คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1809/2545 ฉบับเต็ม

#46510
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1809/2545 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาง สงการณ์หรือสงกรานต์ ผิวอ่อน จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 185, มาตรา 215, มาตรา 225 พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน มาตรา 4, มาตรา 30, มาตรา 82 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และมาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า จัดหางานหมายความว่า ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างโดยจะเรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ฉะนั้น การที่จะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวได้จะต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจจัดหางาน โจทก์จึงต้องแสดงให้เห็นว่าจำเลยประกอบธุรกิจจัดหางาน หรือดำเนินการเพื่อส่งคนงานไปทำงานในต่างประเทศแต่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่าความจริงแล้วจำเลยไม่สามารถจัดหางานในต่างประเทศให้แก่ผู้เสียหายได้ เพราะจำเลยไม่เคยไปติดต่อหาสถานที่ทำงานในต่างประเทศมาก่อนเลย แสดงว่าจำเลยมิได้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือประกอบธุรกิจจัดหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 30วรรคหนึ่งและมาตรา 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2542 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2542 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันจำเลยกับพวกร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานที่ประสงค์เพื่อไปทำงานในต่างประเทศให้แก่นายจ้างในต่างประเทศ โดยจำเลยกับพวกเรียกและรับเงินค่าบริการตอบแทนการจัดหางานจากคนหางาน ทั้งนี้โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับอนุญาตให้จัดหางานจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และเมื่อระหว่างวันที่ 14 มีนาคม 2542 ถึงวันที่ 15มีนาคม 2542 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงนายบุญเลิศ สุวรรณศิลป์ ผู้เสียหายที่ 1 และนายจิรายุทธ ศรีชาติ ผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยกับพวกเป็นผู้ดำเนินการจัดหางานให้คนหางานไปทำงานยังต่างประเทศสามารถหางานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้ผู้เสียหายทั้งสองและส่งผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานยังประเทศดังกล่าวได้ ถ้าผู้เสียหายทั้งสองประสงค์จะไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้สมัครงานกับจำเลยและพวก ซึ่งความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถจัดหางานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองได้โดยแน่แท้ เพราะจำเลยกับพวกไม่เคยไปติดต่อหาสถานที่ทำงานเพื่อคนหางานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีมาก่อนเลย จำเลยกับพวกได้ปกปิดความจริงซึ่งควรต้องแจ้งแก่ผู้เสียหายทั้งสอง และโดยการหลอกลวงของจำเลยกับพวกทำให้ผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงได้สมัครงานและเสียเงินค่าบริการต่าง ๆ ค่าเดินทางตามที่จำเลยกับพวกเรียกร้องให้แก่จำเลยกับพวกไปคนละ 80,000 บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี เป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 4 ปี ฐานหลอกลวงคนหางานจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยในความผิดฐานหลอกลวงคนหางานมีกำหนด 3 ปี และปรับ 100,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานยังต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82 ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามข้อเท็จจริงจำเลยกับพวกไม่ได้ไปขอรับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง การที่จำเลยกับพวกแสดงต่อผู้เสียหายทั้งสองและบุคคลอื่นว่าจำเลยกับพวกร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานที่ประสงค์เพื่อไปทำงานในต่างประเทศให้แก่นายจ้างในต่างประเทศ ย่อมเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 และจำเลยก็ให้การรับสารภาพจึงชอบที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82 จำเลยให้การรับสารภาพโดยโจทก์จำเลยไม่สืบพยาน จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และมาตรา 4 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า จัดหางาน หมายความว่า ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างโดยจะเรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ฉะนั้น การจะเป็นผู้กระทำความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้จะต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจจัดหางาน โจทก์จึงต้องแสดงให้เห็นว่าจำเลยกับพวกกระทำการอันเป็นการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจัดหางาน เช่น ติดต่อกับผู้ว่าจ้างในต่างประเทศหรือตัวแทน หรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อส่งคนงานไปทำงานในต่างประเทศ แต่โจทก์กล่าวไว้ในคำฟ้องว่าความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถจัดหางานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองได้โดยแน่แท้ เพราะจำเลยกับพวกไม่เคยไปติดต่อหาสถานที่ทำงานเพื่อคนหางานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีมาก่อนเลย ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์แสดงว่าจำเลยกับพวกมิได้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือประกอบธุรกิจจัดหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างการกระทำของจำเลยกับพวกตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานหลอกลวงคนหางานตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์โดยโจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านว่า จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองจนเป็นที่พอใจแล้วผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจเอาความ และจำเลยเป็นหญิงไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน สมควรลงโทษสถานเบาและให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดี ที่ศาลอุทธรณ์วางโทษจำเลยก่อนลดโทษโดยให้จำคุก 3 ปี ปรับ 100,000 บาท และรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยมีกำหนด 2 ปี จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาโจทก์ข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (จรัส พวงมณี-ประสพสุข บุญเดช-สมชาย พงษธา) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
46510
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082055638"
    }
}
date
2545
deka_no
1809/2545
deka_running_no
1809
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "จรัส พวงมณี",
    "ประสพสุข บุญเดช",
    "สมชาย พงษธา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 185",
            "ม. 215",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 30",
            "ม. 82"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง สงการณ์หรือสงกรานต์ ผิวอ่อน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2542 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2542 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันจำเลยกับพวกร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานที่ประสงค์เพื่อไปทำงานในต่างประเทศให้แก่นายจ้างในต่างประเทศ โดยจำเลยกับพวกเรียกและรับเงินค่าบริการตอบแทนการจัดหางานจากคนหางาน ทั้งนี้โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับอนุญาตให้จัดหางานจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และเมื่อระหว่างวันที่ 14 มีนาคม 2542 ถึงวันที่ 15มีนาคม 2542 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงนายบุญเลิศ สุวรรณศิลป์ ผู้เสียหายที่ 1 และนายจิรายุทธ ศรีชาติ ผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยกับพวกเป็นผู้ดำเนินการจัดหางานให้คนหางานไปทำงานยังต่างประเทศสามารถหางานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้ผู้เสียหายทั้งสองและส่งผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานยังประเทศดังกล่าวได้ ถ้าผู้เสียหายทั้งสองประสงค์จะไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้สมัครงานกับจำเลยและพวก ซึ่งความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถจัดหางานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองได้โดยแน่แท้ เพราะจำเลยกับพวกไม่เคยไปติดต่อหาสถานที่ทำงานเพื่อคนหางานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีมาก่อนเลย จำเลยกับพวกได้ปกปิดความจริงซึ่งควรต้องแจ้งแก่ผู้เสียหายทั้งสอง และโดยการหลอกลวงของจำเลยกับพวกทำให้ผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงได้สมัครงานและเสียเงินค่าบริการต่าง ๆ ค่าเดินทางตามที่จำเลยกับพวกเรียกร้องให้แก่จำเลยกับพวกไปคนละ 80,000 บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี เป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 4 ปี ฐานหลอกลวงคนหางานจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยในความผิดฐานหลอกลวงคนหางานมีกำหนด 3 ปี และปรับ 100,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานยังต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82 ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามข้อเท็จจริงจำเลยกับพวกไม่ได้ไปขอรับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง การที่จำเลยกับพวกแสดงต่อผู้เสียหายทั้งสองและบุคคลอื่นว่าจำเลยกับพวกร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานที่ประสงค์เพื่อไปทำงานในต่างประเทศให้แก่นายจ้างในต่างประเทศ ย่อมเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 และจำเลยก็ให้การรับสารภาพจึงชอบที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82 จำเลยให้การรับสารภาพโดยโจทก์จำเลยไม่สืบพยาน จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และมาตรา 4 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า จัดหางาน หมายความว่า ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างโดยจะเรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ฉะนั้น การจะเป็นผู้กระทำความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้จะต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจจัดหางาน โจทก์จึงต้องแสดงให้เห็นว่าจำเลยกับพวกกระทำการอันเป็นการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจัดหางาน เช่น ติดต่อกับผู้ว่าจ้างในต่างประเทศหรือตัวแทน หรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อส่งคนงานไปทำงานในต่างประเทศ แต่โจทก์กล่าวไว้ในคำฟ้องว่าความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถจัดหางานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองได้โดยแน่แท้ เพราะจำเลยกับพวกไม่เคยไปติดต่อหาสถานที่ทำงานเพื่อคนหางานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีมาก่อนเลย ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์แสดงว่าจำเลยกับพวกมิได้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือประกอบธุรกิจจัดหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างการกระทำของจำเลยกับพวกตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานหลอกลวงคนหางานตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์โดยโจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านว่า จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองจนเป็นที่พอใจแล้วผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจเอาความ และจำเลยเป็นหญิงไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน สมควรลงโทษสถานเบาและให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดี ที่ศาลอุทธรณ์วางโทษจำเลยก่อนลดโทษโดยให้จำคุก 3 ปี ปรับ 100,000 บาท และรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยมีกำหนด 2 ปี จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาโจทก์ข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001033.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545