คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3201/2545 ฉบับเต็ม

#46520
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3201/2545 นาย แฉ่ง ดีบัว โจทก์ นาง จ๋อย ชมแผน โดยนาย เจริญ ชมแผน จำเลย ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1748, มาตรา 1750 วรรคแรก, มาตรา 1754 ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของ ผ. ภายหลังจาก ผ. ถึงแก่ความตายเป็นเวลาถึง 37 ปีเศษ จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตายหรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ซึ่งต้องห้ามไม่ให้ฟ้องคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 แต่หากโจทก์ซึ่งเป็นทายาทได้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกัน ก็ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 โจทก์จึงต้องนำสืบให้ได้ความโดยแน่ชัดว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกันและทายาทอื่นได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ทรัพย์มรดกของ ผ. ได้แบ่งปันให้แก่ ร. บ. และ ส. ทายาทของ ผ. และบุคคลทั้งสามเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดอันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคแรก ตั้งแต่ 37 ปีเศษมาแล้วจึงถือว่าการแบ่งปันมรดกเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ 37 ปีเศษดังกล่าว และนับแต่นั้นมาย่อมถือว่าบุคคลทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนไม่ใช่ครอบครองแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งมรดกอีก ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6147 ตำบลบางแม่นาง อำเภอบางใหญ่ (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี และแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้โจทก์เนื้อที่ 6 ไร่ 64 ตารางวา หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 หรือชดใช้เงิน 18,480,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 4,887,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 10 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ชำระเงิน 2,148,392.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 6147 ตำบลบางแม่นาง อำเภอบางแม่นาง (ที่ถูกอำเภอบางใหญ่) (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี ให้โจทก์เนื้อที่ 2 ไร่2 งาน 61 1/2 ตารางวา หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 10 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นายเจริญ ชมแผน ทายาทของจำเลยที่ 1ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีสำหรับจำเลยที่ 10 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1เป็นภรรยาของนายเรือง ชมแผน มีบุตร 8 คน คือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ที่ดินพิพาทเป็นของนางผิว สุขสมหรือศุขสม เจ้ามรดก ซึ่งสมรสกับนายไกรแต่ไม่มีบุตรด้วยกัน นายไกรถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก นางผิวเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน2499 ขณะเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย บิดามารดาและพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับเจ้ามรดกถึงแก่ความตายหมดทุกคนแล้ว คงเหลือแต่บุตรของพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับเจ้ามรดกรวม 4 คน ได้แก่โจทก์และนางฉิมซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันพร้อมทั้งนายเรืองและนายเสน นอกจากนี้ยังมีนางใบซึ่งเป็นบุตรของนางเชื่อมพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับเจ้ามรดก หลังจากนางผิวเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1ถึงที่ 9 ให้การรับว่า โจทก์ จำเลยที่ 1 นายเรือง นางใบ และนายเสนเข้าครอบครองทำนาที่ดินมรดกจนถึงปี 2504 โจทก์ได้ออกจากที่ดินมรดกที่ครอบครอง ครั้นวันที่ 7 ธันวาคม2504 ได้มีการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกให้นายเรือง นางใบ และนายเสนในวันเดียวกันได้มีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วน ให้นายเชื้อ ชื่นแขก นายเรืองนางใบและนายเสน โดยนายเชื้อถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของนายเรือง จำนวน6/16 ส่วน และส่วนของนางใบ จำนวน 1/2 ส่วน วันที่ 9 กรกฎาคม 2506 นางใบขายส่วนของตนให้นายบุญมา รุ่งสว่าง วันที่ 25 พฤศจิกายน 2506 นายบุญมาขายส่วนของตนให้นางผูก ดีสวัสดิ์ วันที่ 31 มีนาคม 2509 นายเชื้อขายส่วนของตนให้นายเรืองและวันที่ 21 พฤษภาคม 2518 นางผูกขายส่วนของตนให้นายเรือง ที่ดินพิพาทจึงมีเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียง 2 คน คือ นายเรืองและนายเสน ต่อมานายเสนถึงแก่ความตายนายสุรินทร์ ชมแผน ทายาทของนายเสนจึงเข้ารับมรดกเฉพาะส่วนของนายเสนและนายสุรินทร์ได้ขายเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 9 นายเรืองและจำเลยที่ 9 จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกันจนกระทั่งนายเรืองถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์2534 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ตกลงรับโอนมรดกในที่ดินพิพาท โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 รับมรดกเฉพาะส่วนของนายเรือง และให้จำเลยที่ 9 คงมีกรรมสิทธิ์ในส่วนของตนเช่นเดิมครั้นปี 2536 จำเลยที่ 10 เวนคืนที่ดินพิพาทบางส่วน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ได้รับค่าทดแทนรวมทั้งสิ้น 14,700,500 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะทายาทของนางผิวเจ้ามรดกมีสิทธิให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของตนในที่ดินพิพาทและชดใช้เงินค่าทดแทนในส่วนของตนให้แก่โจทก์หรือไม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนางผิวเจ้ามรดกภายหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลาถึง 37 ปีเศษ จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกซึ่งต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 แต่หากโจทก์ซึ่งเป็นทายาทได้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกัน ก็ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1748 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวแล้ว ดังนั้น โจทก์จึงต้องนำสืบให้ได้ความโดยแน่ชัดว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกันและทายาทอื่นได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ปรากฏว่าในปี 2504 อันเป็นปีที่มีการโอนที่ดินพิพาทนั้นเอง มีทายาทแสดงตนเข้ารับมรดกเพียง 3 คน โดยระบุชื่อไว้อย่างชัดเจนในสารบาญแก้ทะเบียนท้ายสำเนาโฉนดที่ดินได้แก่นายเรือง นางใบและนายเสน โดยไม่ปรากฏว่ามีชื่อของโจทก์หรือแม้แต่นางฉิมที่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ และเมื่อมีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนในวันเดียวกัน เอกสารดังกล่าวก็ระบุชื่อนายเชื้อ ชื่นแขก ซึ่งไม่ปรากฏว่าเป็นญาติฝ่ายใดของเจ้ามรดกเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของนายเรือง จำนวน 6/16 ส่วนแทนที่จะมีชื่อโจทก์และนางฉิมซึ่งเป็นทายาทที่เหลืออยู่ นอกจากนี้ที่ดินดังกล่าวได้มีการโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกและทายาทได้ซื้อกลับเข้ามาเป็นของตนรวมทั้งมีการจดทะเบียนจำนองหลายครั้ง จนในที่สุดได้กลับคืนมาเป็นของนายเรืองและจำเลยที่ 9ซึ่งเป็นบุตรของนายเรืองโดยโจทก์หาได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือโต้แย้งคัดค้านอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ ที่โจทก์อ้างว่าเป็นการใช้วิธีปกปิดไม่แจ้งให้โจทก์ทราบนั้นก็ยากที่จะรับฟังเพราะเป็นการโอนระหว่างญาติพี่น้องและจดทะเบียนอย่างเปิดเผยซึ่งโจทก์ควรจะรู้ได้หากเข้าใจว่าตนมีกรรมสิทธิ์และสนใจติดตามเอาคืน พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทรัพย์มรดกที่ดินของนางผิวเจ้ามรดกได้แบ่งปันให้แก่นายเรือง นางใบและนายเสนทายาทของนางผิวเจ้ามรดก และบุคคลทั้งสามดังกล่าวเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด อันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคแรก จึงถือว่าการแบ่งปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2504 และนับแต่นั้นมาย่อมถือว่านายเรือง นายเสน และนางใบครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนมิใช่ครอบครองแทนโจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งมรดกอีกไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์กล่าวอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 นั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วิชา มหาคุณ-วิชัย วิวิตเสวี-สุภิญโญ ชยารักษ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
46520
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082053590"
    }
}
date
2545
deka_no
3201/2545
deka_running_no
3201
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วิชา มหาคุณ",
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "สุภิญโญ ชยารักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1748",
            "ม. 1750 วรรคแรก",
            "ม. 1754"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย แฉ่ง ดีบัว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง จ๋อย ชมแผน โดยนาย เจริญ ชมแผน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6147 ตำบลบางแม่นาง อำเภอบางใหญ่ (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี และแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้โจทก์เนื้อที่ 6 ไร่ 64 ตารางวา หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 หรือชดใช้เงิน 18,480,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 4,887,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 10 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ชำระเงิน 2,148,392.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 6147 ตำบลบางแม่นาง อำเภอบางแม่นาง (ที่ถูกอำเภอบางใหญ่) (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี ให้โจทก์เนื้อที่ 2 ไร่2 งาน 61 1/2 ตารางวา หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 10 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นายเจริญ ชมแผน ทายาทของจำเลยที่ 1ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีสำหรับจำเลยที่ 10 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1เป็นภรรยาของนายเรือง ชมแผน มีบุตร 8 คน คือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ที่ดินพิพาทเป็นของนางผิว สุขสมหรือศุขสม เจ้ามรดก ซึ่งสมรสกับนายไกรแต่ไม่มีบุตรด้วยกัน นายไกรถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก นางผิวเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน2499 ขณะเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย บิดามารดาและพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับเจ้ามรดกถึงแก่ความตายหมดทุกคนแล้ว คงเหลือแต่บุตรของพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับเจ้ามรดกรวม 4 คน ได้แก่โจทก์และนางฉิมซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันพร้อมทั้งนายเรืองและนายเสน นอกจากนี้ยังมีนางใบซึ่งเป็นบุตรของนางเชื่อมพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับเจ้ามรดก หลังจากนางผิวเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1ถึงที่ 9 ให้การรับว่า โจทก์ จำเลยที่ 1 นายเรือง นางใบ และนายเสนเข้าครอบครองทำนาที่ดินมรดกจนถึงปี 2504 โจทก์ได้ออกจากที่ดินมรดกที่ครอบครอง ครั้นวันที่ 7 ธันวาคม2504 ได้มีการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกให้นายเรือง นางใบ และนายเสนในวันเดียวกันได้มีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วน ให้นายเชื้อ ชื่นแขก นายเรืองนางใบและนายเสน โดยนายเชื้อถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของนายเรือง จำนวน6/16 ส่วน และส่วนของนางใบ จำนวน 1/2 ส่วน วันที่ 9 กรกฎาคม 2506 นางใบขายส่วนของตนให้นายบุญมา รุ่งสว่าง วันที่ 25 พฤศจิกายน 2506 นายบุญมาขายส่วนของตนให้นางผูก ดีสวัสดิ์ วันที่ 31 มีนาคม 2509 นายเชื้อขายส่วนของตนให้นายเรืองและวันที่ 21 พฤษภาคม 2518 นางผูกขายส่วนของตนให้นายเรือง ที่ดินพิพาทจึงมีเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียง 2 คน คือ นายเรืองและนายเสน ต่อมานายเสนถึงแก่ความตายนายสุรินทร์ ชมแผน ทายาทของนายเสนจึงเข้ารับมรดกเฉพาะส่วนของนายเสนและนายสุรินทร์ได้ขายเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 9 นายเรืองและจำเลยที่ 9 จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกันจนกระทั่งนายเรืองถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์2534 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ตกลงรับโอนมรดกในที่ดินพิพาท โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 รับมรดกเฉพาะส่วนของนายเรือง และให้จำเลยที่ 9 คงมีกรรมสิทธิ์ในส่วนของตนเช่นเดิมครั้นปี 2536 จำเลยที่ 10 เวนคืนที่ดินพิพาทบางส่วน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ได้รับค่าทดแทนรวมทั้งสิ้น 14,700,500 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะทายาทของนางผิวเจ้ามรดกมีสิทธิให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของตนในที่ดินพิพาทและชดใช้เงินค่าทดแทนในส่วนของตนให้แก่โจทก์หรือไม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนางผิวเจ้ามรดกภายหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลาถึง 37 ปีเศษ จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกซึ่งต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 แต่หากโจทก์ซึ่งเป็นทายาทได้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกัน ก็ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1748 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวแล้ว ดังนั้น โจทก์จึงต้องนำสืบให้ได้ความโดยแน่ชัดว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกันและทายาทอื่นได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ปรากฏว่าในปี 2504 อันเป็นปีที่มีการโอนที่ดินพิพาทนั้นเอง มีทายาทแสดงตนเข้ารับมรดกเพียง 3 คน โดยระบุชื่อไว้อย่างชัดเจนในสารบาญแก้ทะเบียนท้ายสำเนาโฉนดที่ดินได้แก่นายเรือง นางใบและนายเสน โดยไม่ปรากฏว่ามีชื่อของโจทก์หรือแม้แต่นางฉิมที่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ และเมื่อมีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนในวันเดียวกัน เอกสารดังกล่าวก็ระบุชื่อนายเชื้อ ชื่นแขก ซึ่งไม่ปรากฏว่าเป็นญาติฝ่ายใดของเจ้ามรดกเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของนายเรือง จำนวน 6/16 ส่วนแทนที่จะมีชื่อโจทก์และนางฉิมซึ่งเป็นทายาทที่เหลืออยู่ นอกจากนี้ที่ดินดังกล่าวได้มีการโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกและทายาทได้ซื้อกลับเข้ามาเป็นของตนรวมทั้งมีการจดทะเบียนจำนองหลายครั้ง จนในที่สุดได้กลับคืนมาเป็นของนายเรืองและจำเลยที่ 9ซึ่งเป็นบุตรของนายเรืองโดยโจทก์หาได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือโต้แย้งคัดค้านอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ ที่โจทก์อ้างว่าเป็นการใช้วิธีปกปิดไม่แจ้งให้โจทก์ทราบนั้นก็ยากที่จะรับฟังเพราะเป็นการโอนระหว่างญาติพี่น้องและจดทะเบียนอย่างเปิดเผยซึ่งโจทก์ควรจะรู้ได้หากเข้าใจว่าตนมีกรรมสิทธิ์และสนใจติดตามเอาคืน พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทรัพย์มรดกที่ดินของนางผิวเจ้ามรดกได้แบ่งปันให้แก่นายเรือง นางใบและนายเสนทายาทของนางผิวเจ้ามรดก และบุคคลทั้งสามดังกล่าวเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด อันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคแรก จึงถือว่าการแบ่งปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2504 และนับแต่นั้นมาย่อมถือว่านายเรือง นายเสน และนางใบครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนมิใช่ครอบครองแทนโจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งมรดกอีกไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์กล่าวอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 นั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001015.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545