ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3127/2545
ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
โจทก์
นาย ธีรพันธ์ สิงขรอาจ กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 148 วรรคสาม, มาตรา 155, มาตรา 224, มาตรา 379
หนังสือสัญญากู้เงินมีใจความว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีและในกรณีมีเหตุจำเป็นยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดเมื่อใดก็ได้แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ แสดงว่าตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ การคิดดอกเบี้ยดังกล่าวเข้าลักษณะดอกผลนิตินัยที่โจทก์พึงได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม แม้ในช่วงแรกโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองนอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญา ซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะไม่ยอมให้ประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไปโดยกลับไปคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามข้อตกลงในสัญญาได้ หาใช่เป็นเรื่องลูกหนี้สัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้เป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้อง อันจะถือว่าเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ไม่ โจทก์ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญากู้เงินได้
ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองตามหนังสือสัญญากู้เงินไม่ใช่การแสดงเจตนาเพื่อลวงบุคคลอื่น และไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองมีเจตนาทำสัญญาฉบับนี้อำพรางสัญญาฉบับอื่นแต่อย่างใด จึงไม่เข้าลักษณะนิติกรรมอำพรางที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองลดลงเหลืออัตราร้อยละ 16 ต่อปีได้
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 550,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรืออัตราใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำลงได้และตามอัตราใหม่ตามประกาศของโจทก์ โดยไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้า เพื่อเป็นประกันการกู้เงินดังกล่าว จำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 41511 พร้อมส่วนควบไว้แก่โจทก์ ในวงเงิน 550,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หลังจากทำสัญญาจำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้แก่โจทก์หลายงวด โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยรวม 23 ครั้ง ครั้งสุดท้ายจากอัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้หลายครั้งและแจ้งให้ไถ่ถอนจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 586,347.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 523,862.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ออกแทนไปคืนแก่โจทก์จำนวน 985 บาท ทุกวันที่ 1 ของทุกสามปีเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2543 จนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากขายได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน
จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 580,204.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 523,862.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41511 ตำบลคลองหนึ่ง (คลอง 1 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า จำเลยทั้งสองทำหนังสือสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 550,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 6,000 บาท และยินยอมให้โจทก์ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้า และจำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้นับแต่ทำสัญญา จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้หลายครั้ง โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยรวม 23 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2543 จากอัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งโจทก์เรียกจากจำเลยทั้งสองเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 1 มีใจความว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และในกรณีมีเหตุจำเป็นยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดเมื่อใดก็ได้ แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้แสดงว่าตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แม้จำเลยทั้งสองมิได้ผิดนัดชำระหนี้ การคิดดอกเบี้ยดังกล่าวเข้าลักษณะดอกผลนิตินัยที่โจทก์พึงได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม แม้ในครั้งแรกและช่วงเวลาที่ผ่านมาก่อนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองนอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญา ซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะไม่ยอมให้ประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป โดยกลับไปคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามข้อตกลงในสัญญาได้กรณีหาใช่เรื่องลูกหนี้สัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้เป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้อง อันจะถือว่าเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 ไม่ โจทก์จึงชอบที่จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีได้ตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีตามหนังสือสัญญากู้เงินแท้จริงคือการอำพรางข้อตกลงในหนังสือสัญญากู้เงินที่ว่า หากผิดนัดแล้วโจทก์สามารถปรับเปลี่ยนไปคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนั่นเอง ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมอำพรางต้องบังคับตามนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้นั้น เห็นว่า นิติกรรมอำพรางคือการที่บุคคลสองฝ่ายแสร้งแสดงเจตนาทำนิติกรรมอันหนึ่งอำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่งซึ่งมีเจตนาอันแท้จริงมุ่งจะผูกนิติสัมพันธ์กัน นิติกรรมอำพรางจึงไม่ใช่เจตนาอันแท้จริง แต่เป็นการแสดงเจตนาเพื่อลวงบุคคลอื่นโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองตามหนังสือสัญญากู้เงินมิใช่การแสดงเจตนาเพื่อลวงบุคคลอื่น และไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองมีเจตนาทำสัญญาฉบับนี้อำพรางสัญญาฉบับอื่นแต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้าลักษณะนิติกรรมอำพราง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองลดลงเหลืออัตราร้อยละ 16 ต่อปี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 523,862.74 บาท นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 62,484.99 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
(อรพินท์ เศรษฐมานิต-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชัช ชลวร)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ธนาคารแบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1. ธนาคารที่อยู่ในความควบคุมดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งได้แก่ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ 2. ธนาคารที่อยู่ในความควบคุมดูแลของกระทรวงการคลังมี 3 ธนาคาร ได้แก่ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ในการเรียกดอกเบี้ยจากลูกค้า ธนาคารที่อยู่ภายในการควบคุมดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14(2) ในปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งประกาศอัตราดอกเบี้ยของตนที่จะเรียกเก็บได้เอง ซึ่งธนาคารพาณิชย์จะเรียกอัตราดอกเบี้ยในหนี้แต่ละประเภทแตกต่างกัน เช่นหนี้เงินกู้อัตราหนึ่ง หนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีอัตราหนึ่ง และจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่ลูกค้าหรือลูกหนี้ผิดนัดชำระไว้ซึ่งจะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูง หากธนาคารพาณิชย์ใดประกาศอัตราดอกเบี้ยแล้ว แต่ทำสัญญาเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศของตนเอง ก็จะมีความผิดโดยมีโทษทางอาญา ส่วนในทางแพ่งถือว่าอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นโมฆะ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4936/2545 ส่วนธนาคารภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลังจะประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงไว้ว่าให้เรียกเก็บได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในทางปฏิบัติธนาคารภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง จะประกาศอัตราดอกเบี้ยของตนเองเช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์โดยเทียบเคียงกับธนาคารพาณิชย์แล้วกำหนดให้ต่ำกว่าเล็กน้อยเพื่อจูงใจให้มีลูกค้ามาใช้บริการ ทั้งนี้เพราะระบบการบริหารงานของธนาคารดังกล่าวติดยึดอยู่แบบราชการ ไม่คล่องตัว แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ซึ่งประกอบการทางพาณิชย์เป็นอาชีพ มีข้อพิจารณาว่าการที่โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารอาคารสงเคราะห์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังเมื่อมีลูกค้ามาขอกู้ยืมเงิน โจทก์ก็จะระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 19 ต่อปี เสมอ แม้ว่าประกาศของโจทก์ในขณะทำสัญญาจะเรียกดอกเบี้ยไม่ถึงก็ตาม ซึ่งโจทก์ก็จะปฏิบัติต่อลูกค้าที่กู้ยืมเงินไปโดยเรียกดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันที่แท้จริงแต่เมื่อลูกค้ารายใดผิดสัญญาจนกระทั่งโจทก์บอกกล่าวให้ชำระหนี้และบังคับจำนองแล้วจึงจะปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 19 ต่อปี เช่นนี้ มีข้อพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้ได้วินิจฉัยว่า โจทก์สามารถเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีได้ ทั้งนี้ถือว่าดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นดอกผลนิตินัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสามแม้ครั้งแรกและช่วงเวลาที่ผ่านมาโจทก์จะเรียกเก็บเงินไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ก็ตามเป็นเรื่องที่โจทก์ให้ผลประโยชน์แก่จำเลยนอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญา ต่อมาโจทก์ไม่ให้สิทธิดังกล่าวแก่จำเลยโดยกลับไปคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ตามข้อตกลงในสัญญาได้ มิได้เป็นเบี้ยปรับแต่อย่างใด ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวได้วินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาฎีกาฉบับเก่า เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3553/2549,1828/2541, 2244/2542 เป็นต้น คงมีข้อวินิจฉัยว่าแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าววินิจฉัยชอบด้วยหลักกฎหมายหรือไม่ มีข้อสังเกตดังนี้ 1. โจทก์ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. 2496 ก็เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ ที่มีอยู่ในขณะนั้นมีอัตราดอกเบี้ยสูง รัฐซึ่งเป็นผู้จัดตั้งธนาคารดังกล่าวได้จัดหาเงินทุนจำนวนหนึ่งมาให้โจทก์ไว้สำหรับให้ประชาชนกู้ ด้วยเหตุนี้อัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่เรียกเก็บจากผู้กู้ยืมจึงต้องต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์ อันเป็นวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งโจทก์หากโจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ย่อมไม่มีบุคคลใดมากู้ยืมจากโจทก์เป็นแน่ ทั้งนี้เพราะดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์และธนาคารอื่นมีอัตราต่ำกว่าร้อยละ 19 ต่อปี 2. จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวน 550,000 บาท ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 6,000 บาท โดยจะต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายใน25 ปีได้ ทั้งนี้เพราะจำเลยผ่อนชำระเพียงเดือนละ 6,000 บาท ยังคงค้างชำระดอกเบี้ยอีกเดือนละ 2,708.33 บาท กล่าวคือนอกจากไม่ได้ชำระต้นเงินแล้วยังค้างชำระดอกเบี้ยเพิ่มอีก หากคำนวณระยะเวลา 25 ปีแล้วจำเลยจะค้างชำระดอกเบี้ยนับแต่วันกู้ยืมจนถึงวันครบกำหนด 25 ปี เป็นเงิน 2,612,500 บาท ซึ่งถ้าหากมีข้อตกลงให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกิน 1 ปีทบเข้าเป็นต้นเงินด้วยแล้วจำนวนดอกเบี้ยก็ย่อมจะต้องสูงมากกว่านี้เมื่อรวมต้นเงินเข้าด้วยแล้วเมื่อจำเลยผ่อนชำระครบ 25 ปี กับยังค้างชำระหนี้โจทก์อีกเป็นเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยกว่าสามล้านบาท ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงแสดงให้เห็นว่าเจตนาของโจทก์และจำเลยในคดีนี้มิได้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีแต่อย่างใด หากแต่คิดดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์ในขณะที่ทำสัญญากันเป็นเกณฑ์ เพียงแต่โจทก์ออกระเบียบบังคับว่าในการทำสัญญาจะต้องระบุดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดไว้ หากจำเลยไม่ผิดนัดโจทก์ก็จะคิดดอกเบี้ยไปตามประกาศ หากจำเลยผิดนัดโจทก์จึงจะเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2540 โจทก์มิได้เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีแต่อย่างใด โจทก์เพิ่งปรับดอกเบี้ยจากอัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2543ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 บัญญัติว่า ในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร มาตรา 368 บัญญัติว่า สัญญานั้นท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย จากบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวในการตีความข้อสัญญาที่กำหนดให้เรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีนั้น จะต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวมาตีความด้วยเมื่อนำมาปรับเข้าแล้วจะเห็นได้ว่าการที่ในสัญญาระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 19 ต่อปีนั้น จะขัดกับความเป็นจริงเพราะว่าตามสัญญาแล้วกำหนดให้จำเลยผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยเพียงเดือนละ 6,000 บาท หากคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีจำเลยจะต้องผ่อนชำระดอกเบี้ยถึงเดือนละ 8,708.33 บาท จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยจะผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์ได้ภายในกำหนดระยะเวลา 25 ปี ด้วยเหตุนี้เมื่อเพ่งเล็งด้วยเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาแล้วจะเห็นได้ว่าคู่สัญญาหาได้ยึดถือดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีเป็นดอกผลนิตินัยที่โจทก์จะได้รับตามปกติแต่อย่างใด และการที่โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงไว้ในสัญญาน่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้กู้ยืม ซึ่งเป็นผู้บริโภคควรที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจะเข้ามาตรวจสอบเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้กู้ยืมนอกจากนี้ยังเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 อีกด้วย ศิริชัย วัฒนโยธิน