ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4936/2545
ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน
โจทก์
นาย สว่าง หนาดเสน กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 7, มาตรา 653
ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3
ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิได้มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็มีอำนาจยกข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246
สัญญากู้ยืมระบุว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคารโจทก์ แต่ตามประกาศกำหนดดอกเบี้ยของโจทก์ในขณะทำสัญญากู้ยืมกำหนดอัตราดอกเบี้ยเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลาร้อยละ14.50 ต่อปี ไม่มีข้อความตอนใดในประกาศดังกล่าวที่กำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยได้ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่ระบุในสัญญากู้ยืมจึงสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิจะเรียกเก็บได้ตามกฎหมาย และขัดต่อ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯมาตรา 3(ก) ข้อกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ในสัญญากู้ยืมจึงตกเป็นโมฆะ
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินโจทก์ สาขาหนองคาย จำนวน 300,000 บาทยินยอมให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวได้ตามประกาศของโจทก์ จำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 32835ตำบลบ้านเดื่อ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ต่อโจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ ครบกำหนดสัญญาแล้วจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 508,192.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี จากต้นเงิน 300,265.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 32835 พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน
จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 490,176.14 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จากต้นเงิน 300,265.02 บาท นับถัดจากวันที่ 9ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 32835 ตำบลบ้านเดื่อ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคายพร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน295,918.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2540เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีอำนาจหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 เป็นโมฆะหรือไม่ เพราะเป็นข้อที่มิได้มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นเห็นว่าปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิได้มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็มีอำนาจยกข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาวินิจฉัยในประการที่สองมีว่า อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 เป็นโมฆะหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้มีประกาศของโจทก์ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แล้วซึ่งตามประเพณีของโจทก์ต้องรวมอัตราความเสี่ยงอีกร้อยละ 2 ด้วย ฉะนั้น อัตราดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์ที่โจทก์กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมจึงเป็นการกำหนดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงแม้โจทก์กำหนดในสัญญากู้ยืมร้อยละ 19 ต่อปี แต่โจทก์ก็ไม่ได้เรียกดอกเบี้ยถึงร้อยละ 19 ต่อปี จึงไม่ขัดต่อกฎหมายและไม่เป็นโมฆะนั้น เห็นว่า สัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 ระบุว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่กู้ตามข้อ 1 ให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ (ปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 19 ต่อปี) แต่ตามประกาศของโจทก์เอกสารหมาย จ.11แผ่นที่ 42 ถึง 44 ซึ่งเป็นประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.4 โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลาร้อยละ 14.50 ต่อปี ไม่มีข้อความตอนใดในประกาศดังกล่าวที่กำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยได้ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ดังที่ระบุในสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 แต่ประการใดอัตราดอกเบี้ยที่ระบุในสัญญากู้ยืมดังกล่าวจึงสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเก็บได้ตามกฎหมายและขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3(ก) ข้อกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปีในสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 จึงตกเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช-ชูชาติ ศรีแสง-สบโชค สุขารมณ์)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้มีข้อสังเกตดังนี้ 1. กรณีเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) แล้ว ศาลไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาก็ตาม สามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้กระทั่งว่าคำวินิจฉัยนั้นจะกระทบกระเทือนหรือเป็นผลร้ายแก่ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาก็ตาม ดังจะเห็นได้ว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยร่วมกันชำระเงิน 490,176.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จากต้นเงิน 30,265.02 บาท นับถัดจากวันที่ 9 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปโจทก์เป็นฝ่ายอุทธรณ์แต่เพียงผู้เดียว โดยจำเลยมิได้อุทธรณ์ด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 4พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 295,918.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจะเห็นได้ว่าหากโจทก์ไม่อุทธรณ์จะได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมากกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย ซึ่งโจทก์ได้ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเป็นผลร้ายแก่โจทก์มากกว่าศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามีอำนาจที่จะวินิจฉัยได้ดังกล่าวข้างต้น 2. ในการเรียกดอกเบี้ยจากลูกค้า ธนาคารพาณิชย์จะต้องปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารพาณิชย์เอง ซึ่งปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14(2) และตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดหลักเกณฑ์เปลี่ยนแปลงการเรียกดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ใหม่เป็นให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกเก็บจากลูกค้าประเภทต่าง ๆได้เอง แต่ต้องส่งประกาศดังกล่าวให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อประกาศแล้วธนาคารพาณิชย์จะต้องปฏิบัติตามประกาศของตนในการเรียกเก็บดอกเบี้ยจากลูกค้าหากฝ่าฝืนธนาคารพาณิชย์จะได้รับผลกระทบ 2 ประการ คือ 2.1 ได้รับโทษทางอาญาตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505มาตรา 44 คือ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 300,000 บาท 2.2 ผลในทางปฏิบัติต่อลูกค้า กรณีที่เรียกอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศของตนทำให้ข้อกำหนดในส่วนดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ ปกติแล้วธนาคารพาณิชย์จะประกาศเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดไว้โดยกำหนดประเภทเงินกู้ไว้ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับเงินกู้ (MLR-MINIMUMLOANRATE)อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี (MOR-MINIMUMOVERDRAFT RATE) ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมมาตรฐานทั่วไป (GLR-GENERALLENDINGRATE) อัตราดอกเบี้ยเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR-MINIMUMRENTALRATE) เป็นต้นนอกจากนี้ยังกำหนดอัตราดอกเบี้ยกรณีที่ลูกค้าทั่วไปปฏิบัติผิดเงื่อนไขไว้ด้วย ซึ่งปกติจะมีอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวข้างต้น สำหรับคดีนี้ โจทก์ได้ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ใช้บังคับขณะทำสัญญาโดยคิดอัตราดอกเบี้ยเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลาร้อยละ 14.5 ต่อปี แต่โจทก์ระบุอัตราดอกเบี้ยในสัญญากู้ยืมเรียกดอกเบี้ยได้ถึงร้อยละ 19 ต่อปี จึงสูงกว่าประกาศที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกเก็บจากจำเลยได้ จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ มีผลเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3(ก) ดอกเบี้ยที่กำหนดจึงตกเป็นโมฆะ ศิริชัย วัฒนโยธิน