คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 430/2546 ฉบับเต็ม

#47811
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 430/2546 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย โรแลนหรือโรแรล โกลด์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11), มาตรา 130 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 มาตรา 241 แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 241 วรรคแรก จะบัญญัติให้ผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 130 กำหนดให้เริ่มการสอบสวนโดยไม่ชักช้าจะทำการในที่ใด เวลาใด แล้วแต่จะเห็นสมควร โดยผู้ต้องหาไม่จำต้องอยู่ด้วยอันเป็นบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาให้ได้รับผลกระทบจากการเป็นผู้ต้องหาน้อยที่สุด แต่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายว่าถ้าพนักงานสอบสวนมิได้ทำการสอบสวนโดยไม่ชักช้าแล้ว การสอบสวนนั้นจะเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ ดังนั้น แม้จะปรากฏว่าพนักงานสอบสวนเพิ่งเริ่มสอบสวนเกี่ยวกับความผิดของจำเลยในข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองในระหว่างที่จำเลยต้องโทษอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรมหลังจากที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาถึง 1 ปี 3 เดือน ก็ตาม แต่เมื่อการสอบสวนคดีนี้กระทำโดยเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวน การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 ถุงน้ำหนักรวม 8.66 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมเฮโรอีนดังกล่าวเป็นของกลาง ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 6 ปี 6 เดือน ฐานมีเฮโรอีนและกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5694/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ระหว่างจำเลยรับโทษจำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 97, 102 ริบของกลางเพิ่มโทษและนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67, 102 จำคุก 8 ปี เพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง จำคุก 12 ปี นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5694/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดฐานมีเฮโรอีนและกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ถูกลงโทษจำคุก6 ปี 6 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5694/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้วันที่ 18 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุคดีนี้จำเลยอยู่ระหว่างต้องโทษในคดีดังกล่าวโดยถูกขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ได้ตรวจค้นจำเลยแล้ว แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า มีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครอง และทำบันทึกการจับกุมตามเอกสารหมาย จ.2 วันที่ 21 ตุลาคม 2539 ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมมีหนังสือถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่นแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย วันที่ 11มิถุนายน 2541 ร้อยตำรวจเอกสถิตย์ สังข์ประไพ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่นไปสอบสวนจำเลยที่เรือนจำกลางคลองเปรม ทำบันทึกการแจ้งสิทธิต่อผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา บัญชีของกลางคดีอาญา และส่งของกลางไปให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจพิสูจน์ ตามเอกสารหมาย จ.10 จ.11 จ.8 และ จ.8/1 ตามลำดับวันที่ 22 มิถุนายน 2542 ร้อยตำรวจเอกสถิตย์มอบสำนวนการสอบสวนให้พันตำรวจโทสถาพร บุนนาค สอบสวนต่อ และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2542มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พนักงานสอบสวนได้มีหนังสืออายัดตัวจำเลยเมื่อปี 2539 ถือว่าเริ่มมีการสอบสวนตั้งแต่นั้นมา การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายเห็นว่าโจทก์มีร้อยตำรวจเอกสถิตย์เบิกความในเรื่องนี้เพียงปากเดียวว่าเรือนจำกลางคลองเปรมส่งเรื่องให้พยานประมาณปี 2539 พยานจึงส่งเรื่องให้อายัดตัวจำเลยไว้ที่เรือนจำดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกสถิตย์เบิกความลอย ๆ เพียงประโยคเดียว โดยไม่ได้ระบุให้แน่นอนว่าขออายัดตัวจำเลยเมื่อไร โจทก์ไม่มีพยานเอกสารหรือพยานบุคคลปากอื่นสนับสนุนคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสถิตย์การกระทำต่าง ๆ ในการสอบสวนปรากฏว่าเพิ่งกระทำเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2541 จึงไม่น่าเชื่อว่าพนักงานสอบสวนได้มีหนังสืออายัดตัวจำเลยตั้งแต่ปี 2539 อย่างไรก็ตาม แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 241 วรรคแรก บัญญัติว่า ในคดีอาญา ผู้ต้องหาย่อมมีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็วต่อเนื่อง และเป็นธรรม และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 130 บัญญัติว่าให้เริ่มการสอบสวนโดยมิชักช้า จะทำการในที่ใดเวลาใดแล้วแต่จะเห็นสมควรโดยผู้ต้องหาไม่จำต้องอยู่ด้วย อันเป็นบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาให้ได้รับผลกระทบจากการเป็นผู้ต้องหาให้น้อยที่สุด แต่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายว่าถ้าพนักงานสอบสวนไม่ได้ทำการสอบสวนโดยมิชักช้าแล้ว การสอบสวนนั้นจะเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ ดังนั้น เมื่อการสอบสวนคดีนี้กระทำโดยเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวนจึงเป็นการสอบสวนที่ชอบที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพนักงานสอบสวนเพิ่งเริ่มสอบสวนหลังจากได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาเกือบ 2 ปี เป็นการที่ไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 130 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 241 วรรคแรก จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 และ 247 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อให้พิพากษาใหม่ตามรูปคดี (ปัญญา ถนอมรอด-สุเทพ เจตนาการณ์กุล-วรนาถ ภูมิถาวร) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ สิทธิที่จะได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีโดยรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรมตามบทบัญญัติมาตรา 241 วรรคแรก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2540 มาจากหลักการดำเนินกระบวนการยุติธรรมโดยรวดเร็ว (SpeedyTrial) ซึ่งเป็นหลักคุ้มครองความยุติธรรมในการดำเนินการดังกล่าวให้เสร็จสิ้นโดยปราศจากความล่าช้าที่ไม่มีเหตุผลเพื่อให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรม (RuleofLaw) และลดความไม่ยุติธรรมที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องสูญเสียไปในระหว่างเวลานั้น ดังนั้น บทบัญญัติในมาตรานี้จึงเป็นหลักประกันสำคัญในการปกป้องมิให้มีการคุมขังผู้ต้องหาก่อนการพิจารณาคดีที่เกินเลยหรือไม่เหมาะสม เพื่อบรรเทาความกังวลของประชาชนและสามารถตำหนิกล่าวโทษต่อรัฐหากมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น รวมทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยสามารถจัดการกับปัญหาความล่าช้าดังกล่าวได้ด้วยตัวของเขาเองด้วย ปัจจัยที่นำมาพิจารณาประกอบว่าการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีได้กระทำอย่างล่าช้าโดยปราศจากเหตุผลหรือไม่นั้น น่าจะต้องดูที่ระยะเวลาของการล่าช้า เหตุผลแห่งการล่าช้า ผู้ต้องหาหรือจำเลยยืนยันอ้างสิทธิที่จะได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็วอย่างไร หรือไม่ และความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความล่าช้า เช่น กรณีบุคคลผู้ถูกต้องขังอยู่ในเรือนจำต้องการได้รับการพิจารณาคดีโดยรวดเร็วแต่รัฐเพิกเฉยคำร้องของบุคคลนั้นโดยไม่พยายามที่จะนำคำร้องขอดังกล่าวส่งไปยังเจ้าหน้าที่เรือนจำผู้มีอำนาจ(คดี Dickeyv.Florida,398U.S.30(1970)) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์แห่งความล่าช้านั้นบางครั้งก็ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละคดีไป เพราะเหตุผลแห่งความล่าช้าย่อมแตกต่างกัน ความล่าช้าโดยจงใจในการสอบสวนหรือฟ้องคดีจะต้องถูกพิจารณาจงหนัก ในทางตรงกันข้ามการที่พยานไม่มาศาลก็เป็นเหตุผลสมควรที่ทำให้การพิจารณาคดีล่าช้าไป ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องพิเคราะห์และชั่งน้ำหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่จำเลยจากความล่าช้าดังกล่าว(คดี Barkerv.Wingo,407U.S.514,532(1972)) สำหรับคดีที่หมายเหตุนี้ จำเลยซึ่งเป็นชาวต่างประเทศต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกอยู่ในเรือนจำ 6 ปี 6 เดือน และในระหว่างที่ถูกจำคุกนี้จำเลยถูกตรวจพบว่ามีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง โดยมีการทำบันทึกการจับกุมในความผิดดังกล่าวเมื่อวันที่ 21ตุลาคม 2539 แต่ผู้บัญชาการเรือนจำมีหนังสือแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยต่อผู้กำกับการสถานีตำรวจ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2541 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากทำบันทึกการจับกุมถึง1 ปี 7 เดือนเศษ จากนั้นพนักงานสอบสวนคนแรกก็รีบดำเนินการสอบสวนและส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ จนถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2542 จึงมอบสำนวนการสอบสวนให้พนักงานสอบสวนคนที่สองดำเนินการต่อ และปรากฏว่าพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2542 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังนับจากเริ่มทำการสอบสวนครั้งแรกถึง 1 ปี3 เดือน โดยปัญหาที่ขึ้นมาให้พิจารณาในชั้นฎีกาของคดีนี้มีเพียงว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากพิจารณาในแง่ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 241วรรคแรก ที่ให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาในอันที่จะได้รับการสอบสวนอย่างรวดเร็ว ก็คงต้องพิจารณาว่าการสอบสวนที่ใช้เวลานานถึง 1 ปี 3 เดือน นั้น มีเหตุผลที่จะอ้างถึงความล่าช้าที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏ แต่ถ้าพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 130 ที่ให้เริ่มทำการสอบสวนโดยไม่ชักช้า ก็ปรากฏข้อเท็จจริงในคดีว่าหลังจากที่ทางสถานีตำรวจได้รับหนังสือแจ้งจากผู้บัญชาการเรือนจำแล้ว พนักงานสอบสวนก็เริ่มดำเนินการสอบสวน มีการแจ้งสิทธิแจ้งข้อกล่าวหา ทำบัญชีของกลางคดีอาญา รวมทั้งส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์หลักฐานตามลำดับขั้นตอน ซึ่งกรณีนี้ถือว่าได้เริ่มทำการสอบสวนแล้วจะถือว่าชักช้าไม่ได้เพียงแต่ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ช่วงระยะเวลาที่สอบสวนว่าเป็นการล่าช้า (Lengthofdelay)ไม่รวดเร็วตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้หรือไม่ เมื่อพิจารณาถึงสิทธิของผู้ต้องหาในอันที่จะได้รับการสอบสวนที่รวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรมในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญจะเห็นได้ว่ากำหนดไว้เป็นเพียงหลักการ แต่รายละเอียดแห่งขั้นตอนการดำเนินการสอบสวนที่รวดเร็วไม่ล่าช้านั้นต้องมีการตราเป็นกฎหมายลูกออกมารองรับสิทธิดังกล่าวให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มุ่งคุ้มครองสิทธิในทางอาญาของประชาชนซึ่งปัจจุบันยังไม่มี (ในประเทศสหรัฐอเมริกามี SpeedyTrialAct1974 เป็นหลักเกณฑ์ของการดำเนินการดังกล่าวอย่างไม่ชักช้า) เป็นที่น่าเสียดายว่าคำพิพากษาศาลฎีกานี้มิได้วินิจฉัยว่าการสอบสวนที่ใช้เวลานานถึง 1 ปี 3 เดือน เป็นการสอบสวนที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เหมือนเช่นที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัย อย่างไรก็ตาม การที่จะวินิจฉัยว่าการสอบสวนนั้นล่าช้าหรือไม่ ไม่เพียงแต่พิจารณาเฉพาะระยะเวลาแห่งความล่าช้าเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่มีรายละเอียดต่าง ๆ เช่น เหตุแห่งความล่าช้านั้นคืออะไร มาจากคู่ความฝ่ายไหน ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความล่าช้าจากการสอบสวนจริงหรือไม่ เพียงใด ประกอบด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไม่มีปรากฏในคดีนี้ กรณีจึงไม่อาจชี้ชัดลงไปอย่างแน่นอนว่าการสอบสวนดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 241 วรรคแรก หรือไม่ทั้งรายละเอียดแห่งประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวมาก็มิได้ยกขึ้นว่ากันมาตลอดทั้งสามศาล กรณีจึงขาดข้อเท็จจริงในการวินิจฉัย แต่การที่ศาลฎีกาให้เหตุผลว่า ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายว่าถ้าพนักงานสอบสวนไม่ได้ทำการสอบสวนโดยไม่ชักช้าแล้ว การสอบสวนนั้นจะเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ น่าจะพอคาดหมายได้ว่าศาลท่านเองก็เห็นว่าการสอบสวนนี้น่าจะเป็นเวลาที่เนิ่นนานเกินความเหมาะสมไป ส่วนที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อการสอบสวนคดีนี้ทำโดยเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวนจึงเป็นการสอบสวนที่ชอบนั้น เป็นการตอบคำถามให้โจทก์ตามที่โจทก์ฎีกาขึ้นมาเท่านั้น ทั้งข้อเท็จจริงก็ฟังเป็นยุติแล้วว่ามีพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนถึงสองคน ปัญหาที่น่าพิจารณาต่อไปมีว่า หากจำเลยคิดว่าหลักประกันสิทธิที่จะได้รับการสอบสวนโดยรวดเร็วของเขาถูกกระทบ เขาจะดำเนินการอย่างไรในเมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทางแก้ปัญหาทางหนึ่งก็คือ เมื่อจำเลยเห็นว่าการที่พนักงานสอบสวนละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ในการสอบสวนล่าช้าทำให้ตนเสียหาย จำเลยสามารถดำเนินการฟ้องร้องยังศาลปกครองได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) (เทียบเคียงตามนัยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 106/2544) โดยต้องยื่นฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี ซึ่งจำเลยจะต้องแสดงให้ศาลปกครองเห็นว่าจากการล่าช้าของการสอบสวนดังกล่าวตนได้รับเสียหายอย่างไรด้วย จิตฤดี วีระเวสส์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
47811
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082047906"
    }
}
date
2546
deka_no
430/2546
deka_running_no
430
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญา ถนอมรอด",
    "สุเทพ เจตนาการณ์กุล",
    "วรนาถ ภูมิถาวร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (11)",
            "ม. 130"
        ]
    },
    {
        "law_name": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475",
        "law_abbr": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475",
        "sections": [
            "ม. 241"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย โรแลนหรือโรแรล โกลด์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 ถุงน้ำหนักรวม 8.66 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมเฮโรอีนดังกล่าวเป็นของกลาง ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 6 ปี 6 เดือน ฐานมีเฮโรอีนและกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5694/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ระหว่างจำเลยรับโทษจำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 97, 102 ริบของกลางเพิ่มโทษและนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67, 102 จำคุก 8 ปี เพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง จำคุก 12 ปี นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5694/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดฐานมีเฮโรอีนและกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ถูกลงโทษจำคุก6 ปี 6 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5694/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้วันที่ 18 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุคดีนี้จำเลยอยู่ระหว่างต้องโทษในคดีดังกล่าวโดยถูกขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ได้ตรวจค้นจำเลยแล้ว แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า มีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครอง และทำบันทึกการจับกุมตามเอกสารหมาย จ.2 วันที่ 21 ตุลาคม 2539 ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมมีหนังสือถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่นแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย วันที่ 11มิถุนายน 2541 ร้อยตำรวจเอกสถิตย์ สังข์ประไพ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่นไปสอบสวนจำเลยที่เรือนจำกลางคลองเปรม ทำบันทึกการแจ้งสิทธิต่อผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา บัญชีของกลางคดีอาญา และส่งของกลางไปให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจพิสูจน์ ตามเอกสารหมาย จ.10 จ.11 จ.8 และ จ.8/1 ตามลำดับวันที่ 22 มิถุนายน 2542 ร้อยตำรวจเอกสถิตย์มอบสำนวนการสอบสวนให้พันตำรวจโทสถาพร บุนนาค สอบสวนต่อ และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2542มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พนักงานสอบสวนได้มีหนังสืออายัดตัวจำเลยเมื่อปี 2539 ถือว่าเริ่มมีการสอบสวนตั้งแต่นั้นมา การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายเห็นว่าโจทก์มีร้อยตำรวจเอกสถิตย์เบิกความในเรื่องนี้เพียงปากเดียวว่าเรือนจำกลางคลองเปรมส่งเรื่องให้พยานประมาณปี 2539 พยานจึงส่งเรื่องให้อายัดตัวจำเลยไว้ที่เรือนจำดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกสถิตย์เบิกความลอย ๆ เพียงประโยคเดียว โดยไม่ได้ระบุให้แน่นอนว่าขออายัดตัวจำเลยเมื่อไร โจทก์ไม่มีพยานเอกสารหรือพยานบุคคลปากอื่นสนับสนุนคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสถิตย์การกระทำต่าง ๆ ในการสอบสวนปรากฏว่าเพิ่งกระทำเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2541 จึงไม่น่าเชื่อว่าพนักงานสอบสวนได้มีหนังสืออายัดตัวจำเลยตั้งแต่ปี 2539 อย่างไรก็ตาม แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 241 วรรคแรก บัญญัติว่า ในคดีอาญา ผู้ต้องหาย่อมมีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็วต่อเนื่อง และเป็นธรรม และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 130 บัญญัติว่าให้เริ่มการสอบสวนโดยมิชักช้า จะทำการในที่ใดเวลาใดแล้วแต่จะเห็นสมควรโดยผู้ต้องหาไม่จำต้องอยู่ด้วย อันเป็นบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาให้ได้รับผลกระทบจากการเป็นผู้ต้องหาให้น้อยที่สุด แต่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายว่าถ้าพนักงานสอบสวนไม่ได้ทำการสอบสวนโดยมิชักช้าแล้ว การสอบสวนนั้นจะเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ ดังนั้น เมื่อการสอบสวนคดีนี้กระทำโดยเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวนจึงเป็นการสอบสวนที่ชอบที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพนักงานสอบสวนเพิ่งเริ่มสอบสวนหลังจากได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาเกือบ 2 ปี เป็นการที่ไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 130 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 241 วรรคแรก จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 และ 247 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อให้พิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
สิทธิที่จะได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีโดยรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรมตามบทบัญญัติมาตรา 241 วรรคแรก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2540 มาจากหลักการดำเนินกระบวนการยุติธรรมโดยรวดเร็ว (SpeedyTrial) ซึ่งเป็นหลักคุ้มครองความยุติธรรมในการดำเนินการดังกล่าวให้เสร็จสิ้นโดยปราศจากความล่าช้าที่ไม่มีเหตุผลเพื่อให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรม (RuleofLaw) และลดความไม่ยุติธรรมที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องสูญเสียไปในระหว่างเวลานั้น ดังนั้น บทบัญญัติในมาตรานี้จึงเป็นหลักประกันสำคัญในการปกป้องมิให้มีการคุมขังผู้ต้องหาก่อนการพิจารณาคดีที่เกินเลยหรือไม่เหมาะสม เพื่อบรรเทาความกังวลของประชาชนและสามารถตำหนิกล่าวโทษต่อรัฐหากมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น รวมทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยสามารถจัดการกับปัญหาความล่าช้าดังกล่าวได้ด้วยตัวของเขาเองด้วย ปัจจัยที่นำมาพิจารณาประกอบว่าการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีได้กระทำอย่างล่าช้าโดยปราศจากเหตุผลหรือไม่นั้น น่าจะต้องดูที่ระยะเวลาของการล่าช้า เหตุผลแห่งการล่าช้า ผู้ต้องหาหรือจำเลยยืนยันอ้างสิทธิที่จะได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็วอย่างไร หรือไม่ และความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความล่าช้า เช่น กรณีบุคคลผู้ถูกต้องขังอยู่ในเรือนจำต้องการได้รับการพิจารณาคดีโดยรวดเร็วแต่รัฐเพิกเฉยคำร้องของบุคคลนั้นโดยไม่พยายามที่จะนำคำร้องขอดังกล่าวส่งไปยังเจ้าหน้าที่เรือนจำผู้มีอำนาจ(คดี Dickeyv.Florida,398U.S.30(1970)) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์แห่งความล่าช้านั้นบางครั้งก็ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละคดีไป เพราะเหตุผลแห่งความล่าช้าย่อมแตกต่างกัน ความล่าช้าโดยจงใจในการสอบสวนหรือฟ้องคดีจะต้องถูกพิจารณาจงหนัก ในทางตรงกันข้ามการที่พยานไม่มาศาลก็เป็นเหตุผลสมควรที่ทำให้การพิจารณาคดีล่าช้าไป ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องพิเคราะห์และชั่งน้ำหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่จำเลยจากความล่าช้าดังกล่าว(คดี Barkerv.Wingo,407U.S.514,532(1972)) สำหรับคดีที่หมายเหตุนี้ จำเลยซึ่งเป็นชาวต่างประเทศต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกอยู่ในเรือนจำ 6 ปี 6 เดือน และในระหว่างที่ถูกจำคุกนี้จำเลยถูกตรวจพบว่ามีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง โดยมีการทำบันทึกการจับกุมในความผิดดังกล่าวเมื่อวันที่ 21ตุลาคม 2539 แต่ผู้บัญชาการเรือนจำมีหนังสือแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยต่อผู้กำกับการสถานีตำรวจ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2541 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากทำบันทึกการจับกุมถึง1 ปี 7 เดือนเศษ จากนั้นพนักงานสอบสวนคนแรกก็รีบดำเนินการสอบสวนและส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ จนถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2542 จึงมอบสำนวนการสอบสวนให้พนักงานสอบสวนคนที่สองดำเนินการต่อ และปรากฏว่าพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2542 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังนับจากเริ่มทำการสอบสวนครั้งแรกถึง 1 ปี3 เดือน โดยปัญหาที่ขึ้นมาให้พิจารณาในชั้นฎีกาของคดีนี้มีเพียงว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากพิจารณาในแง่ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 241วรรคแรก ที่ให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาในอันที่จะได้รับการสอบสวนอย่างรวดเร็ว ก็คงต้องพิจารณาว่าการสอบสวนที่ใช้เวลานานถึง 1 ปี 3 เดือน นั้น มีเหตุผลที่จะอ้างถึงความล่าช้าที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏ แต่ถ้าพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 130 ที่ให้เริ่มทำการสอบสวนโดยไม่ชักช้า ก็ปรากฏข้อเท็จจริงในคดีว่าหลังจากที่ทางสถานีตำรวจได้รับหนังสือแจ้งจากผู้บัญชาการเรือนจำแล้ว พนักงานสอบสวนก็เริ่มดำเนินการสอบสวน มีการแจ้งสิทธิแจ้งข้อกล่าวหา ทำบัญชีของกลางคดีอาญา รวมทั้งส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์หลักฐานตามลำดับขั้นตอน ซึ่งกรณีนี้ถือว่าได้เริ่มทำการสอบสวนแล้วจะถือว่าชักช้าไม่ได้เพียงแต่ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ช่วงระยะเวลาที่สอบสวนว่าเป็นการล่าช้า (Lengthofdelay)ไม่รวดเร็วตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้หรือไม่ เมื่อพิจารณาถึงสิทธิของผู้ต้องหาในอันที่จะได้รับการสอบสวนที่รวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรมในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญจะเห็นได้ว่ากำหนดไว้เป็นเพียงหลักการ แต่รายละเอียดแห่งขั้นตอนการดำเนินการสอบสวนที่รวดเร็วไม่ล่าช้านั้นต้องมีการตราเป็นกฎหมายลูกออกมารองรับสิทธิดังกล่าวให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มุ่งคุ้มครองสิทธิในทางอาญาของประชาชนซึ่งปัจจุบันยังไม่มี (ในประเทศสหรัฐอเมริกามี SpeedyTrialAct1974 เป็นหลักเกณฑ์ของการดำเนินการดังกล่าวอย่างไม่ชักช้า) เป็นที่น่าเสียดายว่าคำพิพากษาศาลฎีกานี้มิได้วินิจฉัยว่าการสอบสวนที่ใช้เวลานานถึง 1 ปี 3 เดือน เป็นการสอบสวนที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เหมือนเช่นที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัย อย่างไรก็ตาม การที่จะวินิจฉัยว่าการสอบสวนนั้นล่าช้าหรือไม่ ไม่เพียงแต่พิจารณาเฉพาะระยะเวลาแห่งความล่าช้าเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่มีรายละเอียดต่าง ๆ เช่น เหตุแห่งความล่าช้านั้นคืออะไร มาจากคู่ความฝ่ายไหน ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความล่าช้าจากการสอบสวนจริงหรือไม่ เพียงใด ประกอบด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไม่มีปรากฏในคดีนี้ กรณีจึงไม่อาจชี้ชัดลงไปอย่างแน่นอนว่าการสอบสวนดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 241 วรรคแรก หรือไม่ทั้งรายละเอียดแห่งประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวมาก็มิได้ยกขึ้นว่ากันมาตลอดทั้งสามศาล กรณีจึงขาดข้อเท็จจริงในการวินิจฉัย แต่การที่ศาลฎีกาให้เหตุผลว่า ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายว่าถ้าพนักงานสอบสวนไม่ได้ทำการสอบสวนโดยไม่ชักช้าแล้ว การสอบสวนนั้นจะเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ น่าจะพอคาดหมายได้ว่าศาลท่านเองก็เห็นว่าการสอบสวนนี้น่าจะเป็นเวลาที่เนิ่นนานเกินความเหมาะสมไป ส่วนที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อการสอบสวนคดีนี้ทำโดยเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวนจึงเป็นการสอบสวนที่ชอบนั้น เป็นการตอบคำถามให้โจทก์ตามที่โจทก์ฎีกาขึ้นมาเท่านั้น ทั้งข้อเท็จจริงก็ฟังเป็นยุติแล้วว่ามีพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนถึงสองคน ปัญหาที่น่าพิจารณาต่อไปมีว่า หากจำเลยคิดว่าหลักประกันสิทธิที่จะได้รับการสอบสวนโดยรวดเร็วของเขาถูกกระทบ เขาจะดำเนินการอย่างไรในเมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทางแก้ปัญหาทางหนึ่งก็คือ เมื่อจำเลยเห็นว่าการที่พนักงานสอบสวนละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ในการสอบสวนล่าช้าทำให้ตนเสียหาย จำเลยสามารถดำเนินการฟ้องร้องยังศาลปกครองได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) (เทียบเคียงตามนัยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 106/2544) โดยต้องยื่นฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี ซึ่งจำเลยจะต้องแสดงให้ศาลปกครองเห็นว่าจากการล่าช้าของการสอบสวนดังกล่าวตนได้รับเสียหายอย่างไรด้วย จิตฤดี วีระเวสส์
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000966.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546