลุดและปลิวได้โดยง่าย กรณียังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปิดคำคู่ความหรือเอกสารโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 79 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การและหมายกำหนดวันนัดสืบพยานโดยชอบ จำเลยจึงไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา สมควรที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาคดีใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ โดยกำหนดระยะเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001038.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545