คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4025/2545 ฉบับเต็ม

#45730
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4025/2545 กรุงเทพมหานคร โจทก์ นาย วุฒิพงษ์ สุขสมานพาณิชย์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2532 และวันที่ 9 ตุลาคม2533 ตามลำดับ โจทก์ทราบมาโดยตลอดว่า ผู้กระทำละเมิดในครั้งนี้คือจำเลย เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2540 จึงต้องถือว่าค่าเสียหายเกี่ยวกับที่ดินและแผงค้าตามฟ้องที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 24 เมษายน 2539 เกิน 1 ปี แล้วเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งของออกไปจากบริเวณที่ดินและแผงค้าทั้งหมดในบริเวณตลาดสุขาภิบาลมีนบุรีของโจทก์ และส่งมอบที่ดินรวมทั้งแผงค้าดังกล่าวให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ให้ชำระค่าเสียหายสำหรับที่ดินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 550 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบที่ดินให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ให้ชำระค่าเสียหายที่โจทก์ชำระเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของปี2540 เป็นต้นไป เป็นเงินปีละ 1,050 บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบที่ดินให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ให้ชำระค่าเสียหายสำหรับแผงค้าพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกวันละ 216 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบแผงค้าทั้งหมดคืนโจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย จำเลยให้การว่า... โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด เมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่วันทำละเมิดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 43,175 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกเดือนละ550 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำนวน 6,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของปี 2540 เป็นต้นไปปีละ 1,050 บาท จนถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 ชำระเงินจำนวน 294,027 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกวันละ 216 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายสำหรับที่ดิน 6,600บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกเดือนละ 550 บาท นับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 ให้ชำระค่าเสียหายสำหรับแผงค้าจำนวน 78,840 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกวันละ 216 บาทนับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องว่า การที่จำเลยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและแผงค้าของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะไม่สามารถเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของโจทก์ได้ ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนี้จึงเป็นการที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิ้นปีนับแต่วันทำละเมิด" ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า ครบกำหนดเวลาที่จำเลยจะต้องขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและแผงค้าที่เช่าของโจทก์ในวันที่ 26เมษายน 2532 และวันที่ 9 ตุลาคม 2533 ตามลำดับ แต่จำเลยก็เพิกเฉยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไป อันถือได้ว่า จำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์นับแต่วันดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในมูลละเมิดจากจำเลยตลอดมา อีกทั้งโจทก์ก็ทราบดีมาโดยตลอดว่า ผู้ที่กระทำละเมิดในครั้งนี้ก็คือจำเลยซึ่งเป็นผู้พึงใช้ค่าสินไหมทดแทนอีกด้วยดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2540 เช่นนี้ จึงต้องถือว่าค่าเสียหายเกี่ยวกับที่ดินและแผงค้าตามฟ้องที่เกิดก่อนวันที่ 24 เมษายน 2539 เกิน 1 ปี แล้วเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วิบูลย์ มีอาสา-ศุภชัย ภู่งาม-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์) แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
45730
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082052072"
    }
}
date
2545
deka_no
4025/2545
deka_running_no
4025
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วิบูลย์ มีอาสา",
    "ศุภชัย ภู่งาม",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 448 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรุงเทพมหานคร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย วุฒิพงษ์ สุขสมานพาณิชย์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งของออกไปจากบริเวณที่ดินและแผงค้าทั้งหมดในบริเวณตลาดสุขาภิบาลมีนบุรีของโจทก์ และส่งมอบที่ดินรวมทั้งแผงค้าดังกล่าวให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ให้ชำระค่าเสียหายสำหรับที่ดินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 550 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบที่ดินให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ให้ชำระค่าเสียหายที่โจทก์ชำระเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของปี2540 เป็นต้นไป เป็นเงินปีละ 1,050 บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบที่ดินให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ให้ชำระค่าเสียหายสำหรับแผงค้าพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกวันละ 216 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบแผงค้าทั้งหมดคืนโจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย

จำเลยให้การว่า... โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด เมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่วันทำละเมิดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 43,175 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกเดือนละ550 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำนวน 6,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของปี 2540 เป็นต้นไปปีละ 1,050 บาท จนถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 ชำระเงินจำนวน 294,027 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกวันละ 216 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 19 มกราคม 2542

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายสำหรับที่ดิน 6,600บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกเดือนละ 550 บาท นับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 ให้ชำระค่าเสียหายสำหรับแผงค้าจำนวน 78,840 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกวันละ 216 บาทนับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องว่า การที่จำเลยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและแผงค้าของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะไม่สามารถเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของโจทก์ได้ ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนี้จึงเป็นการที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิ้นปีนับแต่วันทำละเมิด" ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า ครบกำหนดเวลาที่จำเลยจะต้องขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและแผงค้าที่เช่าของโจทก์ในวันที่ 26เมษายน 2532 และวันที่ 9 ตุลาคม 2533 ตามลำดับ แต่จำเลยก็เพิกเฉยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไป อันถือได้ว่า จำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์นับแต่วันดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในมูลละเมิดจากจำเลยตลอดมา อีกทั้งโจทก์ก็ทราบดีมาโดยตลอดว่า ผู้ที่กระทำละเมิดในครั้งนี้ก็คือจำเลยซึ่งเป็นผู้พึงใช้ค่าสินไหมทดแทนอีกด้วยดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2540 เช่นนี้ จึงต้องถือว่าค่าเสียหายเกี่ยวกับที่ดินและแผงค้าตามฟ้องที่เกิดก่อนวันที่ 24 เมษายน 2539 เกิน 1 ปี แล้วเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001002.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545