คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4499/2545 ฉบับเต็ม

#46133
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4499/2545 บริษัท ลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด โจทก์ นาย ทองสุข ครุฑอ่ำ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ให้อำนาจจำเลยที่จะฟ้องโจทก์มาในคำให้การได้หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม และอำนาจในการฟ้องแย้งของจำเลยดังกล่าวนำมาใช้ในคดีแรงงานด้วยโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 เมื่อปรากฏว่าจำเลยฟ้องแย้งมาในคำให้การและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยแล้ว โจทก์ย่อมตกเป็นจำเลยตามฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์คงมีผลทำให้ไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยต่าง ๆ จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2532 ครั้งสุดท้ายมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการภาคศูนย์บริการลำปางมีหน้าที่ติดต่อลูกค้าของโจทก์ที่มีความประสงค์จะทำประกันวินาศภัยและประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ในการรับประกันภัยดังกล่าวจำเลยมีหน้าที่นำเงินค่าเบี้ยประกันภัยชำระให้แก่โจทก์ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบถึงการเอาประกันภัยของลูกค้าแต่ละราย นอกจากนี้ในการรับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประกันภัยจากรถ พ.ศ. 2535 นั้น เมื่อจำเลยนำตารางกรมธรรม์จากโจทก์ไปรับประกันภัยให้แก่เจ้าของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์แล้ว จำเลยจะต้องแจ้งการรับประกันภัยให้โจทก์ทราบ หากจำเลยไม่แจ้งการรับประกันภัยและไม่นำส่งตารางกรมธรรม์เปล่าคืนโจทก์หรือทำตารางกรมธรรม์เปล่าสูญหายจำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ตารางกรมธรรม์ละ 1,500 บาท เมื่อระหว่างปี 2541 ถึงปี 2542 จำเลยได้กระทำทุจริตและปฏิบัติผิดหน้าที่โดยจำเลยได้แจ้งการนำรถยนต์มาประกันวินาศภัยกับโจทก์และโจทก์ได้รับประกันภัยโดยออกกรมธรรม์ให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว แต่จำเลยไม่นำส่งเบี้ยประกันภัยหลังหักค่าตอบแทนแล้วให้แก่โจทก์รวม 206 กรมธรรม์เป็นเงิน 1,347,491.04 บาท และจำเลยได้นำตารางกรมธรรม์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไปรับประกันภัยรถยนต์และรถจักรยานยนต์ แต่ไม่รายงานการรับประกันภัยและไม่ส่งคืนตารางกรมธรรม์ รวมทั้งไม่นำส่งเบี้ยประกันภัย รวมค่าเสียหายและเบี้ยประกันภัยหลังจากหักค่าตอบแทนแล้วเป็นเงิน 5,619,203 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 6,966,694.04 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเท่ากับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 1,347,491.04 บาท นับจากวันสุดท้ายของแต่ละเดือนที่จำเลยแจ้งทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์ไปอีก 45 วัน จนถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 99,077.84 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์โดยรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,065,771.88 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน7,065,771.88 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 6,966,694.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการศูนย์บริการลำปาง ได้รับอัตราค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 11,270 บาทจำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์ว่าเมื่อจำเลยได้แจ้งให้โจทก์รับประกันวินาศภัยรถยนต์แล้วจำเลยจะต้องนำส่งเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยภายใน 45 วัน แต่อย่างใด และจำเลยไม่เคยตกลงว่าหากจำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไปจำหน่ายแล้ว ถ้าจำเลยไม่แจ้งการรับประกันภัยและไม่นำส่งตารางกรมธรรม์ประกันภัย รวมทั้งตารางกรมธรรม์เปล่าคืนแก่โจทก์ หรือทำตารางกรมธรรม์เปล่าสูญหาย จำเลยจะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ตารางกรมธรรม์ละ 1,500 บาท ในระหว่างเดือนตุลาคม 2542 ถึงเดือนพฤษภาคม 2543 มีกรมธรรม์ประกันภัยที่ศูนย์บริการลำปางรับผิดชอบมากกว่าเดือนละ 400 กรมธรรม์จำเลยได้ส่งเบี้ยประกันภัยให้แก่โจทก์ครบถ้วนไม่มีค้างชำระ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากจำเลยไม่อาจทราบได้ว่า คำฟ้องหมายถึงรถคันใด เบี้ยประกันจำนวนเท่าใดวันเริ่มต้นประกันภัยและวันสิ้นสุดกรมธรรม์เมื่อใด ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2543 โจทก์เลิกจ้างจำเลยโดยจำเลยไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยไม่น้อยกว่า 300 วัน เป็นเงิน 112,700 บาท จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 16,905 บาท และค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน 39,445 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย เงินเพิ่มตามกฎหมายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็น 1,313,341 บาทแก่จำเลยและให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินค่าชดเชย 112,700 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 39,445 บาท และเงินเพิ่มตามกฎหมายนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์มิได้ให้การแก้ฟ้องแย้ง หลังจากศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยแล้วปรากฏว่าในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ โจทก์ไม่ไปศาลตามกำหนดนัดศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ และเนื่องจากศาลแรงงานกลางจำหน่ายคดีของโจทก์แล้ว จึงไม่มีตัวโจทก์ที่จะให้จำเลยฟ้องแย้งอีก จึงให้จำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลยออกจากสารบบความด้วย จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้จำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติว่า "จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้วให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจจำเลยที่จะฟ้องโจทก์มาในคำให้การได้ถ้าหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม และอำนาจในการฟ้องแย้งของจำเลยดังกล่าวนำมาใช้ในคดีแรงงานด้วยโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ฉะนั้น เมื่อจำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยแล้วโจทก์ก็คือจำเลยตามฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์ก็คงมีผลทำให้ไม่มีคำฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลยด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางเฉพาะในส่วนที่ให้จำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลย ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยต่อไปและมีคำพิพากษาตามรูปคดี (ปัญญา สุทธิบดี-วีรพจน์ เพียรพิทักษ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ฟ้องแย้งก็คือ "คำฟ้อง" ตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในมาตรา 1(3) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นแต่จำเลยเป็นผู้ฟ้องโจทก์ในคดีที่จำเลยถูกฟ้องเท่านั้น และกฎหมายให้สิทธิแก่จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ ตามมาตรา 177 วรรคสาม แต่หากไม่ฟ้องมาในคำให้การ จำเลยก็สามารถใช้สิทธิฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหากได้ การฟ้องแย้งมาในคำให้การจึงเป็นการสะดวกต่อการพิจารณาพิพากษา ซึ่งสามารถเสร็จไปในคดีเดียวกันโดยมิต้องให้มีการรวมการพิจารณาในกรณีที่จำเลยฟ้องต่างหากอีกคดีหนึ่ง ดังนั้น จึงมีข้อพิจารณาว่า แม้จะเป็นการฟ้องแย้งเมื่อฟ้องเดิมไม่มีอยู่หรือหมดไปด้วยเหตุประการใด ๆ เช่น การถอนฟ้อง การทิ้งฟ้อง หรือศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นต้น น่าจะไม่กระทบถึงสิทธิตามฟ้องแย้งของจำเลย มิฉะนั้นแล้วในคดีที่สิทธิเรียกร้องตามฟ้องแย้งขาดอายุความ จำเลยก็จะเสียสิทธิในการฟ้องใหม่ ทั้ง ๆ ที่ได้ฟ้องแย้งภายในกำหนดอายุความแล้ว แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในเรื่องนี้ ได้พิเคราะห์ถึงเหตุที่ฟ้องเดิมไม่มีอยู่แล้ว หากยังมีตัวโจทก์อยู่ก็ดำเนินคดีตามฟ้องแย้งต่อไปได้ หากไม่มีตัวโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยตามฟ้องแย้งอยู่แล้ว ฟ้องแย้งก็ตกไป อาทิเช่น กรณีที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง โดยมีเหตุอันควร ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีฟ้องแย้งย่อมตกไป (คำพิพากษาฎีกาที่ 2223/2534) แต่ต่อมาได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 6909/2543 วินิจฉัยวางหลักในเรื่องนี้อีกว่า เมื่อจำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การ โจทก์คือจำเลยในฟ้องแย้งคดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเดิม มีผลเฉพาะคดีโจทก์ว่าไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองตกไปด้วยไม่ การที่ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้ไปยื่นใหม่จึงไม่ชอบ ตามคำพิพากษาฎีกาฉบับหลังนี้ ถือได้ว่าได้วางหลักกลับแนววินิจฉัยที่มีมาแต่เดิมทั้งนี้คงเนื่องจากตระหนักถึงความเสียเปรียบและความเสียหายที่พึงจะเกิดขึ้นแก่จำเลยในกรณีที่ฟ้องแย้งตก และให้จำเลยไปฟ้องใหม่ คดีก็อาจจะขาดอายุความดังที่ยกขึ้นเป็นตัวอย่างข้างต้นแล้ว ดังนั้น แม้จะมีการถอนฟ้องเดิมก็ยังถือว่ามีตัวโจทก์ ซึ่งเป็นจำเลยตามฟ้องแย้งอยู่ สำหรับกรณีทิ้งฟ้องเดิม ศาลฎีกาคงยืนในหลักเดิมตลอดมาแม้ต่อมาโจทก์จะทิ้งฟ้อง และศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีอันทำให้ไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปก็ตาม แต่ก็ยังมีตัวโจทก์ที่ยังคงเป็นจำเลยของฟ้องแย้งอยู่ จึงมีคู่ความครบถ้วนทั้งสองฝ่ายที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1696/2535,3460/2541) เช่นเดียวกันกับกรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ อันทำให้ไม่มีคำฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปก็ตาม แต่ก็ยังมีตัวโจทก์ที่ยังคงเป็นจำเลยของฟ้องแย้งอยู่ต่อไป ศาลก็ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลย และมีคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3172/2536) ส่วนกรณีที่ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีฟ้องเดิมและตัวโจทก์เดิมที่จะเป็นจำเลยของฟ้องแย้งอยู่ ได้แก่ คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเหตุที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ต้องห้ามตามกฎหมายเช่นเป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำ หรือกรณีอื่น ๆ ที่ยังมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาของคดี ฟ้องแย้งของจำเลยในคดีดังกล่าวย่อมตกไป อาทิเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4876/2533 เป็นกรณีโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยต้องตกไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 972/2532 เป็นกรณีฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องฟ้องแย้งของจำเลยย่อมตกไป เพราะไม่มีฟ้องเดิมและไม่มีตัวโจทก์เดิมที่จะเป็นจำเลยอยู่ต่อไป แต่มีข้อสังเกตว่า หากเป็นการพิจารณาพิพากษาในเนื้อหาตามประเด็นของคดี แม้จะยกฟ้องโจทก์ ก็ต้องพิจารณาในส่วนฟ้องแย้งด้วย หากจำเลยชนะคดีตามฟ้องแย้ง กรณีเช่นนี้เป็นการยกฟ้องโจทก์แต่ให้บังคับตามฟ้องแย้งนั่นเอง บทสรุปในเรื่องนี้ก็คือ หากเป็นกรณีโจทก์ถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้องหรือศาลสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ขาดนัดพิจารณา ถือว่ายังมีตัวโจทก์ที่เป็นจำเลยตามฟ้องแย้งอยู่ จึงดำเนินกระบวนพิจารณาตามฟ้องแย้งต่อไปได้ แต่ทั้งนี้เป็นกรณีที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น หาได้รวมถึงคดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ เพราะเมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างอุทธรณ์หรือฎีกาแล้ว ต่อมามีการถอนฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกาตามฟ้องเดิมไปคำพิพากษาศาลชั้นต้นยังคงอยู่ และศาลอุทธรณ์หรือฎีกาย่อมต้องพิจารณาและพิพากษาในส่วนที่ยังอยู่ตามฟ้องแย้งต่อไป สุวรรณ ตระการพันธุ์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
46133
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082051375"
    }
}
date
2545
deka_no
4499/2545
deka_running_no
4499
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญา สุทธิบดี",
    "วีรพจน์ เพียรพิทักษ์",
    "พูนศักดิ์ จงกลนี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177 วรรคสาม"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 31"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ทองสุข ครุฑอ่ำ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยต่าง ๆ จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2532 ครั้งสุดท้ายมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการภาคศูนย์บริการลำปางมีหน้าที่ติดต่อลูกค้าของโจทก์ที่มีความประสงค์จะทำประกันวินาศภัยและประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ในการรับประกันภัยดังกล่าวจำเลยมีหน้าที่นำเงินค่าเบี้ยประกันภัยชำระให้แก่โจทก์ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบถึงการเอาประกันภัยของลูกค้าแต่ละราย นอกจากนี้ในการรับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประกันภัยจากรถ พ.ศ. 2535 นั้น เมื่อจำเลยนำตารางกรมธรรม์จากโจทก์ไปรับประกันภัยให้แก่เจ้าของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์แล้ว จำเลยจะต้องแจ้งการรับประกันภัยให้โจทก์ทราบ หากจำเลยไม่แจ้งการรับประกันภัยและไม่นำส่งตารางกรมธรรม์เปล่าคืนโจทก์หรือทำตารางกรมธรรม์เปล่าสูญหายจำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ตารางกรมธรรม์ละ 1,500 บาท เมื่อระหว่างปี 2541 ถึงปี 2542 จำเลยได้กระทำทุจริตและปฏิบัติผิดหน้าที่โดยจำเลยได้แจ้งการนำรถยนต์มาประกันวินาศภัยกับโจทก์และโจทก์ได้รับประกันภัยโดยออกกรมธรรม์ให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว แต่จำเลยไม่นำส่งเบี้ยประกันภัยหลังหักค่าตอบแทนแล้วให้แก่โจทก์รวม 206 กรมธรรม์เป็นเงิน 1,347,491.04 บาท และจำเลยได้นำตารางกรมธรรม์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไปรับประกันภัยรถยนต์และรถจักรยานยนต์ แต่ไม่รายงานการรับประกันภัยและไม่ส่งคืนตารางกรมธรรม์ รวมทั้งไม่นำส่งเบี้ยประกันภัย รวมค่าเสียหายและเบี้ยประกันภัยหลังจากหักค่าตอบแทนแล้วเป็นเงิน 5,619,203 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 6,966,694.04 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเท่ากับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 1,347,491.04 บาท นับจากวันสุดท้ายของแต่ละเดือนที่จำเลยแจ้งทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์ไปอีก 45 วัน จนถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 99,077.84 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์โดยรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,065,771.88 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน7,065,771.88 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 6,966,694.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการศูนย์บริการลำปาง ได้รับอัตราค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 11,270 บาทจำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์ว่าเมื่อจำเลยได้แจ้งให้โจทก์รับประกันวินาศภัยรถยนต์แล้วจำเลยจะต้องนำส่งเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยภายใน 45 วัน แต่อย่างใด และจำเลยไม่เคยตกลงว่าหากจำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไปจำหน่ายแล้ว ถ้าจำเลยไม่แจ้งการรับประกันภัยและไม่นำส่งตารางกรมธรรม์ประกันภัย รวมทั้งตารางกรมธรรม์เปล่าคืนแก่โจทก์ หรือทำตารางกรมธรรม์เปล่าสูญหาย จำเลยจะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ตารางกรมธรรม์ละ 1,500 บาท ในระหว่างเดือนตุลาคม 2542 ถึงเดือนพฤษภาคม 2543 มีกรมธรรม์ประกันภัยที่ศูนย์บริการลำปางรับผิดชอบมากกว่าเดือนละ 400 กรมธรรม์จำเลยได้ส่งเบี้ยประกันภัยให้แก่โจทก์ครบถ้วนไม่มีค้างชำระ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากจำเลยไม่อาจทราบได้ว่า คำฟ้องหมายถึงรถคันใด เบี้ยประกันจำนวนเท่าใดวันเริ่มต้นประกันภัยและวันสิ้นสุดกรมธรรม์เมื่อใด ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2543 โจทก์เลิกจ้างจำเลยโดยจำเลยไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยไม่น้อยกว่า 300 วัน เป็นเงิน 112,700 บาท จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 16,905 บาท และค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน 39,445 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย เงินเพิ่มตามกฎหมายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็น 1,313,341 บาทแก่จำเลยและให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินค่าชดเชย 112,700 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 39,445 บาท และเงินเพิ่มตามกฎหมายนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์มิได้ให้การแก้ฟ้องแย้ง

หลังจากศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยแล้วปรากฏว่าในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ โจทก์ไม่ไปศาลตามกำหนดนัดศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ และเนื่องจากศาลแรงงานกลางจำหน่ายคดีของโจทก์แล้ว จึงไม่มีตัวโจทก์ที่จะให้จำเลยฟ้องแย้งอีก จึงให้จำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลยออกจากสารบบความด้วย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้จำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติว่า "จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้วให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจจำเลยที่จะฟ้องโจทก์มาในคำให้การได้ถ้าหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม และอำนาจในการฟ้องแย้งของจำเลยดังกล่าวนำมาใช้ในคดีแรงงานด้วยโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ฉะนั้น เมื่อจำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยแล้วโจทก์ก็คือจำเลยตามฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์ก็คงมีผลทำให้ไม่มีคำฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลยด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางเฉพาะในส่วนที่ให้จำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลย ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยต่อไปและมีคำพิพากษาตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ฟ้องแย้งก็คือ "คำฟ้อง" ตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในมาตรา 1(3) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นแต่จำเลยเป็นผู้ฟ้องโจทก์ในคดีที่จำเลยถูกฟ้องเท่านั้น และกฎหมายให้สิทธิแก่จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ ตามมาตรา 177 วรรคสาม แต่หากไม่ฟ้องมาในคำให้การ จำเลยก็สามารถใช้สิทธิฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหากได้ การฟ้องแย้งมาในคำให้การจึงเป็นการสะดวกต่อการพิจารณาพิพากษา ซึ่งสามารถเสร็จไปในคดีเดียวกันโดยมิต้องให้มีการรวมการพิจารณาในกรณีที่จำเลยฟ้องต่างหากอีกคดีหนึ่ง ดังนั้น จึงมีข้อพิจารณาว่า แม้จะเป็นการฟ้องแย้งเมื่อฟ้องเดิมไม่มีอยู่หรือหมดไปด้วยเหตุประการใด ๆ เช่น การถอนฟ้อง การทิ้งฟ้อง หรือศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นต้น น่าจะไม่กระทบถึงสิทธิตามฟ้องแย้งของจำเลย มิฉะนั้นแล้วในคดีที่สิทธิเรียกร้องตามฟ้องแย้งขาดอายุความ จำเลยก็จะเสียสิทธิในการฟ้องใหม่ ทั้ง ๆ ที่ได้ฟ้องแย้งภายในกำหนดอายุความแล้ว แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในเรื่องนี้ ได้พิเคราะห์ถึงเหตุที่ฟ้องเดิมไม่มีอยู่แล้ว หากยังมีตัวโจทก์อยู่ก็ดำเนินคดีตามฟ้องแย้งต่อไปได้ หากไม่มีตัวโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยตามฟ้องแย้งอยู่แล้ว ฟ้องแย้งก็ตกไป อาทิเช่น กรณีที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง โดยมีเหตุอันควร ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีฟ้องแย้งย่อมตกไป (คำพิพากษาฎีกาที่ 2223/2534) แต่ต่อมาได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 6909/2543 วินิจฉัยวางหลักในเรื่องนี้อีกว่า เมื่อจำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การ โจทก์คือจำเลยในฟ้องแย้งคดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเดิม มีผลเฉพาะคดีโจทก์ว่าไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองตกไปด้วยไม่ การที่ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้ไปยื่นใหม่จึงไม่ชอบ ตามคำพิพากษาฎีกาฉบับหลังนี้ ถือได้ว่าได้วางหลักกลับแนววินิจฉัยที่มีมาแต่เดิมทั้งนี้คงเนื่องจากตระหนักถึงความเสียเปรียบและความเสียหายที่พึงจะเกิดขึ้นแก่จำเลยในกรณีที่ฟ้องแย้งตก และให้จำเลยไปฟ้องใหม่ คดีก็อาจจะขาดอายุความดังที่ยกขึ้นเป็นตัวอย่างข้างต้นแล้ว ดังนั้น แม้จะมีการถอนฟ้องเดิมก็ยังถือว่ามีตัวโจทก์ ซึ่งเป็นจำเลยตามฟ้องแย้งอยู่ สำหรับกรณีทิ้งฟ้องเดิม ศาลฎีกาคงยืนในหลักเดิมตลอดมาแม้ต่อมาโจทก์จะทิ้งฟ้อง และศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีอันทำให้ไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปก็ตาม แต่ก็ยังมีตัวโจทก์ที่ยังคงเป็นจำเลยของฟ้องแย้งอยู่ จึงมีคู่ความครบถ้วนทั้งสองฝ่ายที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1696/2535,3460/2541) เช่นเดียวกันกับกรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ อันทำให้ไม่มีคำฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปก็ตาม แต่ก็ยังมีตัวโจทก์ที่ยังคงเป็นจำเลยของฟ้องแย้งอยู่ต่อไป ศาลก็ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลย และมีคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3172/2536) ส่วนกรณีที่ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีฟ้องเดิมและตัวโจทก์เดิมที่จะเป็นจำเลยของฟ้องแย้งอยู่ ได้แก่ คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเหตุที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ต้องห้ามตามกฎหมายเช่นเป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำ หรือกรณีอื่น ๆ ที่ยังมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาของคดี ฟ้องแย้งของจำเลยในคดีดังกล่าวย่อมตกไป อาทิเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4876/2533 เป็นกรณีโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยต้องตกไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 972/2532 เป็นกรณีฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องฟ้องแย้งของจำเลยย่อมตกไป เพราะไม่มีฟ้องเดิมและไม่มีตัวโจทก์เดิมที่จะเป็นจำเลยอยู่ต่อไป แต่มีข้อสังเกตว่า หากเป็นการพิจารณาพิพากษาในเนื้อหาตามประเด็นของคดี แม้จะยกฟ้องโจทก์ ก็ต้องพิจารณาในส่วนฟ้องแย้งด้วย หากจำเลยชนะคดีตามฟ้องแย้ง กรณีเช่นนี้เป็นการยกฟ้องโจทก์แต่ให้บังคับตามฟ้องแย้งนั่นเอง บทสรุปในเรื่องนี้ก็คือ หากเป็นกรณีโจทก์ถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้องหรือศาลสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ขาดนัดพิจารณา ถือว่ายังมีตัวโจทก์ที่เป็นจำเลยตามฟ้องแย้งอยู่ จึงดำเนินกระบวนพิจารณาตามฟ้องแย้งต่อไปได้ แต่ทั้งนี้เป็นกรณีที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น หาได้รวมถึงคดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ เพราะเมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างอุทธรณ์หรือฎีกาแล้ว ต่อมามีการถอนฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกาตามฟ้องเดิมไปคำพิพากษาศาลชั้นต้นยังคงอยู่ และศาลอุทธรณ์หรือฎีกาย่อมต้องพิจารณาและพิพากษาในส่วนที่ยังอยู่ตามฟ้องแย้งต่อไป สุวรรณ ตระการพันธุ์
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000996.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545