คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2213/2545 ฉบับเต็ม

#45678
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2213/2545 บริษัท เวิลด์ สปอร์ต จำกัด โจทก์ บริษัท จี.เอ็ม.ไทย จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 65, มาตรา 70, มาตรา 172 วรรคสอง ป.วิ.พ. มาตรา 47, มาตรา 142 พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 มาตรา 68 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 การที่โจทก์อ้างส่งหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์ต่อศาลเพียง 2 ฉบับโดยฉบับแรกรับรองตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 ฉบับที่สองรับรองตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 แม้ว่าโจทก์จะมิได้แสดงหลักฐานการต่ออายุการจดทะเบียนดังกล่าวในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม2541 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2542 แต่จากหนังสือรับรองฉบับที่สองมีข้อความว่า โจทก์ได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดมาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2533 และได้รับอนุญาตให้ต่ออายุไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 นั้น ย่อมหมายความว่า ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2533 โจทก์ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทมาอย่างต่อเนื่องจนถึงฉบับหลังสุด ซึ่งจำเลยเองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์มิได้ต่ออายุการจดทะเบียนบริษัทโจทก์แต่อย่างใด จึงรับฟังได้ว่าช่วงเวลาที่โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องหรือในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ยังมีสภาพเป็นนิติบุคคล คำฟ้องของโจทก์จึงมีผลตามกฎหมาย การทำหนังสือมอบอำนาจไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำ ณ สถานที่อันเป็นภูมิลำเนาของผู้มอบอำนาจ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47วรรคสาม กำหนดเพียงว่า หากหนังสือมอบอำนาจทำในเมืองต่างประเทศที่มีกงสุลสยามต้องให้กงสุลนั้นเป็นพยาน เมื่อหนังสือมอบอำนาจคดีนี้ได้ทำขึ้นในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีสถานกงสุลของประเทศไทยตั้งอยู่ โดยหนังสือมอบอำนาจมีลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจและประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์มีเจ้าพนักงานรับรองหนังสือสัญญาของฮ่องกงลงลายมือชื่อเป็นพยาน และมีกงสุลไทยประจำฮ่องกงลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อและตราประทับของเจ้าพนักงานรับรองหนังสือสัญญาดังกล่าว ทั้งจำเลยมิได้นำสืบหักล้างว่าบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ หรือขณะลงลายมือชื่อมิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์แล้ว กรณีจึงรับฟังได้ว่าเป็นหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริงและมีผลบังคับตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสิทธิและส่วนต่างของค่าธรรมเนียมจากยอดขายและค่าสิทธิขั้นต่ำตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าPUMA คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการคืนทรัพย์อันเกิดจากโมฆะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยต้องจ่ายค่าใช้สิทธิแก่โจทก์ตามควรในฐานลาภมิควรได้นั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 คำพิพากษาในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายหมู่เกาะคุก (Cook Islands) ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของประเทศนิวซีแลนด์ โจทก์ได้รับอนุญาตจากพูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต (Puma AGRudolf Dassler Sport) ให้ใช้ชื่อ พูมา (PUMA) สำหรับสินค้าประเภทเครื่องกีฬาแต่ผู้เดียวและมีอำนาจให้ผู้อื่นใช้ชื่อดังกล่าวในฮ่องกง เกาลูน นิวเทอริทอรี่ส์ มาเก๊าและประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2535 โจทก์ได้ทำสัญญามอบให้จำเลยเป็นผู้ใช้สิทธิในการผลิตสินค้าและอุปกรณ์กีฬาโดยใช้ชื่อพูมาแต่ผู้เดียวในประเทศไทยในการทำสัญญาดังกล่าว จำเลยตกลงชำระค่าสิทธิซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือค่าสิทธิขั้นต่ำ(Minimun Royalties) และค่าธรรมเนียมจากยอดขาย (Current Royalties) ในกรณีค่าสิทธิจากค่าธรรมเนียมยอดขายในปีใดต่ำกว่าค่าสิทธิขั้นต่ำ จำเลยยอมชำระส่วนต่างให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันสุดท้ายของปี กำหนดชำระค่าสิทธิขั้นต่ำและค่าธรรมเนียมจากยอดขายเป็นเงินสกุลดอลลาร์ฮ่องกงทุกไตรมาสของปีภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 31 มีนาคม วันที่ 30 มิถุนายน วันที่ 30 กันยายน และวันที่ 31 ธันวาคมจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญามาโดยตลอด ต่อมาจำเลยผิดนัด ไม่ชำระค่าสิทธิในปี 2539ปี 2540 และไตรมาสที่ 1 และที่ 2 ในปี 2541 กับส่วนต่างระหว่างค่าธรรมเนียมจากยอดขายและค่าสิทธิขั้นต่ำในปี 2538 ปี 2539 และปี 2540 รวมเป็นเงิน 15,484,686.12ดอลลาร์ฮ่องกง คิดเป็นเงินไทย 65,751,377 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยไม่ชำระเมื่อคำนวณดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ในแต่ละงวดจนถึงวันฟ้องแล้ว เป็นดอกเบี้ยจำนวน 3,550,935.32 ดอลลาร์ฮ่องกง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 18,035,621.44 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ8.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 15,484,686.12 ดอลลาร์ฮ่องกง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า หมู่เกาะคุกไม่มีสถานะเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศการจดทะเบียนนิติบุคคลของบริษัทโจทก์ในหมู่เกาะคุกจึงไม่ทำให้โจทก์มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ไม่ชอบ เนื่องจากหนังสือรับรองความเป็นนิติบุคคลของโจทก์หมดอายุเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 กรรมการที่ลงนามในหนังสือมอบอำนาจไม่มีอำนาจที่จะกระทำการแทนโจทก์ เอกสารต่างประเทศที่โจทก์อ้างมิได้ผ่านการรับรองโดยโนตารีปับลิกและเจ้าหน้าที่กงสุลไทย พูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต (PumaAG Rudolf Dassler Sport) มิได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้องจึงมิใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าโดยชอบ โจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจากพูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต จึงไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจอนุญาตช่วงให้บุคคลอื่น สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงใช้บังคับไม่ได้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าระหว่างพูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต กับโจทก์มิได้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 กล่าวคือ มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่อาจใช้บังคับได้ โจทก์ไม่มีสิทธิให้อนุญาตช่วง สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่อาจใช้บังคับได้เช่นกัน การคิดค่าสิทธิในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการเอาเปรียบจำเลยไม่เป็นธรรมและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะ การคิดดอกเบี้ยไม่ชอบ โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้เพียงในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันมีคำพิพากษาไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายหมู่เกาะคุกตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 นายปกรณ์ มาตระกูล ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 พูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA อ่านว่า พูมาสำหรับสินค้าประเภทเครื่องกีฬา และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMAในประเทศไทยโดยใช้กับสินค้าประเภทเครื่องกีฬ่าเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2526 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2533 พูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต ได้ทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ได้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA สำหรับสินค้าประเภทเครื่องกีฬาแต่ผู้เดียวในประเทศไทย มาเก๊า ฮ่องกง เกาลูน และนิวเทอริทอรี่ส์ และมีอำนาจอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงได้ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเอกสารหมาย จ.5 ต่อมามีพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ออกมาใช้บังคับ โดยมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์2535 และบัญญัติไว้ในมาตรา 68 ว่า เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วจะทำสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตนได้แต่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน วันที่ 5 พฤษภาคม 2535 โจทก์ได้ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA แก่จำเลย โดยจำเลยจะต้องจ่ายค่าตอบแทนการได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแก่โจทก์ทุกปี ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 31 มีนาคม วันที่ 30 มิถุนายน วันที่ 30 กันยายน และวันที่ 31 ธันวาคม ของแต่ละปี ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงเอกสารหมาย จ.6 แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน จำเลยชำระค่าตอบแทนการใช้สิทธิแก่โจทก์เรื่อยมาจนถึงปี 2539 จึงผิดนัดไม่ชำระค่าตอบแทนการใช้สิทธิแก่โจทก์จนถึงเดือนมิถุนายน 2541 รวมระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเป็นข้อแรกว่า ขณะที่โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ และในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์มีสภาพเป็นนิติบุคคลหรือไม่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์อ้างส่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต่อศาลตามเอกสารหมาย จ.1 เพียง 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งรับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์ตั้งแต่วันที่2 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 และอีกฉบับหนึ่งรับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์ตั้งแต่ระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 โจทก์มอบอำนาจให้นายปกรณ์ มาตระกูล ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2541 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2542 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โจทก์ไม่มีหลักฐานรับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์มาแสดง จึงถือว่าในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลแล้วนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้แสดงหลักฐานการต่ออายุการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2542 แต่จากหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1 ฉบับที่ 2 ซึ่งอนุญาตให้ต่ออายุการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2542 จนถึงวันที่31 กรกฎาคม 2543 ได้มีข้อความกล่าวเท้าความว่า โจทก์ได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดมาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2533 และบัดนี้ได้รับการอนุญาตให้ต่ออายุการจัดตั้งบริษัทจำกัดไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 ย่อมมีความหมายว่า ตั้งแต่วันที่ 1สิงหาคม 2533 โจทก์ได้มีการจดทะเบียนต่ออายุการจัดตั้งบริษัทมาอย่างต่อเนื่องจนถึงฉบับหลังสุด ซึ่งมีผลใช้ได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 จำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์มิได้ดำเนินการต่ออายุการจดทะเบียนบริษัทโจทก์แต่อย่างใดข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ในช่วงเวลาที่โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ก็ดีหรือในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ก็ดี โจทก์ยังมีสภาพเป็นนิติบุคคล คำฟ้องของโจทก์จึงมีผลตามกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 มีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจแทนโจทก์นั้นเป็นกรรมการบริษัทโจทก์และมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ทั้งการทำหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับก็มิได้ทำตามระเบียบและกฎหมายหมู่เกาะคุกซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของประเทศนิวซีแลนด์ที่โจทก์ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไว้แต่ทำที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงไม่สมบูรณ์และไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การทำหนังสือมอบอำนาจไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำณ สถานที่อันเป็นภูมิลำเนาของผู้มอบอำนาจ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 47 วรรคสาม บัญญัติแต่เพียงว่า ถ้าหนังสือมอบอำนาจได้ทำในเมืองต่างประเทศที่มีกงสุลสยามต้องให้กงสุลนั้นเป็นพยานหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และจ.3 ได้ทำขึ้นในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีสถานกงสุลของประเทศไทยตั้งอยู่ หนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับลงลายมือชื่อบุคคลซึ่งระบุว่าเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์ มีเจ้าพนักงานรับรองหนังสือสัญญาของฮ่องกงลงลายมือชื่อเป็นพยานและมีกงสุลไทยประจำฮ่องกงลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อและตราประทับของเจ้าพนักงานรับรองหนังสือสัญญาดังกล่าว และโจทก์มีนายสุเมธ บุณยรัตพันธุ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.2และ จ.3 จริง โดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างว่าบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโจทก์หรือขณะที่ลงลายมือชื่อมิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโจทก์แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์ย่อมรับฟังได้ว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 เป็นหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริงและมีผลบังคับตามกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า เมื่อสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า PUMA ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2535ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.6 ตกเป็นโมฆะ เพราะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534มาตรา 68 วรรคสอง ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระค่าตอบแทนการใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA แก่โจทก์ โดยนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสิทธิและส่วนต่างของค่าธรรมเนียมจากยอดขายและค่าสิทธิขั้นต่ำตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการคืนทรัพย์อันเกิดจากโมฆะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยต้องจ่ายค่าใช้สิทธิแก่โจทก์ตามควรในฐานลาภมิควรได้นั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนนี้จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น และคดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าสมควรกำหนดค่าตอบแทนการใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าเป็นจำนวนเท่าใดอีกต่อไป" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ-ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ 1) คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าใช้สิทธิ (Royalty)ในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA เป็นเงิน 18,035,621.44 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมดอกเบี้ย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน จึงเป็นโมฆะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68วรรคสอง แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงิน 25,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกายกฟ้องโจทก์ 2) สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้านิยมทำกันใน 3 รูปแบบใหญ่ ๆคือ 2.1 สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยไม่เด็ดขาด (non-exclusivelicensingagreement) หมายถึง สัญญาที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตน แต่เจ้าของเครื่องหมายการค้ายังมีสิทธิอนุญาตให้บุคคลอื่น ๆ นอกเหนือจากผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิคนก่อนใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นได้อีกรวมทั้งเจ้าของเครื่องหมายการค้าก็ยังคงมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นเอง 2.2 สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่ผู้เดียว (solelicensingagreement) หมายถึงสัญญาที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าอนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตนแต่ผู้เดียวโดยตัดสิทธิเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จะอนุญาตให้บุคคลอื่น ๆใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น แต่เจ้าของเครื่องหมายการค้ายังคงมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นเอง 2.3 สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาด (exclusivelicensingagreement)หมายถึง สัญญาที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าอนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตนแต่ผู้เดียวเท่านั้น โดยที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าเองก็ไม่มีสิทธิใช้และไม่มีสิทธิอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้านั้น 3) ตามกฎหมายเครื่องหมายการค้าของไทย สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าจะต้องแสดงด้วยว่า ผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นแต่ผู้เดียวหรือเจ้าของเครื่องหมายการค้าอาจอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้านั้นอีกได้ (กฎกระทรวง พ.ศ. 2535) ลงวันที่ 13 มีนาคม 2535ข้อ 45 วรรคสอง) และกฎหมายถือว่าการใช้เครื่องหมายการค้าโดยผู้ได้รับอนุญาตเป็นการใช้โดยเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น (มาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534) 4) พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68 วรรคสอง บัญญัติเฉพาะเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนในประเทศไทยเท่านั้นที่สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนซึ่งเป็นแบบแห่งนิติกรรม มิฉะนั้น สัญญาดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 กฎหมายไม่ได้บัญญัติห้ามทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียน จึงย่อมทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนได้ตามหลักการทำนิติกรรมสัญญาทั่ว ๆ ไป กล่าวโดยเฉพาะก็คือ สัญญาประเภทนี้ไม่ต้องทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนก็ได้ (ไม่มีทะเบียนให้จด) ขณะทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ กฎหมายที่บัญญัติให้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ หรือเครื่องหมายร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนยังไม่ใช้บังคับและกฎหมายที่ใช้บังคับกับเครื่องหมายบริการยังไม่มี จึงไม่มีการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงใช้บังคับได้แม้จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน กฎหมายที่บัญญัติให้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนอันเป็นกฎหมายสารบัญญัติจึงไม่มีผลย้อนหลังไปทำให้สัญญาซึ่งสมบูรณ์อยู่แล้วต้องเสียไปหรือตกเป็นโมฆะ (ฎีกาที่ 9524/2544) 5) ฎีกาที่ 2213/2545 ที่บันทึกอยู่นี้เป็นผลที่เกิดจากปัญหากฎหมายวิธีพิจารณาความ กล่าวคือ โจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้สิทธิอันเกิดจากสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า จำเลยให้การต่อสู้คดี คู่ความย่อมต้องนำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเกิดจากสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ อาจจะไม่ได้นำสืบโต้แย้งกันเกี่ยวกับประโยชน์ที่จำเลยได้รับจากสัญญาที่เป็นโมฆะและต้องคืนแก่โจทก์ เมื่อสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ศาลฎีกาจึงยกฟ้องโจทก์ไป โจทก์จะฟ้องจำเลยใหม่ให้จำเลยคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมได้หรือไม่เป็นปัญหาที่น่าจะพิจารณาต่อไป 6) ในกรณีที่เครื่องหมายการค้าได้จดทะเบียนแล้ว แต่สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนซึ่งเป็นโมฆะไปและผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิได้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นไประยะหนึ่งแล้ว มีปัญหาว่าเจ้าของเครื่องหมายการค้าผู้อนุญาตให้ใช้จะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้างในเรื่องนี้มีข้อที่ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ" บางคนอาจมีความเห็นว่าเจ้าของเครื่องหมายการค้าจะใช้บทบัญญัติดังกล่าวมาเรียกให้ผู้ได้รับอนุญาตคืนประโยชน์ที่ตนได้รับไปจากการใช้เครื่องหมายการค้านั้นไม่ได้ เพราะเครื่องหมายการค้าไม่ใช่ทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะคืนให้ได้ แต่ผู้เขียนเห็นว่าแต่เดิมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่มีบทบัญญัติโดยชัดแจ้งให้คืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันตลอดมาว่า ในกรณีโมฆะกรรมสามารถนำบทบัญญัติว่าด้วยการคืนทรัพย์สินฐานลาภมิควรได้มาใช้บังคับได้ โดยเหตุนี้ต่อมาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงบัญญัติหลักดังกล่าวไว้ในมาตรา 172 วรรคสองตามที่เข้าใจตรงกันของศาลและนักกฎหมายทั่วไป แม้มาตรา 406 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลาภมิควรได้จะใช้คำว่า "ทรัพย์สิ่งใด" แต่ก็เป็นการแปลมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า "something" ซึ่งหมายถึงประโยชน์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ในการให้คืนทรัพย์สินอันเกิดจากสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าเป็นโมฆะนั้น ไม่ได้มีความหมายเพียงให้คืนเครื่องหมายการค้านั้นซึ่งคงจะไม่มีอะไรให้คืนกันนอกจากการหยุดใช้เครื่องหมายการค้าพิพาท แต่น่าจะหมายถึงให้คืนประโยชน์ที่ผู้ได้รับอนุญาตได้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้รับไป ในคดีเรื่องอื่นศาลฎีกาก็เคยพิพากษาให้คืนประโยชน์ที่ได้จากการทำนาอันเกิดจากโมฆะกรรม(ฎีกาที่ 1015/2507) จึงไม่มีเหตุผลใดที่ผู้ได้รับอนุญาตซึ่งได้ประโยชน์จากสัญญาจะมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าเปล่า ๆ โดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน แต่การให้คืนทรัพย์สินแก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลาภมิควรได้ บางกรณีเจ้าของเครื่องหมายการค้าอาจไม่ได้รับทรัพย์สินคืน เช่น รู้อยู่แล้วว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า แต่ก็ไม่ต้องการปฏิบัติตามซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำตามอำเภอใจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 407 หรือหากผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิได้รับเงินอันเป็นลาภมิควรได้โดยสุจริตก็มีหน้าที่ต้องคืนฐานลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 วัส ติงสมิตร
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
45678
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082054976"
    }
}
date
2545
deka_no
2213/2545
deka_running_no
2213
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย",
    "เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ",
    "ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 65",
            "ม. 70",
            "ม. 172 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 47",
            "ม. 142"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474",
        "sections": [
            "ม. 68"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539",
        "sections": [
            "ม. 26"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท เวิลด์ สปอร์ต จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท จี.เอ็ม.ไทย จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายหมู่เกาะคุก (Cook Islands) ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของประเทศนิวซีแลนด์ โจทก์ได้รับอนุญาตจากพูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต (Puma AGRudolf Dassler Sport) ให้ใช้ชื่อ พูมา (PUMA) สำหรับสินค้าประเภทเครื่องกีฬาแต่ผู้เดียวและมีอำนาจให้ผู้อื่นใช้ชื่อดังกล่าวในฮ่องกง เกาลูน นิวเทอริทอรี่ส์ มาเก๊าและประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2535 โจทก์ได้ทำสัญญามอบให้จำเลยเป็นผู้ใช้สิทธิในการผลิตสินค้าและอุปกรณ์กีฬาโดยใช้ชื่อพูมาแต่ผู้เดียวในประเทศไทยในการทำสัญญาดังกล่าว จำเลยตกลงชำระค่าสิทธิซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือค่าสิทธิขั้นต่ำ(Minimun Royalties) และค่าธรรมเนียมจากยอดขาย (Current Royalties) ในกรณีค่าสิทธิจากค่าธรรมเนียมยอดขายในปีใดต่ำกว่าค่าสิทธิขั้นต่ำ จำเลยยอมชำระส่วนต่างให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันสุดท้ายของปี กำหนดชำระค่าสิทธิขั้นต่ำและค่าธรรมเนียมจากยอดขายเป็นเงินสกุลดอลลาร์ฮ่องกงทุกไตรมาสของปีภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 31 มีนาคม วันที่ 30 มิถุนายน วันที่ 30 กันยายน และวันที่ 31 ธันวาคมจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญามาโดยตลอด ต่อมาจำเลยผิดนัด ไม่ชำระค่าสิทธิในปี 2539ปี 2540 และไตรมาสที่ 1 และที่ 2 ในปี 2541 กับส่วนต่างระหว่างค่าธรรมเนียมจากยอดขายและค่าสิทธิขั้นต่ำในปี 2538 ปี 2539 และปี 2540 รวมเป็นเงิน 15,484,686.12ดอลลาร์ฮ่องกง คิดเป็นเงินไทย 65,751,377 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยไม่ชำระเมื่อคำนวณดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ในแต่ละงวดจนถึงวันฟ้องแล้ว เป็นดอกเบี้ยจำนวน 3,550,935.32 ดอลลาร์ฮ่องกง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 18,035,621.44 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ8.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 15,484,686.12 ดอลลาร์ฮ่องกง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า หมู่เกาะคุกไม่มีสถานะเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศการจดทะเบียนนิติบุคคลของบริษัทโจทก์ในหมู่เกาะคุกจึงไม่ทำให้โจทก์มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ไม่ชอบ เนื่องจากหนังสือรับรองความเป็นนิติบุคคลของโจทก์หมดอายุเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 กรรมการที่ลงนามในหนังสือมอบอำนาจไม่มีอำนาจที่จะกระทำการแทนโจทก์ เอกสารต่างประเทศที่โจทก์อ้างมิได้ผ่านการรับรองโดยโนตารีปับลิกและเจ้าหน้าที่กงสุลไทย พูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต (PumaAG Rudolf Dassler Sport) มิได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้องจึงมิใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าโดยชอบ โจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจากพูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต จึงไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจอนุญาตช่วงให้บุคคลอื่น สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงใช้บังคับไม่ได้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าระหว่างพูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต กับโจทก์มิได้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 กล่าวคือ มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่อาจใช้บังคับได้ โจทก์ไม่มีสิทธิให้อนุญาตช่วง สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่อาจใช้บังคับได้เช่นกัน การคิดค่าสิทธิในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการเอาเปรียบจำเลยไม่เป็นธรรมและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะ การคิดดอกเบี้ยไม่ชอบ โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้เพียงในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันมีคำพิพากษาไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายหมู่เกาะคุกตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 นายปกรณ์ มาตระกูล ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 พูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA อ่านว่า พูมาสำหรับสินค้าประเภทเครื่องกีฬา และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMAในประเทศไทยโดยใช้กับสินค้าประเภทเครื่องกีฬ่าเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2526 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2533 พูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต ได้ทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ได้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA สำหรับสินค้าประเภทเครื่องกีฬาแต่ผู้เดียวในประเทศไทย มาเก๊า ฮ่องกง เกาลูน และนิวเทอริทอรี่ส์ และมีอำนาจอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงได้ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเอกสารหมาย จ.5 ต่อมามีพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ออกมาใช้บังคับ โดยมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์2535 และบัญญัติไว้ในมาตรา 68 ว่า เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วจะทำสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตนได้แต่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน วันที่ 5 พฤษภาคม 2535 โจทก์ได้ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA แก่จำเลย โดยจำเลยจะต้องจ่ายค่าตอบแทนการได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแก่โจทก์ทุกปี ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 31 มีนาคม วันที่ 30 มิถุนายน วันที่ 30 กันยายน และวันที่ 31 ธันวาคม ของแต่ละปี ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงเอกสารหมาย จ.6 แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน จำเลยชำระค่าตอบแทนการใช้สิทธิแก่โจทก์เรื่อยมาจนถึงปี 2539 จึงผิดนัดไม่ชำระค่าตอบแทนการใช้สิทธิแก่โจทก์จนถึงเดือนมิถุนายน 2541 รวมระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเป็นข้อแรกว่า ขณะที่โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ และในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์มีสภาพเป็นนิติบุคคลหรือไม่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์อ้างส่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต่อศาลตามเอกสารหมาย จ.1 เพียง 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งรับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์ตั้งแต่วันที่2 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 และอีกฉบับหนึ่งรับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์ตั้งแต่ระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 โจทก์มอบอำนาจให้นายปกรณ์ มาตระกูล ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2541 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2542 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โจทก์ไม่มีหลักฐานรับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์มาแสดง จึงถือว่าในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลแล้วนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้แสดงหลักฐานการต่ออายุการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2542 แต่จากหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1 ฉบับที่ 2 ซึ่งอนุญาตให้ต่ออายุการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2542 จนถึงวันที่31 กรกฎาคม 2543 ได้มีข้อความกล่าวเท้าความว่า โจทก์ได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดมาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2533 และบัดนี้ได้รับการอนุญาตให้ต่ออายุการจัดตั้งบริษัทจำกัดไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 ย่อมมีความหมายว่า ตั้งแต่วันที่ 1สิงหาคม 2533 โจทก์ได้มีการจดทะเบียนต่ออายุการจัดตั้งบริษัทมาอย่างต่อเนื่องจนถึงฉบับหลังสุด ซึ่งมีผลใช้ได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 จำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์มิได้ดำเนินการต่ออายุการจดทะเบียนบริษัทโจทก์แต่อย่างใดข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ในช่วงเวลาที่โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ก็ดีหรือในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ก็ดี โจทก์ยังมีสภาพเป็นนิติบุคคล คำฟ้องของโจทก์จึงมีผลตามกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 มีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจแทนโจทก์นั้นเป็นกรรมการบริษัทโจทก์และมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ทั้งการทำหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับก็มิได้ทำตามระเบียบและกฎหมายหมู่เกาะคุกซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของประเทศนิวซีแลนด์ที่โจทก์ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไว้แต่ทำที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงไม่สมบูรณ์และไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การทำหนังสือมอบอำนาจไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำณ สถานที่อันเป็นภูมิลำเนาของผู้มอบอำนาจ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 47 วรรคสาม บัญญัติแต่เพียงว่า ถ้าหนังสือมอบอำนาจได้ทำในเมืองต่างประเทศที่มีกงสุลสยามต้องให้กงสุลนั้นเป็นพยานหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และจ.3 ได้ทำขึ้นในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีสถานกงสุลของประเทศไทยตั้งอยู่ หนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับลงลายมือชื่อบุคคลซึ่งระบุว่าเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์ มีเจ้าพนักงานรับรองหนังสือสัญญาของฮ่องกงลงลายมือชื่อเป็นพยานและมีกงสุลไทยประจำฮ่องกงลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อและตราประทับของเจ้าพนักงานรับรองหนังสือสัญญาดังกล่าว และโจทก์มีนายสุเมธ บุณยรัตพันธุ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.2และ จ.3 จริง โดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างว่าบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโจทก์หรือขณะที่ลงลายมือชื่อมิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโจทก์แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์ย่อมรับฟังได้ว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 เป็นหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริงและมีผลบังคับตามกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า เมื่อสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า PUMA ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2535ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.6 ตกเป็นโมฆะ เพราะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534มาตรา 68 วรรคสอง ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระค่าตอบแทนการใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA แก่โจทก์ โดยนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสิทธิและส่วนต่างของค่าธรรมเนียมจากยอดขายและค่าสิทธิขั้นต่ำตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการคืนทรัพย์อันเกิดจากโมฆะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยต้องจ่ายค่าใช้สิทธิแก่โจทก์ตามควรในฐานลาภมิควรได้นั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนนี้จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น และคดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าสมควรกำหนดค่าตอบแทนการใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าเป็นจำนวนเท่าใดอีกต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
1) คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าใช้สิทธิ (Royalty)ในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA เป็นเงิน 18,035,621.44 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมดอกเบี้ย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน จึงเป็นโมฆะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68วรรคสอง แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงิน 25,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกายกฟ้องโจทก์ 2) สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้านิยมทำกันใน 3 รูปแบบใหญ่ ๆคือ 2.1 สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยไม่เด็ดขาด (non-exclusivelicensingagreement) หมายถึง สัญญาที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตน แต่เจ้าของเครื่องหมายการค้ายังมีสิทธิอนุญาตให้บุคคลอื่น ๆ นอกเหนือจากผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิคนก่อนใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นได้อีกรวมทั้งเจ้าของเครื่องหมายการค้าก็ยังคงมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นเอง 2.2 สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่ผู้เดียว (solelicensingagreement) หมายถึงสัญญาที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าอนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตนแต่ผู้เดียวโดยตัดสิทธิเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จะอนุญาตให้บุคคลอื่น ๆใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น แต่เจ้าของเครื่องหมายการค้ายังคงมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นเอง 2.3 สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาด (exclusivelicensingagreement)หมายถึง สัญญาที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าอนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตนแต่ผู้เดียวเท่านั้น โดยที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าเองก็ไม่มีสิทธิใช้และไม่มีสิทธิอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้านั้น 3) ตามกฎหมายเครื่องหมายการค้าของไทย สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าจะต้องแสดงด้วยว่า ผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นแต่ผู้เดียวหรือเจ้าของเครื่องหมายการค้าอาจอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้านั้นอีกได้ (กฎกระทรวง พ.ศ. 2535) ลงวันที่ 13 มีนาคม 2535ข้อ 45 วรรคสอง) และกฎหมายถือว่าการใช้เครื่องหมายการค้าโดยผู้ได้รับอนุญาตเป็นการใช้โดยเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น (มาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534) 4) พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68 วรรคสอง บัญญัติเฉพาะเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนในประเทศไทยเท่านั้นที่สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนซึ่งเป็นแบบแห่งนิติกรรม มิฉะนั้น สัญญาดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 กฎหมายไม่ได้บัญญัติห้ามทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียน จึงย่อมทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนได้ตามหลักการทำนิติกรรมสัญญาทั่ว ๆ ไป กล่าวโดยเฉพาะก็คือ สัญญาประเภทนี้ไม่ต้องทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนก็ได้ (ไม่มีทะเบียนให้จด) ขณะทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ กฎหมายที่บัญญัติให้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ หรือเครื่องหมายร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนยังไม่ใช้บังคับและกฎหมายที่ใช้บังคับกับเครื่องหมายบริการยังไม่มี จึงไม่มีการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงใช้บังคับได้แม้จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน กฎหมายที่บัญญัติให้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนอันเป็นกฎหมายสารบัญญัติจึงไม่มีผลย้อนหลังไปทำให้สัญญาซึ่งสมบูรณ์อยู่แล้วต้องเสียไปหรือตกเป็นโมฆะ (ฎีกาที่ 9524/2544) 5) ฎีกาที่ 2213/2545 ที่บันทึกอยู่นี้เป็นผลที่เกิดจากปัญหากฎหมายวิธีพิจารณาความ กล่าวคือ โจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้สิทธิอันเกิดจากสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า จำเลยให้การต่อสู้คดี คู่ความย่อมต้องนำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเกิดจากสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ อาจจะไม่ได้นำสืบโต้แย้งกันเกี่ยวกับประโยชน์ที่จำเลยได้รับจากสัญญาที่เป็นโมฆะและต้องคืนแก่โจทก์ เมื่อสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ศาลฎีกาจึงยกฟ้องโจทก์ไป โจทก์จะฟ้องจำเลยใหม่ให้จำเลยคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมได้หรือไม่เป็นปัญหาที่น่าจะพิจารณาต่อไป 6) ในกรณีที่เครื่องหมายการค้าได้จดทะเบียนแล้ว แต่สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนซึ่งเป็นโมฆะไปและผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิได้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นไประยะหนึ่งแล้ว มีปัญหาว่าเจ้าของเครื่องหมายการค้าผู้อนุญาตให้ใช้จะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้างในเรื่องนี้มีข้อที่ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ" บางคนอาจมีความเห็นว่าเจ้าของเครื่องหมายการค้าจะใช้บทบัญญัติดังกล่าวมาเรียกให้ผู้ได้รับอนุญาตคืนประโยชน์ที่ตนได้รับไปจากการใช้เครื่องหมายการค้านั้นไม่ได้ เพราะเครื่องหมายการค้าไม่ใช่ทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะคืนให้ได้ แต่ผู้เขียนเห็นว่าแต่เดิมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่มีบทบัญญัติโดยชัดแจ้งให้คืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันตลอดมาว่า ในกรณีโมฆะกรรมสามารถนำบทบัญญัติว่าด้วยการคืนทรัพย์สินฐานลาภมิควรได้มาใช้บังคับได้ โดยเหตุนี้ต่อมาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงบัญญัติหลักดังกล่าวไว้ในมาตรา 172 วรรคสองตามที่เข้าใจตรงกันของศาลและนักกฎหมายทั่วไป แม้มาตรา 406 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลาภมิควรได้จะใช้คำว่า "ทรัพย์สิ่งใด" แต่ก็เป็นการแปลมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า "something" ซึ่งหมายถึงประโยชน์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ในการให้คืนทรัพย์สินอันเกิดจากสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าเป็นโมฆะนั้น ไม่ได้มีความหมายเพียงให้คืนเครื่องหมายการค้านั้นซึ่งคงจะไม่มีอะไรให้คืนกันนอกจากการหยุดใช้เครื่องหมายการค้าพิพาท แต่น่าจะหมายถึงให้คืนประโยชน์ที่ผู้ได้รับอนุญาตได้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้รับไป ในคดีเรื่องอื่นศาลฎีกาก็เคยพิพากษาให้คืนประโยชน์ที่ได้จากการทำนาอันเกิดจากโมฆะกรรม(ฎีกาที่ 1015/2507) จึงไม่มีเหตุผลใดที่ผู้ได้รับอนุญาตซึ่งได้ประโยชน์จากสัญญาจะมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าเปล่า ๆ โดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน แต่การให้คืนทรัพย์สินแก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลาภมิควรได้ บางกรณีเจ้าของเครื่องหมายการค้าอาจไม่ได้รับทรัพย์สินคืน เช่น รู้อยู่แล้วว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า แต่ก็ไม่ต้องการปฏิบัติตามซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำตามอำเภอใจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 407 หรือหากผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิได้รับเงินอันเป็นลาภมิควรได้โดยสุจริตก็มีหน้าที่ต้องคืนฐานลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 วัส ติงสมิตร
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001027.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545