คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4425/2545 ฉบับเต็ม

#45745
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4425/2545 นาย นิวัฒน์ ภูมิวงศ์ โจทก์ นาง กรองกาญจน์ วีสมหมาย จำเลย ป.อ. มาตรา 326 ขณะโจทก์เดินอยู่ที่หน้าหอประชุม จำเลยชี้มือมาที่โจทก์แล้วพูดกับชาวบ้านที่เดินผ่านมาว่า "ระวังทนายสกปรกจะเอาเรื่อง" ซึ่งคำพูดดังกล่าวไม่มีข้อความประกอบให้เห็นว่า โจทก์มีอาชีพทนายความสกปรกในเรื่องอะไรแม้จะเป็นคำเสียดสีโจทก์ว่าเป็นคนน่ารังเกียจ แต่ไม่ถึงขนาดทำให้ผู้ที่รับฟังเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนคดโกงขาดความน่าเชื่อถือหรือน่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวจึงไม่เป็นหมิ่นประมาทโจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยใช้ถ้อยคำว่า"ระวังทนายสกปรกจะเอาเรื่อง" ซึ่งหมายความว่า โจทก์เป็นทนายความที่แสวงหาผลประโยชน์จากคดีหรือจากการทำงานด้านสังคมโดยมิชอบ ทั้งผิดจรรยาบรรณของทนายความ โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชังขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทางไต่สวนได้ความว่า โจทก์มีอาชีพเป็นทนายความส่วนจำเลยเป็นภริยานักการเมือง โจทก์และจำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ในวันเกิดเหตุขณะที่โจทก์และภริยาเดินอยู่ที่หน้าหอประชุมอำเภอห้วยทับทัน จำเลยชี้มือมาที่โจทก์แล้วพูดกับชาวบ้านที่เดินผ่านมาว่า ระวังทนายสกปรกจะเอาเรื่อง จากนั้นจำเลยก็เดินผ่านไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าคำพูดของจำเลยดังกล่าวเป็นการใส่ความโจทก์ โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ เห็นว่า คำพูดของจำเลยดังกล่าวไม่มีข้อความประกอบให้เห็นว่าโจทก์ซึ่งมีอาชีพทนายความสกปรกในเรื่องอะไรแม้จะเป็นคำเสียดสีโจทก์ว่าเป็นคนน่ารังเกียจ แต่ไม่ถึงขนาดทำให้ผู้ที่ได้รับฟังเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนคดโกงขาดความน่าเชื่อถือหรือน่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง โจทก์เองก็ยอมรับมาในคำฟ้องฎีกาว่า หากคนธรรมดาพูดว่าโจทก์เป็นทนายสกปรกก็คงจะไม่เป็นการหมิ่นประมาท ซึ่งเท่ากับโจทก์เห็นด้วยว่าถ้อยคำที่จำเลยพูดใส่ความโจทก์ในคดีนี้โดยสภาพของถ้อยคำดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาทแม้จำเลยจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ไม่ทำให้ความหมายของถ้อยคำเปลี่ยนแปลงไปที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ชาญชัย ลิขิตจิตถะ-จำรูญ แสนภักดี-วสันต์ ตรีสุวรรณ) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
45745
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082051484"
    }
}
date
2545
deka_no
4425/2545
deka_running_no
4425
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ชาญชัย ลิขิตจิตถะ",
    "จำรูญ แสนภักดี",
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 326"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย นิวัฒน์ ภูมิวงศ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง กรองกาญจน์ วีสมหมาย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยใช้ถ้อยคำว่า"ระวังทนายสกปรกจะเอาเรื่อง" ซึ่งหมายความว่า โจทก์เป็นทนายความที่แสวงหาผลประโยชน์จากคดีหรือจากการทำงานด้านสังคมโดยมิชอบ ทั้งผิดจรรยาบรรณของทนายความ โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชังขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทางไต่สวนได้ความว่า โจทก์มีอาชีพเป็นทนายความส่วนจำเลยเป็นภริยานักการเมือง โจทก์และจำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ในวันเกิดเหตุขณะที่โจทก์และภริยาเดินอยู่ที่หน้าหอประชุมอำเภอห้วยทับทัน จำเลยชี้มือมาที่โจทก์แล้วพูดกับชาวบ้านที่เดินผ่านมาว่า ระวังทนายสกปรกจะเอาเรื่อง จากนั้นจำเลยก็เดินผ่านไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าคำพูดของจำเลยดังกล่าวเป็นการใส่ความโจทก์ โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ เห็นว่า คำพูดของจำเลยดังกล่าวไม่มีข้อความประกอบให้เห็นว่าโจทก์ซึ่งมีอาชีพทนายความสกปรกในเรื่องอะไรแม้จะเป็นคำเสียดสีโจทก์ว่าเป็นคนน่ารังเกียจ แต่ไม่ถึงขนาดทำให้ผู้ที่ได้รับฟังเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนคดโกงขาดความน่าเชื่อถือหรือน่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง โจทก์เองก็ยอมรับมาในคำฟ้องฎีกาว่า หากคนธรรมดาพูดว่าโจทก์เป็นทนายสกปรกก็คงจะไม่เป็นการหมิ่นประมาท ซึ่งเท่ากับโจทก์เห็นด้วยว่าถ้อยคำที่จำเลยพูดใส่ความโจทก์ในคดีนี้โดยสภาพของถ้อยคำดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาทแม้จำเลยจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ไม่ทำให้ความหมายของถ้อยคำเปลี่ยนแปลงไปที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000997.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545