คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5218/2545 ฉบับเต็ม

#46568
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5218/2545 ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน โจทก์ นาย สำรวย บำรุงศิลป์ ผู้ร้อง นาง โสภี ทองเศรษฐี กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสอง, มาตรา 744, มาตรา 1330 ป.วิ.พ. มาตรา 288 แม้ ด. ซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตและได้โอนขายให้แก่ผู้ร้องโดยสุจริต แต่สิทธิของ ด. และผู้ร้องได้มาภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองต่อโจทก์ไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การจำนองจึงยังคงมีอยู่ไม่ระงับสิ้นไป โจทก์มีสิทธิจะบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินพิพาทของผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 และมาตรา 702 วรรคสอง การที่ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาภายหลังจากที่โจทก์ได้รับจำนองไว้แล้ว แม้จะได้มาโดยสุจริตและได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330แต่ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่เดิมเสียไป ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์280,672.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตราจองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 292 ซึ่งมีที่ตั้งและจำนวนเนื้อที่ทับกันกับที่ดินตราจองที่โจทก์นำยึด ผู้ร้องยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่ง ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์ (ที่ถูกศาลอุทธรณ์ภาค 2) มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 292 และผู้ร้องขอออกโฉนดที่ดินแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 20552 ตำบลดงตะขบ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ให้การว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์เนื่องจากคำพิพากษาคดีแพ่งที่ผู้ร้องกล่าวอ้างผูกพันเฉพาะคู่ความเท่านั้น โจทก์เป็นบุคคลภายนอกซึ่งรับจำนองที่ดินโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตก่อนที่ผู้ร้องจะได้สิทธิครอบครองและก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินเป็นของผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้องขอ ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ถอนการยึดที่ดินตามคำร้องขอ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิ 2 ฉบับคือ โฉนดตราจองเลขที่ 104 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 292จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อในโฉนดตราจองโดยได้รับโอนทางมรดกจากนายนุ่น เรืองขำ ซึ่งเป็นบิดาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2532 จำเลยที่ 1 ได้นำไปจดทะเบียนจำนองไว้ต่อโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายในวันเดียวกัน ส่วนผู้ร้องเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยซื้อจากนายดิเรก สุทธิ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 โดยนายดิเรกซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลในคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2533 ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2534 ผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุดผู้ร้องจึงไปขอออกโฉนดที่ดินแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 20552 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายดิเรกซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตและได้โอนขายให้แก่ผู้ร้องโดยสุจริต แต่สิทธิของนายดิเรกและผู้ร้องก็ได้มาภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองต่อโจทก์ไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนี้ การจำนองจึงยังคงมีอยู่ ไม่ระงับสิ้นไปโจทก์ยังคงมีสิทธิจะบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินพิพาทของผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 และมาตรา 702 วรรคสอง การที่ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาภายหลังจากที่โจทก์ได้รับจำนองไว้แล้ว แม้จะได้มาโดยสุจริตและได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 แต่ก็หาทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่เดิมเสียไปไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษาให้ถอนการยึดที่ดินพิพาทมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ-พูนศักดิ์ จงกลนี-ปัญญา สุทธิบดี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
46568
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082050400"
    }
}
date
2545
deka_no
5218/2545
deka_running_no
5218
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ",
    "พูนศักดิ์ จงกลนี",
    "ปัญญา สุทธิบดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 702 วรรคสอง",
            "ม. 744",
            "ม. 1330"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 288"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาย สำรวย บำรุงศิลป์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง โสภี ทองเศรษฐี กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์280,672.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตราจองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 292 ซึ่งมีที่ตั้งและจำนวนเนื้อที่ทับกันกับที่ดินตราจองที่โจทก์นำยึด ผู้ร้องยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่ง ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์ (ที่ถูกศาลอุทธรณ์ภาค 2) มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 292 และผู้ร้องขอออกโฉนดที่ดินแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 20552 ตำบลดงตะขบ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์เนื่องจากคำพิพากษาคดีแพ่งที่ผู้ร้องกล่าวอ้างผูกพันเฉพาะคู่ความเท่านั้น โจทก์เป็นบุคคลภายนอกซึ่งรับจำนองที่ดินโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตก่อนที่ผู้ร้องจะได้สิทธิครอบครองและก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินเป็นของผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ถอนการยึดที่ดินตามคำร้องขอ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิ 2 ฉบับคือ โฉนดตราจองเลขที่ 104 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 292จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อในโฉนดตราจองโดยได้รับโอนทางมรดกจากนายนุ่น เรืองขำ ซึ่งเป็นบิดาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2532 จำเลยที่ 1 ได้นำไปจดทะเบียนจำนองไว้ต่อโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายในวันเดียวกัน ส่วนผู้ร้องเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยซื้อจากนายดิเรก สุทธิ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 โดยนายดิเรกซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลในคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2533 ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2534 ผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุดผู้ร้องจึงไปขอออกโฉนดที่ดินแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 20552 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายดิเรกซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตและได้โอนขายให้แก่ผู้ร้องโดยสุจริต แต่สิทธิของนายดิเรกและผู้ร้องก็ได้มาภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองต่อโจทก์ไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนี้ การจำนองจึงยังคงมีอยู่ ไม่ระงับสิ้นไปโจทก์ยังคงมีสิทธิจะบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินพิพาทของผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 และมาตรา 702 วรรคสอง การที่ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาภายหลังจากที่โจทก์ได้รับจำนองไว้แล้ว แม้จะได้มาโดยสุจริตและได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 แต่ก็หาทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่เดิมเสียไปไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษาให้ถอนการยึดที่ดินพิพาทมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000988.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545