คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5100/2545 ฉบับเต็ม

#45767
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5100/2545 นาง วิไล ดีประเสริฐ โจทก์ นาง ประไพ บุญถนอม จำเลย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16, มาตรา 18, มาตรา 25 โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดราชบุรีขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ศาลจังหวัดราชบุรีชอบที่จะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งต่อเติมบ้านเลขที่ 98 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9734 ของโจทก์ กับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์แปลงดังกล่าว และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้อ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และโจทก์ตั้งราคาที่ดินพิพาทจำนวน 250,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท คดีอยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18, 25(4) จึงให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ทองหล่อ โฉมงาม-วิรัช ลิ้มวิชัย-จิระวรรณ ศิริบุตร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ ที่บังคับให้ศาลจังหวัดมีคำสั่งโอนคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่นำมายื่นต่อศาลจังหวัดไปยังศาลแขวงนั้น น่าจะหมายถึง คดีที่โจทก์ยื่นฟ้องมานั้น อยู่ในอำนาจศาลแขวงหรือศาลจังหวัดมาตั้งแต่ยื่นฟ้อง มิใช่ขณะยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดเพราะเป็นคดีเกินอำนาจศาลแขวง ต่อมาภายหลังมีเหตุเกิดขึ้นอันทำให้กลายเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง อย่างเช่นคดีนี้ที่จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ทำให้กลายเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์และเมื่อตีราคาที่ดินแล้วไม่เกิน 300,000 บาท เพราะจะขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายเนื่องจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ยังคงเป็นกรณีขอบังคับให้ขับไล่อยู่เช่นเดิม หากโอนคดีไปศาลแขวงจะทำให้ศาลแขวงมีอำนาจพิพากษาให้ขับไล่ได้หรืออาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนได้ เนื่องจากจำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอถอนคำให้การที่ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ได้ก็จะต้องจำหน่ายคดีจากสารบบความให้โจทก์ไปยื่นฟ้องยังศาลจังหวัด และหากโจทก์ไปยื่นฟ้องยังศาลจังหวัดแล้วก็ไม่แน่ว่าจำเลยจะปฏิบัติเช่นเดียวกันอีกหรือไม่ การตีความในทางให้ศาลจังหวัดไม่ต้องโอนคดีไปศาลแขวงในกรณีดังกล่าวจึงน่าจะเป็นธรรมกว่า ซึ่งต้องรอดูคำพิพากษาฎีกาในภายหลังว่าจะเดินตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้หรือไม่ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
45767
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082050513"
    }
}
date
2545
deka_no
5100/2545
deka_running_no
5100
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "จิระวรรณ ศิริบุตร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "law_abbr": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "sections": [
            "ม. 16",
            "ม. 18",
            "ม. 25"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง วิไล ดีประเสริฐ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ประไพ บุญถนอม"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งต่อเติมบ้านเลขที่ 98 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9734 ของโจทก์ กับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์แปลงดังกล่าว และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้อ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และโจทก์ตั้งราคาที่ดินพิพาทจำนวน 250,000 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท คดีอยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18, 25(4) จึงให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ ที่บังคับให้ศาลจังหวัดมีคำสั่งโอนคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่นำมายื่นต่อศาลจังหวัดไปยังศาลแขวงนั้น น่าจะหมายถึง คดีที่โจทก์ยื่นฟ้องมานั้น อยู่ในอำนาจศาลแขวงหรือศาลจังหวัดมาตั้งแต่ยื่นฟ้อง มิใช่ขณะยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดเพราะเป็นคดีเกินอำนาจศาลแขวง ต่อมาภายหลังมีเหตุเกิดขึ้นอันทำให้กลายเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง อย่างเช่นคดีนี้ที่จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ทำให้กลายเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์และเมื่อตีราคาที่ดินแล้วไม่เกิน 300,000 บาท เพราะจะขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายเนื่องจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ยังคงเป็นกรณีขอบังคับให้ขับไล่อยู่เช่นเดิม หากโอนคดีไปศาลแขวงจะทำให้ศาลแขวงมีอำนาจพิพากษาให้ขับไล่ได้หรืออาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนได้ เนื่องจากจำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอถอนคำให้การที่ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ได้ก็จะต้องจำหน่ายคดีจากสารบบความให้โจทก์ไปยื่นฟ้องยังศาลจังหวัด และหากโจทก์ไปยื่นฟ้องยังศาลจังหวัดแล้วก็ไม่แน่ว่าจำเลยจะปฏิบัติเช่นเดียวกันอีกหรือไม่ การตีความในทางให้ศาลจังหวัดไม่ต้องโอนคดีไปศาลแขวงในกรณีดังกล่าวจึงน่าจะเป็นธรรมกว่า ซึ่งต้องรอดูคำพิพากษาฎีกาในภายหลังว่าจะเดินตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้หรือไม่ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000989.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545