ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3193/2545
นาง พูนศรี ยูงทอง
โจทก์
บริษัท พูนทองอุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 284 วรรคแรก, มาตรา 284 วรรคสอง, มาตรา ตาราง 5 ข้อ 3
โจทก์เคยบริหารกิจการของจำเลยมานับแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทจำเลย ย่อมทราบว่าจำเลยมีเครื่องจักรขนาดใหญ่อยู่หลายเครื่องรวมทั้งราคาของเครื่องจักรดังกล่าวด้วยโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยเพียงไม่กี่แสนบาท จึงน่าจะมุ่งยึดเครื่องจักรที่มีราคาใกล้เคียงกับจำนวนหนี้ ประกอบกับจำเลยไม่มีปัญหาเกี่ยวกับหนี้จำนองที่จำเลยมีต่อธนาคารอื่นทั้ง ก. ซึ่งมีที่ดินที่ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์หลายแปลงก็เต็มใจให้โจทก์นำไปหักชำระหนี้ได้โดยที่โจทก์ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ อีกด้วย จึงเห็นได้ว่า โจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดี อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 284 วรรคหนึ่ง และโจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามมาตรา 284 วรรคสอง โดยคิดค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดแต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีของจำเลยตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
___________________________
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 407,650 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 49610 และ 49611 ตำบลแสมดำ(บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมโรงงานพิพาทของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดไว้เป็นเงินทั้งสิ้น 10,366,450 บาท
จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาเพียง 407,650 บาท โจทก์ทราบดีว่าจำเลยมีอุปกรณ์และเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตผ้าเบรกซึ่งโจทก์สามารถนำยึดออกขายทอดตลาดและได้ราคาเพียงพอแก่การชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา แต่โจทก์กลับนำยึดที่ดินและโรงงานพิพาทซึ่งมีราคาประเมินประมาณ 20,000,000 บาท เกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดี เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตมีเจตนากลั่นแกล้งจำเลยให้ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและให้โจทก์รับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึด
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้ว แต่ไม่พบทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ดินและโรงงานพิพาท โจทก์ไม่มีเจตนากลั่นแกล้งจำเลย ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 49610 และ49611 ตำบลแสมดำ (บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์รับผิดเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยเกินกว่าที่จำเลยแก่การบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายกศม ยูงทอง กรรมการผู้จัดการของจำเลยและเคยร่วมก่อตั้งบริษัทจำเลยมาด้วยกัน โดยโจทก์เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของจำเลยมาหลายปี เพิ่งพ้นตำแหน่งดังกล่าวไม่นานนักก่อนฟ้องคดีนี้ เพียงแต่ขณะนี้โจทก์กับนายกศมแยกกันอยู่โดยยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าเท่านั้น จึงเป็นที่ทำให้น่าสงสัยว่าโจทก์กับนายกศมมีเหตุอันเป็นอคติต่อกันหรือไม่ โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยเพียงจำนวน 407,650 บาท ซึ่งเมื่อนำมาเทียบกับราคาที่ดินและโรงงานพิพาทที่โจทก์นำยึดแล้วนับว่ามีราคาต่างกันมากไม่เหมาะสมกันเลย โจทก์เคยบริหารกิจการของจำเลยมานับแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทจำเลย ดังนั้น ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยมีวิธีดำเนินการในทางธุรกิจอย่างไร มีอุปกรณ์เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้าอย่างไรบ้าง มีการนำทรัพย์สินใดของจำเลยไปจำนำหรือจำนองเป็นประกันเงินกู้ที่นำมาเป็นทุนบริหารงานบ้าง เหล่านี้น่าเชื่อว่าโจทก์ย่อมรู้ดี และในการดำเนินธุรกิจนั้นสิ่งสำคัญที่สุดที่นักธุรกิจจะต้องรักษาไว้คือชื่อเสียงในทางการเงิน เพราะการลงทุนในการดำเนินกิจการทั้งหมดต้องอาศัยสถาบันการเงินช่วยเหลือซึ่งน่าเชื่อว่าโจทก์ก็ทราบเป็นอย่างดีจากการที่โจทก์เคยเป็นผู้บริหารกิจการของจำเลยมาก่อนหลายปีย่อมทราบว่าจำเลยมีเครื่องจักรขนาดใหญ่อยู่หลายเครื่องรวมทั้งราคาของเครื่องจักรเหล่านี้ด้วย โจทก์มีหนี้อยู่แก่จำเลยเพียงไม่กี่แสนบาท หากปราศจากอคติใด ๆ แล้วโจทก์น่าจะมุ่งนำยึดเครื่องจักรอื่นอันมีราคาใกล้เคียงกับจำนวนหนี้ที่โจทก์มีอยู่แก่จำเลยก็น่าจะเหมาะสมเพราะได้ความว่าจำเลยยังใช้เครื่องจักรดังกล่าวในการผลิตสินค้าตลอดมาจนบัดนี้ แต่การที่โจทก์มุ่งยึดทรัพย์สินดังที่ปรากฏของจำเลยเพียงประการเดียวโดยข้ออ้างที่ว่าไม่อาจเข้าไปตรวจสอบภายในโรงงานของจำเลยได้จึงไม่ทราบว่าจำเลยมีทรัพย์สินอื่นหรือไม่นั้น นอกจากจะเป็นข้ออ้างที่ไร้เหตุผลตามกฎหมายแล้วยังเป็นการไม่เป็นธรรมแก่จำเลยอีกด้วยเพราะเป็นการทำลายอนาคตในทางธุรกิจของจำเลยโดยสิ้นเชิง ในปัจจุบันจำเลยก็ยังดำเนินการผลิตสินค้าออกสู่ท้องตลาดตามปกติและก็ยังไม่มีปัญหาเกี่ยวกับหนี้จำนองที่จำเลยกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีต่อกัน และยังได้ความตามที่ปรากฏในท้ายคำร้องของจำเลยอีกว่านายกศมมีทรัพย์สินที่เป็นที่ดินที่ถือกรรมสิทธิ์รวมกันกับโจทก์อยู่อีกหลายแปลงที่เต็มใจให้โจทก์นำไปหักชำระหนี้จำนวนนี้ได้โดยที่โจทก์ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ อีกด้วย ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าโจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดี อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 วรรคหนึ่ง และโจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณีที่ยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามมาตรา 284 วรรคสอง อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดนั้น ไม่ถูกต้องศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง โดยให้คิดค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดแต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีของจำเลยตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
(วิบูลย์ มีอาสา-ศุภชัย ภู่งาม-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ได้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในข้อ 3 ว่าให้คิดในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึด ส่วนการคำนวณราคาทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดเพื่อเสียค่าธรรมเนียมให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนด ถ้าไม่ตกลงกันให้คู่ความที่เกี่ยวข้องเสนอเรื่องต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 296 ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ปรากฏมีข้อความว่า "แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีของจำเลย" แต่เป็นการกำหนดโดยชัดแจ้งแล้วว่า ให้คิดในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดเท่านั้น เหตุที่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้วินิจฉัยว่าโจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี กรณียึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามมาตรา 284 วรรคสอง โดยคิดค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีของจำเลยตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทำให้เข้าใจไปว่าการให้คิดค่าธรรมเนียมของราคาทรัพย์สินที่ยึด เพียงไม่เกินจำนวนหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดในการบังคับคดี เป็นบทบัญญัติของกฎหมายมิใช่การใช้ดุลพินิจของศาล คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ คงจะเป็นกรณีที่ถือตามข้อวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3939/2540 ซึ่งวินิจฉัยว่า "กรณีที่ยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย การเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดนั้น คำว่า ราคาทรัพย์สินที่ยึดตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หมายถึงทรัพย์สินที่ยึดซึ่งไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี" แต่เมื่อพิจารณาในเนื้อหาของคดีดังกล่าวแล้ว เหตุผลที่ศาลฎีกาได้ให้เสียค่าธรรมเนียมการยึดโดยคิดจากราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีนั้น เพราะศาลฎีกาได้ให้จำเลยเป็นผู้เสียและไม่ประสงค์จะให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องเสียค่าธรรมเนียมเกินกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดในการบังคับคดี มิฉะนั้นจะเป็นการเสียค่าธรรมเนียมเกินกว่าที่พิพาทกันในคดีย่อมไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ถูกยึดทรัพย์สิน อันเป็นกรณีที่ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าธรรมเนียม โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 เฉพาะอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 การยึดทรัพย์สินเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดีตกอยู่แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 702/2522) แม้จำเลยจะเป็นฝ่ายแพ้คดี ซึ่งจะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา และความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีย่อมตกอยู่แก่จำเลยผู้แพ้คดีก็ตาม แต่ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคแรก ที่จะให้คู่ความฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่ายเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่บางส่วนได้ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง ดังนั้น เมื่อโจทก์ใช้สิทธิดำเนินการบังคับคดีเกินความจำเป็น โจทก์จึงต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเอง แม้จะเป็นฝ่ายชนะคดีก็ตาม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3517/2540) สำหรับจำเลย หากมีพฤติการณ์ประวิงการบังคับคดีโดยไม่สุจริตหรือในกรณีที่ถือได้ว่าเป็นความผิดของจำเลย ทำให้โจทก์ต้องนำยึดทรัพย์ของจำเลย แม้จะเป็นกรณีตามมาตรา 284 ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจให้จำเลยรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วนได้ (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2380/2530 ที่ 6485/2531, ที่ 3341/2537, ที่ 2729/2538) มีข้อสังเกตว่า การที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3939/2540 ให้จำเลยรับผิดในค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดในการบังคับคดีนั้นเป็นการใช้ดุลพินิจและอาศัยปรับบทกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284,161หาใช่เป็นบทบัญญัติของกฎหมายตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าต้องคิดจากราคาทรัพย์สินที่ยึดแต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดเสมอไปไม่ แต่เนื่องจากการย่อข้อกฎหมายของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวมิได้ย่อเหตุผลของการใช้ดุลพินิจกำหนดค่าธรรมเนียมด้วย จึงทำให้เข้าใจว่าเป็นการตีความตัวบทกฎหมาย ซึ่งน่าจะไม่ถูกต้อง เหตุผลสนับสนุนคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4774/2539 วินิจฉัยได้ว่า "จำเลยเป็นหนี้ตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเล็กน้อยไม่ถึง60,000 บาท แต่โจทก์นำยึดที่ดินและบ้านของจำเลยราคากว่า 1,750,000 บาท โดยภายในบ้านของจำเลยมีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์สามารถนำยึดมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ถือได้ว่าโจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดี โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยลูกหนี้ตามคำพิพากษา และต้องรับผิดใช้ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในการยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในส่วนที่เกินกว่าจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์" แสดงว่าการคิดค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวต้องคิดจากราคาทรัพย์สินที่ยึดแล้วไม่มีการขายทั้งหมด ข้อเท็จจริงคดีที่หมายเหตุนี้ โจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยโดยไม่สุจริตมุ่งทำลายอนาคตในทางธุรกิจของจำเลย เป็นการนำยึดทรัพย์สินของจำเลยเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดี อันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 284 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 284 วรรคสอง กรณีเช่นนี้จึงน่าจะไม่มีเหตุสมควรที่จะใช้ดุลพินิจตามมาตรา 161 ให้โจทก์รับผิดน้อยลง เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งประสงค์เป็นการลงโทษเจ้าหนี้ผู้ไม่สุจริต ต้องรับผิดเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนที่เกิดจากการไม่สุจริตของตน หากมีการตีความตามตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ข้อ 3 ว่า อัตราค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดในการบังคับคดี เป็นการตายตัว มิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจเฉพาะคดีแล้วต่อไปเจ้าหนี้ผู้ไม่สุจริตย่อมถือโอกาสแกล้งยึดทรัพย์เกินกว่าที่จำเป็นในการบังคับคดี โดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการยึดแล้วไม่มีการขายเป็นจำนวนมากตามราคาทรัพย์ที่ยึด สุวรรณ ตระการพันธุ์