คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5045/2545 ฉบับเต็ม

#45764
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5045/2545 พนักงานอัยการจังหวัดสตูล โจทก์ บริษัท ชูเกียรติมอเตอร์ (1996) จำกัด ผู้ร้อง นาย นิพิธ ทองนุ่น กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 36 คำร้องของผู้ร้องเป็นกรณีขอคืนทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลต้องมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินก่อน จึงจะมีคำสั่งในเรื่องขอคืนของกลางได้ เมื่อคดียังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งยังไม่มีคำพิพากษาและมีคำสั่งให้ริบรถยนต์ของกลาง ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้คืนของกลางไม่ได้ ต้องรอฟังผลคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองและขอให้ริบรถยนต์ของกลางเสียก่อน ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และรถยนต์ของกลาง ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการให้เช่าซื้อรถยนต์ทุกประเภทและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บบ-7474 สงขลา ของกลางผู้ร้องให้นายเสกน หีมบิลหมุด เช่าซื้อรถยนต์ของกลาง ต่อมานายเสกนโอนสิทธิการเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 หลังรับโอนสิทธิการเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิด โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ขอให้คืนของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเชื่อว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามคำร้องของผู้ร้องถือเป็นกรณีขอคืนทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวศาลต้องมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินก่อน จึงจะมีคำสั่งในเรื่องขอคืนของกลางได้ คดีนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นปรากฏตามหนังสือแจ้งผลคดีขอของกลางคืนเพิ่มเติมของผู้อำนวยการสำนักงานศาลจังหวัดสตูล ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2545 ว่า คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างนัดสืบพยานโจทก์ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำพิพากษาและมีคำสั่งให้ริบรถยนต์ของกลาง ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จึงไม่ชอบ" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นรอฟังผลคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองและขอให้ริบรถยนต์ของกลางก่อน แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี (สมชาย พงษธา-วิชัย ชื่นชมพูนุท-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การร้องขอคืนของกลางในคดีอาญา โดยทั่วไปย่อมต้องบังคับตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 กล่าวคือ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือมาตรา 34 ไปแล้ว เจ้าของที่แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดต้องเสนอคำขอคืนของกลางต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดจึงน่าจะถือได้ว่าศาลต้องมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินนั้นไปแล้ว จึงจะร้องขอคืนได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะในความผิดบางประเภท ก็ต้องบังคับตามบทกฎหมายดังกล่าว เช่น พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ เป็นต้น คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลงขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นศาลยังไม่มีคำสั่งให้ริบของกลาง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36 ว่าผู้ร้องยังยื่นคำร้องขอคืนของกลางไม่ได้ ต้องรอให้ศาลสั่งริบของกลางเสียก่อน แต่ความผิดคดีนี้ เป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ได้มีกฎหมายบัญญัติเรื่องการรับและการร้องขอคืนของกลางไว้โดยเฉพาะเป็นพิเศษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯมาตรา 30 วรรคสอง กำหนดให้บุคคลที่อ้างเป็นเจ้าของต้องยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งไม่ว่าในคดีนั้นจะปรากฏตัวบุคคล ซึ่งอาจเชื่อได้ว่าเป็นเจ้าของหรือไม่ก็ตามและคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2588/2545 วินิจฉัยไว้ว่า การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบรถยนต์ตามคำร้องของโจทก์ และคดีถึงที่สุดแล้ว จึงต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว ทั้งตามมาตรา 30 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัตินี้ ยังบัญญัติห้ามนำ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 มาใช้บังคับด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับดังกล่าวข้างต้น ปรับบทวินิจฉัยข้อกฎหมายคนละฉบับ สำหรับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีการดำเนินการในเรื่องขอริบทรัพย์สินตามบทกฎหมายดังกล่าว กล่าวคือ ตามมาตรา 30 ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้น เพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สิน อันได้แก่บรรดาเครื่องมือเครื่องใช้ยานพาหนะ เครื่องจักรกลหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นอย่างน้อยสองวันติดต่อกัน เพื่อให้บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งทั้งนี้ ไม่ว่าในคดีดังกล่าวจะปรากฏตัวบุคคลซึ่งอาจเชื่อได้ว่าเป็นเจ้าของหรือไม่ก็ตามตามบทบัญญัติของกฎหมายฉบับดังกล่าวเป็นการบัญญัติไว้ชัดแจ้งเช่นกันว่า ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากไม่มีผู้ใดอ้างตัวเป็นเจ้าของก็ให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้ เมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันแรกของวันประกาศหนังสือพิมพ์รายวันตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสาม ดังนั้น การร้องขอคืนของกลางในคดีอาญา จึงต้องพิจารณาว่าเป็นการยื่นโดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายใด เมื่อคดีที่หมายเหตุนี้โจทก์มิได้ดำเนินการขอริบทรัพย์สินตามบทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ อันเป็นกฎหมายเฉพาะ และผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาการยื่นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับดังกล่าวนี้จึงมิได้ขัดหรือแย้งกันแต่ประการใด แต่ก่อนหน้านี้ได้เคยมี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6187/2540 วินิจฉัยถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 เกี่ยวกับระยะเวลายื่นคำร้องขอคืนของกลางไว้ว่า"ในคดีอาญาที่โจทก์นำคำขอให้ริบของกลางนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36เพียงแต่บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือ 34 แล้วก็ให้เจ้าของแท้จริงยื่นคำเสนอขอคืนต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดได้เท่านั้น แต่หาตัดสิทธิเจ้าของที่แท้จริงจะยื่นคำเสนอก่อนเวลาดังกล่าวไม่ ฉะนั้นเจ้าของที่แท้จริงจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางระหว่างพิจารณาคดีได้" จากคำวินิจฉัยดังกล่าวแสดงว่าคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้กลับแนววินิจฉัยเดิมของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6187/2540 ดังกล่าว ข้อพิจารณาจึงมีว่า เมื่อคดีอยู่ระหว่างพิจารณาศาลยังมิได้มีคำสั่งให้ริบของกลาง จะมีมูลที่จะอ้างเพื่อขอคืนได้อย่างไร เพราะศาลอาจพิพากษายกฟ้องหรือสั่งไม่ริบของกลางในคดีดังกล่าวก็ได้ ประกอบกับตัวบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือ 34 ไปแล้ว ย่อมแสดงว่าต้องมีคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลให้ริบทรัพย์สินนั้นแล้ว ทั้งนี้ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1009/2543 สนับสนุนด้วยว่า กรณีขอคืนทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ศาลต้องมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินก่อน จึงจะมีคำสั่งในเรื่องของกลางได้ ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย และมีคำสั่งให้ริบของกลางแล้ว แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งให้คืนของกลาง และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำร้องขอคืนของกลางจึงไม่ชอบพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งศาลชั้นต้น รอฟังผลคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย และขอให้ริบของกลางก่อน แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับหมายเหตุนี้ก็เดินตามแนววินิจฉัยนี้โดยมิได้ยกคำร้องเสียทีเดียว จึงน่าจะเป็นการวินิจฉัยตรงตามบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ทั้งไม่ทำให้ผู้ร้องเสียสิทธิในการขอคืนของกลางด้วย สุวรรณ ตระการพันธุ์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
45764
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082050618"
    }
}
date
2545
deka_no
5045/2545
deka_running_no
5045
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย พงษธา",
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 36"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสตูล"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัท ชูเกียรติมอเตอร์ (1996) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย นิพิธ ทองนุ่น กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และรถยนต์ของกลาง

ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการให้เช่าซื้อรถยนต์ทุกประเภทและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บบ-7474 สงขลา ของกลางผู้ร้องให้นายเสกน หีมบิลหมุด เช่าซื้อรถยนต์ของกลาง ต่อมานายเสกนโอนสิทธิการเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 หลังรับโอนสิทธิการเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิด โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ขอให้คืนของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเชื่อว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามคำร้องของผู้ร้องถือเป็นกรณีขอคืนทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวศาลต้องมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินก่อน จึงจะมีคำสั่งในเรื่องขอคืนของกลางได้ คดีนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นปรากฏตามหนังสือแจ้งผลคดีขอของกลางคืนเพิ่มเติมของผู้อำนวยการสำนักงานศาลจังหวัดสตูล ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2545 ว่า คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างนัดสืบพยานโจทก์ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำพิพากษาและมีคำสั่งให้ริบรถยนต์ของกลาง ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จึงไม่ชอบ"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นรอฟังผลคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองและขอให้ริบรถยนต์ของกลางก่อน แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การร้องขอคืนของกลางในคดีอาญา โดยทั่วไปย่อมต้องบังคับตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 กล่าวคือ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือมาตรา 34 ไปแล้ว เจ้าของที่แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดต้องเสนอคำขอคืนของกลางต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดจึงน่าจะถือได้ว่าศาลต้องมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินนั้นไปแล้ว จึงจะร้องขอคืนได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะในความผิดบางประเภท ก็ต้องบังคับตามบทกฎหมายดังกล่าว เช่น พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ เป็นต้น คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลงขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นศาลยังไม่มีคำสั่งให้ริบของกลาง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36 ว่าผู้ร้องยังยื่นคำร้องขอคืนของกลางไม่ได้ ต้องรอให้ศาลสั่งริบของกลางเสียก่อน แต่ความผิดคดีนี้ เป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ได้มีกฎหมายบัญญัติเรื่องการรับและการร้องขอคืนของกลางไว้โดยเฉพาะเป็นพิเศษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯมาตรา 30 วรรคสอง กำหนดให้บุคคลที่อ้างเป็นเจ้าของต้องยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งไม่ว่าในคดีนั้นจะปรากฏตัวบุคคล ซึ่งอาจเชื่อได้ว่าเป็นเจ้าของหรือไม่ก็ตามและคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2588/2545 วินิจฉัยไว้ว่า การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบรถยนต์ตามคำร้องของโจทก์ และคดีถึงที่สุดแล้ว จึงต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว ทั้งตามมาตรา 30 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัตินี้ ยังบัญญัติห้ามนำ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 มาใช้บังคับด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับดังกล่าวข้างต้น ปรับบทวินิจฉัยข้อกฎหมายคนละฉบับ สำหรับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีการดำเนินการในเรื่องขอริบทรัพย์สินตามบทกฎหมายดังกล่าว กล่าวคือ ตามมาตรา 30 ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้น เพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สิน อันได้แก่บรรดาเครื่องมือเครื่องใช้ยานพาหนะ เครื่องจักรกลหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นอย่างน้อยสองวันติดต่อกัน เพื่อให้บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งทั้งนี้ ไม่ว่าในคดีดังกล่าวจะปรากฏตัวบุคคลซึ่งอาจเชื่อได้ว่าเป็นเจ้าของหรือไม่ก็ตามตามบทบัญญัติของกฎหมายฉบับดังกล่าวเป็นการบัญญัติไว้ชัดแจ้งเช่นกันว่า ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากไม่มีผู้ใดอ้างตัวเป็นเจ้าของก็ให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้ เมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันแรกของวันประกาศหนังสือพิมพ์รายวันตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสาม ดังนั้น การร้องขอคืนของกลางในคดีอาญา จึงต้องพิจารณาว่าเป็นการยื่นโดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายใด เมื่อคดีที่หมายเหตุนี้โจทก์มิได้ดำเนินการขอริบทรัพย์สินตามบทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ อันเป็นกฎหมายเฉพาะ และผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาการยื่นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับดังกล่าวนี้จึงมิได้ขัดหรือแย้งกันแต่ประการใด แต่ก่อนหน้านี้ได้เคยมี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6187/2540 วินิจฉัยถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 เกี่ยวกับระยะเวลายื่นคำร้องขอคืนของกลางไว้ว่า"ในคดีอาญาที่โจทก์นำคำขอให้ริบของกลางนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36เพียงแต่บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือ 34 แล้วก็ให้เจ้าของแท้จริงยื่นคำเสนอขอคืนต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดได้เท่านั้น แต่หาตัดสิทธิเจ้าของที่แท้จริงจะยื่นคำเสนอก่อนเวลาดังกล่าวไม่ ฉะนั้นเจ้าของที่แท้จริงจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางระหว่างพิจารณาคดีได้" จากคำวินิจฉัยดังกล่าวแสดงว่าคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้กลับแนววินิจฉัยเดิมของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6187/2540 ดังกล่าว ข้อพิจารณาจึงมีว่า เมื่อคดีอยู่ระหว่างพิจารณาศาลยังมิได้มีคำสั่งให้ริบของกลาง จะมีมูลที่จะอ้างเพื่อขอคืนได้อย่างไร เพราะศาลอาจพิพากษายกฟ้องหรือสั่งไม่ริบของกลางในคดีดังกล่าวก็ได้ ประกอบกับตัวบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือ 34 ไปแล้ว ย่อมแสดงว่าต้องมีคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลให้ริบทรัพย์สินนั้นแล้ว ทั้งนี้ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1009/2543 สนับสนุนด้วยว่า กรณีขอคืนทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ศาลต้องมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินก่อน จึงจะมีคำสั่งในเรื่องของกลางได้ ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย และมีคำสั่งให้ริบของกลางแล้ว แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งให้คืนของกลาง และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำร้องขอคืนของกลางจึงไม่ชอบพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งศาลชั้นต้น รอฟังผลคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย และขอให้ริบของกลางก่อน แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับหมายเหตุนี้ก็เดินตามแนววินิจฉัยนี้โดยมิได้ยกคำร้องเสียทีเดียว จึงน่าจะเป็นการวินิจฉัยตรงตามบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ทั้งไม่ทำให้ผู้ร้องเสียสิทธิในการขอคืนของกลางด้วย สุวรรณ ตระการพันธุ์
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000990.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545