ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5142/2545
พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดตะกั่วป่า
โจทก์
บริษัทจุติพาณิชย์ จำกัด
ผู้ร้อง
นายสุชาติหรือหยึด นาเจริญ
จำเลย
ป.อ. มาตรา 36
ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลซึ่งการให้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งของผู้ร้อง เมื่อ ส. เช่าซื้อรถของกลางจากผู้ร้องไปแล้ว ผู้ร้องไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะนำรถของกลางไปใช้กระทำผิดเมื่อใดการที่ผู้ร้องมาขอคืนรถของกลางภายหลังเกิดเหตุ 1 ปีเศษ ไม่พอฟังว่าผู้ร้องไม่ประสงค์จะได้รถของกลางคืนแต่เป็นการขอคืนเพื่อประโยชน์ของ ส. ผู้เช่าซื้อทั้งการที่ผู้ร้องไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทั้งที่ ส. ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ 5 งวดสุดท้ายนั้น ก็น่าจะเป็นการให้โอกาสแก่ ส.ซึ่งเป็นลูกค้าชั้นดีและตามพฤติการณ์ไม่ปรากฏว่าส.รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ที่ผู้ร้องมาขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง จึงมิใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใดต้องคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง
___________________________
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72วรรคหนึ่ง, 73 ทวิ วรรคสอง และริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน พังงา กง - 111ของกลาง
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางและผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางได้ให้นายโส โคกเคียน เช่าซื้อ ระหว่างเช่าซื้อจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อประโยชน์แก่นายโส อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด การให้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งของผู้ร้อง หลังจากให้นายโสเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไปแล้ว ผู้ร้องไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดเมื่อใด การที่ผู้ร้องมาร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางในเวลาภายหลังเกิดเหตุถึง 1 ปีเศษ จึงยังไม่พอฟังว่า ผู้ร้องไม่ประสงค์จะได้รถจักรยานยนต์ของกลางคืน แต่เป็นการขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อประโยชน์แก่นายโสดังที่โจทก์อ้าง ทั้งการที่ผู้ร้องไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทั้งที่นายโสผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อตั้งแต่งวดที่ 21 ถึงงวดที่ 25 อันเป็นงวดสุดท้ายนั้น ก็น่าจะเป็นการให้โอกาสแก่นายโสซึ่งได้ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 20 แก่ผู้ร้องตลอดมาซึ่งถือเป็นลูกค้าชั้นดีและยังคงมีหนี้ค่าเช่าซื้ออยู่จำนวนเพียง 6,800 บาทเท่านั้น ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย นอกจากนั้นตามพฤติการณ์แห่งคดีก็ไม่ปรากฏว่านายโสได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย จึงไม่มีข้อส่อพิรุธว่า ผู้ร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อประโยชน์แก่นายโส อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(สมชาย พงษธา-ประสพสุข บุญเดช-จรัส พวงมณี)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คดียื่นคำร้องขอคืนของกลางที่ขึ้นสู่ศาล ส่วนมากมี 2 ประเภท คือ (1) ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ ร้องขอคืนรถยนต์ที่ผู้เช่าซื้อนำไปกระทำความผิด (2) ผู้ร้องเป็นบุคคลธรรมดา ทำสัญญาเช่าซื้อขึ้น เพื่อร้องขอคืนของกลางส่วนมากมักจะเป็นกรณีที่ทำสัญญาเช่าซื้อเพื่อช่วยเหลือขอคืนของกลาง คดีทำนองนี้ข้อเท็จจริงศาลไม่เชื่อว่าจะมีการเช่าซื้อกันจริง จึงไม่เป็นปัญหาในการวินิจฉัย คงมีปัญหาเฉพาะคดีที่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ ซึ่งประกอบธุรกิจการค้าในการให้เช่าซื้อรถยนต์ เป็นผู้ร้องขอคืนเท่านั้น ที่จะต้องวินิจฉัยตามหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,34,36 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ตามแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ในปัญหาที่ว่าผู้ให้เช่าซื้อรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่นั้น คำพิพากษาฎีกาแต่เดิมมาในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อเป็นบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจให้เช่าซื้อ คำวินิจฉัยส่วนมากเป็นไปในทางที่ว่าผู้ให้เช่าซื้อไม่รู้เห็นกับการกระทำความผิด ซึ่งเป็นไปตามทางนำสืบของผู้ร้องโดยโจทก์ไม่สามารถมีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างได้ เหตุผลที่ยกขึ้นวินิจฉัยในคำพิพากษาฎีกาพอสรุปได้เช่นกรรมสิทธิ์ในรถของกลางยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อแม้จะถูกริบในกรณีเป็นของใช้ในการกระทำความผิดผู้ให้เช่าซื้อก็ย่อมมีสิทธิร้องขอรถจักรยานคืน (คำพิพากษาฎีกา 1002/2503) ผู้ร้องกับจำเลยมีที่อยู่ห่างกันมาก ผู้ร้องย่อมไม่ทราบว่าจำเลยเอารถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อจากผู้ร้องไปกระทำความผิด (คำพิพากษาฎีกาที่ 5453/2534)(ประชุมใหญ่) แม้จำเลยจะไม่ชำระค่าเช่าซื้อหลายงวดและผู้ร้องไม่บอกเลิกสัญญาก็ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย (คำพิพากษาฎีกาที่ 3388/2535) ผู้ร้องมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ น่าเชื่อว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจ ส่วนที่สัญญาเช่าซื้อระบุว่าภายหลังเลิกสัญญาแล้ว หากผู้ร้องยอมรับเงินจากผู้เช่าซื้ออีกก็ให้ถือว่าสัญญามีผลผูกพันต่อไปนั้น ไม่ถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วย (คำพิพากษาฎีกาที่ 2234/2535) แต่ในระหว่างปี พ.ศ. 2531-2533 เพื่อให้ผลแห่งการริบของกลางที่ใช้กระทำความผิดเป็นส่วนหนึ่งของสภาพบังคับในการลงโทษ ซึ่งจะทำให้การกระทำความผิดน้อยลงทางหนึ่ง จึงมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ไม่คืนของกลางโดยยกเอาพฤติการณ์แห่งคดีมาเป็นข้อวินิจฉัยเช่นตามคำพิพากษาฎีกาที่ 2009/2531 วินิจฉัยว่า ผู้เช่าซื้อผิดสัญญาแล้วยังติดต่อผู้ร้องอยู่ ผู้ร้องมิได้บอกเลิกสัญญาหรือฟ้องเรียกเอารถของกลางคืนแต่อย่างใด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลางก็เพื่อประโยชน์ของผู้เช่าซื้อที่นำรถของกลางไปใช้กระทำความผิดเท่านั้น เข้าลักษณะที่ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดคำพิพากษาฎีกาที่ 2996/2531 วินิจฉัยว่าตามข้อสัญญาเช่าซื้อระบุว่า ในกรณีทรัพย์สินที่เช่าซื้อสูญหายหรือเสียหายไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัยก็ดี หรือเหตุอื่นใดก็ดี ไม่ว่าจะด้วยความประมาทเลินเล่อของผู้เช่าซื้อหรือไม่ก็ตาม ผู้เช่าซื้อตกลงจะใช้ราคาทรัพย์สินโดยเต็มจำนวนตามสัญญานี้แก่เจ้าของ เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่า ผู้ร้องมีเจตนาเพียงต้องการที่จะได้รับค่าเช่าซื้อตามสัญญาเท่านั้น ผู้ร้องจึงเพิกเฉยไม่บอกเลิกสัญญาและติดตามยึดรถคืนทั้ง ๆ ที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด คำพิพากษาฎีกาที่ 3373/2531 วินิจฉัยว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อ ผู้ร้องไม่เคยบอกเลิกสัญญา และมอบอำนาจให้จำเลยรับรถยนต์ของกลางคืน ทั้งบอกด้วยว่าถ้าได้รถยนต์ของกลางคืนมาแล้ว และจำเลยชำระราคาครบจะโอนกรรมสิทธิ์ให้ เป็นพฤติการณ์แสดงว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด นอกจากนี้ยังมีคำพิพากษาฎีกาที่ 2389/2533,1865/2533 ที่ถือเอาพฤติการณ์ที่ผู้ร้องไม่บอกเลิกสัญญาทั้ง ๆ ที่จำเลยผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อผู้ร้องมีเจตนาเพียงต้องการได้รับค่าเช่าซื้อเท่านั้น เป็นข้อวินิจฉัยว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ต่อมาหลังจากปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมาแนววินิจฉัยของศาลฎีกาส่วนมากจะยึดหลักที่ว่า พยานหลักฐานแห่งคดีรับฟังได้เพียงใด เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วย ผู้ร้องก็มีสิทธิขอคืนของกลาง (คำพิพากษาฎีกาที่ 868/2536) การที่ผู้ร้องบอกเลิกสัญญาทันทีหรือขอคืนก่อนศาลสั่งริบ แม้แต่การที่ผู้ร้องมอบอำนาจให้ผู้เช่าซื้อมาร้องขอคืนของกลาง ก็ยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วย(คำพิพากษาฎีกาที่ 2335/2537,1825/2540,1896/2540) คำพิพากษาฎีกาที่ตรงข้ามกับคำพิพากษาฎีกาซึ่งออกก่อนหน้าคือ คำพิพากษาฎีกาที่ 269/2537 วินิจฉัยว่าเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อที่ว่า ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกริบ ผู้เช่าซื้อยอมชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนนั้น เป็นเงื่อนไขที่กำหนดกันได้ตามกฎหมาย การที่ผู้ร้องไม่ใช้สิทธิดังกล่าว ก็ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจหรือใช้สิทธิไม่สุจริต คำพิพากษาฎีกาที่ 5198/2543 วินิจฉัยว่า พยานของผู้ร้องว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย แม้เจตนาของผู้ร้องต้องการได้รับค่าเช่าซื้อจนครบจากจำเลย หลังจากทราบว่า จำเลยได้ใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อไปกระทำความผิดแล้วยังรับชำระค่าเช่าซื้อก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด คำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยถึงพยานหลักฐานโดยตรง มีคำพิพากษาฎีกาที่ 889/2541 พยานหลักฐานโจทก์ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วย แม้ศาลสั่งริบทรัพย์สินที่เช่าซื้อแล้ว ผู้ร้องยังรับชำระค่าเช่าซื้ออีก 9 งวด ก็เป็นสิทธิที่ผู้ร้องจะกระทำได้ต่อมาเมื่อมีการผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ผู้ร้องจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอทรัพย์ที่เช่าซื้อซึ่งศาลสั่งริบไว้นั้นคืนได้ นอกจากนี้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 6487/2540 วินิจฉัยว่าแม้ผู้เช่าซื้อยังต้องชำระค่าเช่าซื้ออีกหลายแสนบาท ผู้ร้องมิได้บอกเลิกสัญญา หรือขอคืนของกลางชั้นสอบสวนก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจ และคำพิพากษาฎีกาที่ 539/2542 วินิจฉัยว่า การที่มีบุคคลเอารถจักรยานยนต์ของผู้ร้องไปกระทำความผิดผู้ร้องย่อมไม่อาจทราบได้ทั้งโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดอย่างใด ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอคืนของกลาง คำพิพากษาฎีกาได้เดินตามแนวทางในการวินิจฉัยพยานหลักฐานแห่งคดีดังกล่าวข้างต้นมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ซึ่งน่าจะเป็นการวินิจฉัยที่ถูกต้องตามหลักของการรับฟังพยานหลักฐาน โดยมิได้ยกเอาเพียงพฤติการณ์แห่งคดีมาเป็นข้อวินิจฉัย มีข้อพิจารณาต่อไปว่า ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้ยกเอาบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 มาเป็นข้อวินิจฉัยอีกทางหนึ่ง โดยที่เห็นว่าการร้องขอคืนของกลางเป็นคำขอในส่วนแพ่งซึ่งต้องกระทำโดยสุจริต คำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยว่าผู้ร้องใช้สิทธิไม่สุจริต เช่น ผู้ร้องยอมให้ผู้เช่าซื้อใช้ชื่อของผู้ร้องในการขอคืนของกลางเพื่อประโยชน์แก่ผู้เช่าซื้อเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต (คำพิพากษาฎีกาที่ 3227/2534) ผู้ร้องมิใช่ผู้ขอคืนที่แท้จริง แต่เป็นการขอคืนเพื่อประโยชน์แก่ผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต (คำพิพากษาฎีกาที่ 1528/2522) และมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าการที่ผู้ร้องต้องการเพียงค่าเช่าซื้อและการขอคืนของกลางก็เพื่อประโยชน์ของผู้เช่าซื้อเท่านั้น จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต (คำพิพากษาฎีกาที่ 4117/2532,365/2534,2586/2530,182/2537,1343/2537,4085/2539,6408/2540 และ 1635/2542) ส่วนคำพิพากษาฎีกาที่ไม่ถือว่าผู้ร้องใช้สิทธิไม่สุจริตมีคำพิพากษาฎีกาที่ 1896/2540 วินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องมอบอำนาจให้ผู้เช่าซื้อซึ่งรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยมาร้องขอคืนของกลางนั้นฟังได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต คำพิพากษาฎีกาที่ 889/2541 วินิจฉัยว่า หลังจากศาลสั่งริบรถของกลางแล้ว ผู้ร้องยังรับชำระค่าเช่าซื้ออีกเป็นสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่จำเป็นต้องบอกเลิกสัญญาและติดตามเอารถคืน ต่อเมื่อมีการผิดสัญญาเช่าซื้อแล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและยื่นคำร้องขอรถของกลางได้จะถือว่าผู้ร้องใช้สิทธิไม่สุจริตไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 269/2537 วินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องไม่ใช้สิทธิเรียกให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อจนครบตามเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อนั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยอันเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ปัญหาที่ว่า ผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ ตามปกติแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 จะบัญญัติไว้ว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดีในการชำระหนี้ก็ดี ท่านว่าบุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" ก็ตาม แต่ตามมาตรา 6 ก็บัญญัติว่า "ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" ดังนั้น ในการวินิจฉัยถึงปัญหาดังกล่าวน่าจะต้องกระทำโดยเคร่งครัด ซึ่งพฤติการณ์ที่ถือว่าไม่สุจริตนั้นน่าจะต้องมีน้ำหนักให้รับฟังได้ ตามแนววินิจฉัยของศาลฎีกาถือว่าผู้ร้องใช้สิทธิไม่สุจริตคือ (1) การที่ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว ยังมาร้องขอคืนของกลาง (2) การร้องขอคืนของกลางเพื่อประโยชน์แก่จำเลยผู้เช่าซื้อซึ่งนำเอาของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด (3) ผู้ร้องมิใช่ผู้ขอคืนที่แท้จริง แต่เป็นการขอคืนเพื่อประโยชน์แก่ผู้เช่าซื้อ ซึ่งรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลย สุวรรณ ตระการพันธุ์