คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2545 ฉบับเต็ม

#474577
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2545 สถาบันการบินพลเรือน โจทก์ นายมานพ งามเหลือ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 406 วรรคหนึ่ง, มาตรา 419, มาตรา 1336 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง โจทก์ฟ้องว่า ม. ได้มาซึ่งค่าชดเชยเพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดย ม. ปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ อันเป็นลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นการฟ้องในฐานะเจ้าของทรัพย์สินเรียกเอาคืนทรัพย์สินจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามมาตรา 1336 โจทก์จึงต้องฟ้องคดีภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้นตามมาตรา 419 ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทราบว่าตนมีสิทธิเรียกเงินคืนตั้งแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือของกระทรวงการคลัง โดยข้อเท็จจริงในสำนวนไม่ปรากฏว่าผู้แทนนิติบุคคลของโจทก์หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนทราบเรื่องในเอกสารดังกล่าวเมื่อใดนั้น เป็นการไม่ชอบ กรณียังไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าโจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกเงินคืนเมื่อใดอันเป็นการกำหนดตั้งต้นนับอายุความ ให้ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าผู้แทนนิติบุคคลของโจทก์หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนทราบเรื่องในเอกสารดังกล่าวเมื่อใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 34,172.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 33,180 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าชดเชยที่นายมานิตย์รับไปจากโจทก์เป็นเงินที่จ่ายโดยผิดกฎหมาย นายมานิตย์ได้เงินดังกล่าวโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบจึงเป็นลาภมิควรได้ โจทก์ทราบว่ามีสิทธิเรียกค่าชดเชยคืนตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 แต่ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2543 พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ว่ามีสิทธิเรียกคืน คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องเรียกคืนค่าชดเชยจากจำเลยฐานลาภมิควรได้หรือในฐานะของทรัพย์สินติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือทรัพย์ไว้และฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับโอนนายมานิตย์ลูกจ้างประจำศูนย์ฝึกการบินพลเรือนในประเทศไทย กรมการบินพาณิชย์ มาเป็นพนักงานของโจทก์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2536 จนเกษียณอายุเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2536 โจทก์จ่ายค่าชดเชยกรณีเกษียณอายุซึ่งคำนวณโดยนับอายุงานต่อเนื่องกับอายุงานของที่ทำงานเดิมจำนวนเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 33,180 บาท ให้แก่นายมานิตย์ไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2540 การคำนวณค่าชดเชยโดยนับอายุงานต่อเนื่องดังกล่าวขัดต่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 38 ซึ่งให้ถือว่าการโอนลูกจ้างจากศูนย์ฝึกการบินพลเรือนในประเทศไทยเป็นการให้ออกจากงานเพราะทางราชการยุบตำแหน่งหรือเลิกจ้างและให้ได้รับบำเหน็จตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พนักงานที่รับโอนมาได้รับสิทธิประโยชน์จากทางราชการครบถ้วนสมบูรณ์ไปแล้ว จะนับระยะเวลาการทำงานต่อเนื่องเพื่อสิทธิประโยชน์รับค่าชดเชยหรือเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานอีกไม่ได้ การที่นายมานิตย์ได้รับค่าชดเชยจำนวน 33,180 บาท จากโจทก์เป็นการรับเงินโดยไม่สุจริต โดยรู้อยู่ว่าไม่มีสิทธิจะได้รับ เป็นการได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และทำให้โจทก์เสียเปรียบ ดังนี้ ฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องว่านายมานิตย์ได้มาซึ่งค่าชดเชยเพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยนายมานิตย์ปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางทำให้โจทก์เสียเปรียบ อันเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 406 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นการฟ้องในฐานะเจ้าของทรัพย์สินเรียกเอาคืนทรัพย์สินจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามมาตรา 1336 โจทก์จึงต้องฟ้องคดีภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้นตามมาตรา 419 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ทราบว่าตนมีสิทธิเรียกเงินคืนตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้รับหนังสือของกระทรวงการคลัง โดยข้อเท็จจริงในสำนวนไม่ปรากฏว่าผู้แทนนิติบุคคลของโจทก์หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อใดนั้นเป็นการไม่ชอบ กรณีจึงยังไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าโจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกเงินคืนเมื่อใดอันเป็นกำหนดตั้งต้นนับอายุความ พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าผู้แทนนิติบุคคลของโจทก์หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนทราบเรื่องเมื่อใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสัรรค์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.766/2544 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
474577
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสัรรค์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082058225"
    }
}
date
2545
deka_no
52/2545
deka_running_no
52
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์",
    "กมล เพียรพิทักษ์",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 406 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 419",
            "ม. 1336"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 56 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "สถาบันการบินพลเรือน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายมานพ งามเหลือ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 34,172.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 33,180 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าชดเชยที่นายมานิตย์รับไปจากโจทก์เป็นเงินที่จ่ายโดยผิดกฎหมาย นายมานิตย์ได้เงินดังกล่าวโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบจึงเป็นลาภมิควรได้ โจทก์ทราบว่ามีสิทธิเรียกค่าชดเชยคืนตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 แต่ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2543 พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ว่ามีสิทธิเรียกคืน คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องเรียกคืนค่าชดเชยจากจำเลยฐานลาภมิควรได้หรือในฐานะของทรัพย์สินติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือทรัพย์ไว้และฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับโอนนายมานิตย์ลูกจ้างประจำศูนย์ฝึกการบินพลเรือนในประเทศไทย กรมการบินพาณิชย์ มาเป็นพนักงานของโจทก์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2536 จนเกษียณอายุเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2536 โจทก์จ่ายค่าชดเชยกรณีเกษียณอายุซึ่งคำนวณโดยนับอายุงานต่อเนื่องกับอายุงานของที่ทำงานเดิมจำนวนเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 33,180 บาท ให้แก่นายมานิตย์ไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2540 การคำนวณค่าชดเชยโดยนับอายุงานต่อเนื่องดังกล่าวขัดต่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 38 ซึ่งให้ถือว่าการโอนลูกจ้างจากศูนย์ฝึกการบินพลเรือนในประเทศไทยเป็นการให้ออกจากงานเพราะทางราชการยุบตำแหน่งหรือเลิกจ้างและให้ได้รับบำเหน็จตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พนักงานที่รับโอนมาได้รับสิทธิประโยชน์จากทางราชการครบถ้วนสมบูรณ์ไปแล้ว จะนับระยะเวลาการทำงานต่อเนื่องเพื่อสิทธิประโยชน์รับค่าชดเชยหรือเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานอีกไม่ได้ การที่นายมานิตย์ได้รับค่าชดเชยจำนวน 33,180 บาท จากโจทก์เป็นการรับเงินโดยไม่สุจริต โดยรู้อยู่ว่าไม่มีสิทธิจะได้รับ เป็นการได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และทำให้โจทก์เสียเปรียบ ดังนี้ ฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องว่านายมานิตย์ได้มาซึ่งค่าชดเชยเพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยนายมานิตย์ปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางทำให้โจทก์เสียเปรียบ อันเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 406 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นการฟ้องในฐานะเจ้าของทรัพย์สินเรียกเอาคืนทรัพย์สินจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามมาตรา 1336 โจทก์จึงต้องฟ้องคดีภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้นตามมาตรา 419

ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ทราบว่าตนมีสิทธิเรียกเงินคืนตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้รับหนังสือของกระทรวงการคลัง โดยข้อเท็จจริงในสำนวนไม่ปรากฏว่าผู้แทนนิติบุคคลของโจทก์หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อใดนั้นเป็นการไม่ชอบ กรณีจึงยังไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าโจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกเงินคืนเมื่อใดอันเป็นกำหนดตั้งต้นนับอายุความ

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าผู้แทนนิติบุคคลของโจทก์หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนทราบเรื่องเมื่อใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001056.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.766/2544
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545