คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 416/2546 ฉบับเต็ม

#47807
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 416/2546 บริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด (มหาชน โจทก์ นาย สังวุทธ งามสลัก กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 145, มาตรา 1367 ป.อ. มาตรา 358, มาตรา 362 ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง ป.วิ.อ. มาตรา 46 คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาในข้อหาร่วมกันบุกรุกเข้าไปปลูกบ้านในที่ดินพิพาท และทำให้เสียทรัพย์โดยตัดฟันต้นสนของโจทก์ที่ปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าวซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง คดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงเป็นประเด็นเดียวกันว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ในการพิพากษาคดีนี้จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ดังนั้นเมื่อฟังว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ต้นสนที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน โจทก์ย่อมเป็นเจ้าของต้นสนด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกันตัดฟันต้นสนของโจทก์เสียหาย จึงต้องร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12294 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ (นายาง) จังหวัดเพชรบุรี และใช้สิทธิครอบครองที่ดินด้านทิศตะวันออกของโฉนดที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 64.8 ตารางวาโดยความสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ด้วยการปลูกต้นสนไว้เต็มพื้นที่ ต่อมาวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 และวันที่ 1 ธันวาคม 2540 จำเลยทั้งสองร่วมกันตัดฟันต้นสนที่โจทก์ปลูกไว้ดังกล่าวเสียหาย 3 ต้น เป็นเงิน 3,000 บาทและระหว่างวันเวลาดังกล่าวข้างต้นจนถึงปัจจุบันจำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านเนื้อที่ประมาณ 77.5 ตารางวา ในที่ดินป่าสวนสนที่โจทก์ครอบครองอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์อาจนำที่ดินนั้นให้เช่าหรือทำประโยชน์ได้ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 6 เดือน รวมเป็นเงิน 24,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดและออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทน 27,000 บาท และเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารพร้อมทั้งทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทด้วยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมานานกว่า 10 ปีแล้ว โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทและต้นสน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่มีรายละเอียดพอที่ให้จำเลยทั้งสองเข้าใจได้ว่าโจทก์ครอบครองในฐานะใด ต้นสนมีราคาต้นละไม่เกิน 100บาท ส่วนค่าขาดประโยชน์ในที่ดินก็ไม่เกินเดือนละ 300 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 7,500 บาท และอีกเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26มกราคม 2541) จนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 12294 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ (นายาง) จังหวัดเพชรบุรี ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 77.5 ตารางวา อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินดังกล่าวและเป็นที่ดินที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่เห็นว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นในข้อหาร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทโดยเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยโดยไม่ได้รับอนุญาต และทำให้เสียทรัพย์โดยใช้มีดตัดฟันต้นสน 3 ต้น ของโจทก์ที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2799/2540 หมายเลขแดงที่ 3565/2542 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงมาต้องกันว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงเป็นประเด็นเดียวกันว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ในการพิพากษาคดีนี้จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ศาลฎีกาไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ต้นสนที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นส่วนควบกับที่ดิน โจทก์ย่อมเป็นเจ้าของต้นสนด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (พลรัตน์ ประทุมทาน-ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์-เรวัตร อิศราภรณ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
47807
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082048013"
    }
}
date
2546
deka_no
416/2546
deka_running_no
416
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "พลรัตน์ ประทุมทาน",
    "ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์",
    "เรวัตร อิศราภรณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 145",
            "ม. 1367"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 358",
            "ม. 362"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 46"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด (มหาชน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สังวุทธ งามสลัก กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12294 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ (นายาง) จังหวัดเพชรบุรี และใช้สิทธิครอบครองที่ดินด้านทิศตะวันออกของโฉนดที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 64.8 ตารางวาโดยความสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ด้วยการปลูกต้นสนไว้เต็มพื้นที่ ต่อมาวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 และวันที่ 1 ธันวาคม 2540 จำเลยทั้งสองร่วมกันตัดฟันต้นสนที่โจทก์ปลูกไว้ดังกล่าวเสียหาย 3 ต้น เป็นเงิน 3,000 บาทและระหว่างวันเวลาดังกล่าวข้างต้นจนถึงปัจจุบันจำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านเนื้อที่ประมาณ 77.5 ตารางวา ในที่ดินป่าสวนสนที่โจทก์ครอบครองอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์อาจนำที่ดินนั้นให้เช่าหรือทำประโยชน์ได้ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 6 เดือน รวมเป็นเงิน 24,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดและออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทน 27,000 บาท และเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารพร้อมทั้งทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทด้วยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมานานกว่า 10 ปีแล้ว โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทและต้นสน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่มีรายละเอียดพอที่ให้จำเลยทั้งสองเข้าใจได้ว่าโจทก์ครอบครองในฐานะใด ต้นสนมีราคาต้นละไม่เกิน 100บาท ส่วนค่าขาดประโยชน์ในที่ดินก็ไม่เกินเดือนละ 300 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 7,500 บาท และอีกเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26มกราคม 2541) จนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 12294 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ (นายาง) จังหวัดเพชรบุรี ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 77.5 ตารางวา อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินดังกล่าวและเป็นที่ดินที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่เห็นว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นในข้อหาร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทโดยเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยโดยไม่ได้รับอนุญาต และทำให้เสียทรัพย์โดยใช้มีดตัดฟันต้นสน 3 ต้น ของโจทก์ที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2799/2540 หมายเลขแดงที่ 3565/2542 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงมาต้องกันว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงเป็นประเด็นเดียวกันว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ในการพิพากษาคดีนี้จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ศาลฎีกาไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ต้นสนที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นส่วนควบกับที่ดิน โจทก์ย่อมเป็นเจ้าของต้นสนด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000967.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546