คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2583/2545 ฉบับเต็ม

#45684
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2583/2545 บริษัท ล่อจิ้นเส็ง จำกัด โจทก์ ผู้ร้องสอด โจทก์ นาง มณฑารัตน์ หล่อสกุลสินธ์ กับพวก โจทก์ องค์การฟอกหนัง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 65, มาตรา 66, มาตรา 453 ป.วิ.พ. มาตรา 57 โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจาก ต. ซึ่งเป็นสามีของผู้ร้องสอดที่ 1และเป็นบิดาของผู้ร้องสอดที่ 2 แม้ว่า ต. กับผู้ร้องสอดที่ 1 จะเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโจทก์ และ ต. เคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และกรรมการบริหารบริษัทโจทก์มาก่อน ก็หาก่อให้ต. เกิดสิทธิหรือหน้าที่ใดในทรัพย์สินหรือหนี้สินของโจทก์เป็นการส่วนตัวไม่ หาก ต. นำสินสมรสระหว่าง ต. กับผู้ร้องสอดที่ 1 ไปลงทุนซื้อหุ้นโจทก์ ต. คงมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของโจทก์เท่านั้น เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยตามสัญญาซื้อขายและฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าจากจำเลย หากโจทก์ชนะคดีเงินค่าสินค้าที่จำเลยชำระย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ต. ในฐานะผู้ถือหุ้นของโจทก์หามีสิทธิใด ๆ ในเงินค่าสินค้าดังกล่าวไม่ เงินค่าสินค้าจึงไม่ใช่สินสมรสหรือเป็นมรดกของ ต. ผู้ร้องสอดทั้งสองมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในเงินค่าสินค้า จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะขอให้ศาลให้ความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิเรียกร้องในเงินค่าสินค้าที่โจทก์ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) ผู้ร้องสอดทั้งสองไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายหนังกระบือ 14 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 183,236,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 138,292,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ โดยให้จำเลยนำเงินไปวางต่อศาลแพ่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 26668/2535 หากมีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลในคดีดังกล่าวให้จำเลยไม่ต้องนำเงินไปวางต่อศาลไม่ว่ากรณีใด ให้จำเลยนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องสอดทั้งสามยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องสอดทั้งสามเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลคดี เพราะเดิมผู้ร้องสอดที่ 1 กับนายเต็ม หล่อสกุลสินธ์ สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทโจทก์ขึ้นมา รายชื่อผู้ถือหุ้นรายอื่นเป็นเพียงเข้าชื่อร่วมให้ครบจำนวนบุคคลเพื่อให้สามารถจดทะเบียนนิติบุคคลได้เท่านั้น ทรัพย์สินต่าง ๆ หรือสิทธิเรียกร้องหนี้ค่าสินค้าอันมีต่อลูกค้าในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ต่างเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องสอดที่ 1 กับนายเต็มร่วมกันทำมาหาได้และมีส่วนได้เสียร่วมกันอย่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทั้งสิ้น เดิมนายเต็มเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ต่อมาได้ถูกบุคคลผู้มีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจอยู่ในบริษัทโจทก์ปัจจุบันร่วมกันกระทำการโดยไม่ชอบ จนเข้ามามีชื่อถือหุ้นในบริษัทโจทก์แทนนายเต็ม และได้เปลี่ยนแปลงอำนาจบริหารกิจการค้าในนามของโจทก์ไปจนนายเต็มไม่สามารถกระทำการหรือนิติกรรมใด ๆ ในนามของโจทก์ได้ นายเต็มและผู้ร้องสอดที่ 1 จึงได้ฟ้องเพิกถอนการโอนหุ้นต่อศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำที่ 26668/2535 โดยผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นโจทก์โจทก์กับพวกเป็นจำเลย และนายเต็มเป็นผู้ร้องสอด คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ต่อมานายเต็มได้ถึงแก่ความตาย หนี้ค่าสินค้าที่จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตามฟ้อง แม้จะมีชื่อโจทก์ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ค่าสินค้าก็ตามแต่สิทธิเรียกร้องค่าสินค้าล้วนเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องสอดที่ 1 กับนายเต็มทั้งสิ้น ผู้ร้องสอดที่ 1 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเงินค่าสินค้าฐานะเป็นสินสมรสและเป็นทายาทของนายเต็ม ส่วนผู้ร้องสอดที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเงินค่าสินค้าซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายเต็มในฐานะทายาทของนายเต็มคนละ 1 ใน 12 ส่วน จึงเห็นว่า เป็นการจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ดังกล่าว ขอยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นเงินจำนวน 98,952,833 บาท ชำระหนี้แก่ผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นเงินจำนวน 7,634,833 บาท ชำระหนี้แก่ผู้ร้องสอดที่ 3 เป็นเงินจำนวน7,634,833 บาท โจทก์แถลงคัดค้านว่า ผู้ร้องสอดเข้ามาขอรับชำระหนี้ในนามส่วนตัว แต่หนี้ค่าสินค้าคดีนี้เป็นหนี้ที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ มิใช่เป็นหนี้ส่วนตัวของผู้ร้องสอดทั้งสาม ขอให้ยกคำร้องสอด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องสอดทั้งสามไม่มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดีให้ยกคำร้องสอด ผู้ร้องสอดทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ว่าสมควรรับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ไว้พิจารณาหรือไม่ ปรากฏข้อเท็จจริงจากคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ว่าโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2494 ดังนั้น โจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากนายเต็มหล่อสกุลสินธ์ ซึ่งเป็นสามีของผู้ร้องสอดที่ 1 บิดาของผู้ร้องสอดที่ 2 แม้จะปรากฏว่านายเต็มและผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโจทก์และนายเต็มเคยเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทโจทก์รวมทั้งเคยเป็นกรรมการบริหารบริษัทโจทก์มาก่อน ก็หาก่อให้นายเต็มเกิดสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ในทรัพย์สินหรือหนี้สินของโจทก์เป็นการส่วนตัวไม่หากนายเต็มนำสินสมรสระหว่างนายเต็มกับผู้ร้องสอดที่ 1 ไปลงทุนซื้อหุ้นของโจทก์นายเต็มคงมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของโจทก์เท่านั้น คดีนี้โจทก์ในฐานะนิติบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามสัญญาซื้อขายและฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าจากจำเลยตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลย หากโจทก์ชนะคดี เงินค่าสินค้าที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ นายเต็มในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์หาได้มีสิทธิใด ๆ ในเงินค่าสินค้าดังกล่าวไม่ เงินค่าสินค้าดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นสินสมรสหรือเป็นทรัพย์มรดกของนายเต็มเมื่อนายเต็มถึงแก่ความตาย ตามที่ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 เข้าใจกรณีตามคำร้องสอดถือไม่ได้ว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเงินค่าสินค้าที่โจทก์ฟ้อง ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะขอให้ศาลให้ความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิเรียกร้องในเงินค่าสินค้าที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีนี้ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1และที่ 2 มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กำพล ภู่สุดแสวง-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
45684
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082054623"
    }
}
date
2545
deka_no
2583/2545
deka_running_no
2583
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 65",
            "ม. 66",
            "ม. 453"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 57"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ล่อจิ้นเส็ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้ร้องสอด"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง มณฑารัตน์ หล่อสกุลสินธ์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "องค์การฟอกหนัง"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายหนังกระบือ 14 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 183,236,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 138,292,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ โดยให้จำเลยนำเงินไปวางต่อศาลแพ่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 26668/2535 หากมีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลในคดีดังกล่าวให้จำเลยไม่ต้องนำเงินไปวางต่อศาลไม่ว่ากรณีใด ให้จำเลยนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องสอดทั้งสามยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องสอดทั้งสามเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลคดี เพราะเดิมผู้ร้องสอดที่ 1 กับนายเต็ม หล่อสกุลสินธ์ สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทโจทก์ขึ้นมา รายชื่อผู้ถือหุ้นรายอื่นเป็นเพียงเข้าชื่อร่วมให้ครบจำนวนบุคคลเพื่อให้สามารถจดทะเบียนนิติบุคคลได้เท่านั้น ทรัพย์สินต่าง ๆ หรือสิทธิเรียกร้องหนี้ค่าสินค้าอันมีต่อลูกค้าในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ต่างเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องสอดที่ 1 กับนายเต็มร่วมกันทำมาหาได้และมีส่วนได้เสียร่วมกันอย่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทั้งสิ้น เดิมนายเต็มเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ต่อมาได้ถูกบุคคลผู้มีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจอยู่ในบริษัทโจทก์ปัจจุบันร่วมกันกระทำการโดยไม่ชอบ จนเข้ามามีชื่อถือหุ้นในบริษัทโจทก์แทนนายเต็ม และได้เปลี่ยนแปลงอำนาจบริหารกิจการค้าในนามของโจทก์ไปจนนายเต็มไม่สามารถกระทำการหรือนิติกรรมใด ๆ ในนามของโจทก์ได้ นายเต็มและผู้ร้องสอดที่ 1 จึงได้ฟ้องเพิกถอนการโอนหุ้นต่อศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำที่ 26668/2535 โดยผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นโจทก์โจทก์กับพวกเป็นจำเลย และนายเต็มเป็นผู้ร้องสอด คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ต่อมานายเต็มได้ถึงแก่ความตาย หนี้ค่าสินค้าที่จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตามฟ้อง แม้จะมีชื่อโจทก์ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ค่าสินค้าก็ตามแต่สิทธิเรียกร้องค่าสินค้าล้วนเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องสอดที่ 1 กับนายเต็มทั้งสิ้น ผู้ร้องสอดที่ 1 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเงินค่าสินค้าฐานะเป็นสินสมรสและเป็นทายาทของนายเต็ม ส่วนผู้ร้องสอดที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเงินค่าสินค้าซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายเต็มในฐานะทายาทของนายเต็มคนละ 1 ใน 12 ส่วน จึงเห็นว่า เป็นการจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ดังกล่าว ขอยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นเงินจำนวน 98,952,833 บาท ชำระหนี้แก่ผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นเงินจำนวน 7,634,833 บาท ชำระหนี้แก่ผู้ร้องสอดที่ 3 เป็นเงินจำนวน7,634,833 บาท

โจทก์แถลงคัดค้านว่า ผู้ร้องสอดเข้ามาขอรับชำระหนี้ในนามส่วนตัว แต่หนี้ค่าสินค้าคดีนี้เป็นหนี้ที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ มิใช่เป็นหนี้ส่วนตัวของผู้ร้องสอดทั้งสาม ขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องสอดทั้งสามไม่มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดีให้ยกคำร้องสอด

ผู้ร้องสอดทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ว่าสมควรรับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ไว้พิจารณาหรือไม่ ปรากฏข้อเท็จจริงจากคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ว่าโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2494 ดังนั้น โจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากนายเต็มหล่อสกุลสินธ์ ซึ่งเป็นสามีของผู้ร้องสอดที่ 1 บิดาของผู้ร้องสอดที่ 2 แม้จะปรากฏว่านายเต็มและผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโจทก์และนายเต็มเคยเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทโจทก์รวมทั้งเคยเป็นกรรมการบริหารบริษัทโจทก์มาก่อน ก็หาก่อให้นายเต็มเกิดสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ในทรัพย์สินหรือหนี้สินของโจทก์เป็นการส่วนตัวไม่หากนายเต็มนำสินสมรสระหว่างนายเต็มกับผู้ร้องสอดที่ 1 ไปลงทุนซื้อหุ้นของโจทก์นายเต็มคงมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของโจทก์เท่านั้น คดีนี้โจทก์ในฐานะนิติบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามสัญญาซื้อขายและฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าจากจำเลยตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลย หากโจทก์ชนะคดี เงินค่าสินค้าที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ นายเต็มในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์หาได้มีสิทธิใด ๆ ในเงินค่าสินค้าดังกล่าวไม่ เงินค่าสินค้าดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นสินสมรสหรือเป็นทรัพย์มรดกของนายเต็มเมื่อนายเต็มถึงแก่ความตาย ตามที่ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 เข้าใจกรณีตามคำร้องสอดถือไม่ได้ว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเงินค่าสินค้าที่โจทก์ฟ้อง ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะขอให้ศาลให้ความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิเรียกร้องในเงินค่าสินค้าที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีนี้ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1และที่ 2 มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001024.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545