คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7208/2545 ฉบับเต็ม

#48260
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7208/2545 บริษัท เอ็ม.ที.ลิซซิ่ง จำกัด โจทก์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 148 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26, มาตรา 31, มาตรา 53 การกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่ในกรณีที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148(3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 เป็นอำนาจของศาลที่มีอยู่ทั่วไปในอันที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใดที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะและไม่อยู่ในบังคับแห่งบทกฎหมายว่าด้วยอายุความ หรือการย่นหรือขยายระยะเวลาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 26 การนำคำฟ้องมายื่นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148(3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 หมายถึงการนำคำฟ้องในมูลกรณีเดียวกับคดีเดิมที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ และโจทก์มีสิทธิฟ้องบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งดังที่โจทก์ฟ้องได้โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นการฟ้องเฉพาะคู่ความเดิมกรณีไม่อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 53 ดังนั้น โจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นพนักงานตรวจแรงงานผู้ออกคำสั่งดังกล่าวโดยตรงเป็นจำเลยเข้ามาในคดีนี้ด้วยได้ แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิม ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2540 โจทก์ว่าจ้างนายสุรพล พวงมาลัย เป็นลูกจ้าง โดยให้นับอายุงานต่อจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาธนกิจ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2539 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 ครั้งสุดท้ายให้ทำหน้าที่หัวหน้าแผนกเร่งรัดหนี้สิน อัตราค่าจ้างเดือนละ 18,040 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 500 บาท ชำระค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2542 โจทก์มีคำสั่งเลิกจ้างนายสุรพลด้วยสาเหตุทุจริตต่อหน้าที่โดยร่วมกับนายสมชาย เปลี่ยนไทย กับพวกฉ้อโกงหรือยักยอกเงินค่างวดเช่าซื้อ และบกพร่องประมาทเลินเล่อต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2542 นายสุรพลได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานเขตพื้นที่ปทุมวันสังกัดกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 2 ได้สอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งที่ 37/2542 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 ว่า การกระทำของนายสุรพลไม่ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ไม่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และไม่บกพร่องต่อหน้าที่หรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ และสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย 111,240 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 35,844 บาท และค่าจ้างสำหรับหยุดพักผ่อนประจำปี 1,854 บาท ให้แก่นายสุรพล โจทก์ได้รับคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน2542 แต่โจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งที่ 37/2542 ของจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางตรวจคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คงรับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ให้การว่า คำสั่งของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากนำคดีขึ้นสู่ศาลพ้นกำหนด 30 วัน ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 แม้ศาลแรงงานกลางจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 17480/2542 หมายเลขแดงที่ 3111/2543 ของศาลแรงงานกลาง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นฟ้องเข้ามาใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาก็ตาม เพราะกำหนดระยะเวลา 30 วันดังกล่าวไม่อาจย่นหรือขยายได้เนื่องจากไม่ใช่เรื่องอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ก็ไม่ใช่จำเลยในคดีดังกล่าว คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ 37/2542 ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ส่วนปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต้องฟ้องภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 กำหนดเวลา 30 วันดังกล่าวไม่ใช่อายุความหรือระยะเวลาเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522หรือระยะเวลาตามที่ศาลแรงงานกำหนด จึงไม่อาจย่นหรือขยายได้ และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3111/2543 ของศาลแรงงานกลาง ซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานั้น โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยเพียงลำพัง ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความ และศาลแรงงานกลางไม่ได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย คำพิพากษาในคดีดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 โจทก์จะถือประโยชน์จากระยะเวลาที่ศาลกำหนดให้โจทก์ฟ้องใหม่ในคดีนั้นมาฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยในคดีนี้ด้วยไม่ได้ โจทก์ยังต้องฟ้องจำเลยที่ 2 ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งตามกำหนดเดิม เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้เกินกำหนดดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า การกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่ในกรณีที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148(3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 เป็นอำนาจของศาลที่มีอยู่ทั่วไปในอันที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใดที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะและไม่อยู่ในบังคับแห่งบทกฎหมายว่าด้วยอายุความ หรือการย่นหรือขยายระยะเวลาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 26 และในกรณีนี้ การนำฟ้องมายื่นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148(3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 นั้น หมายถึง การนำคำฟ้องในมูลกรณีเดียวกับคดีเดิม ได้แก่ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3111/2543 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 37/2542 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 และโจทก์มีสิทธิฟ้องบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งดังกล่าวเป็นจำเลยได้โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นการฟ้องเฉพาะคู่ความเดิม ไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 53 ดังนั้น โจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นพนักงานตรวจแรงงานผู้ออกคำสั่งดังกล่าวโดยตรงเป็นจำเลยเข้ามาในคดีนี้ด้วยได้ แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิมก็ตาม เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่ภายในระยะเวลาที่ศาลแรงงานกลางกำหนด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (จรัส พวงมณี-พันธาวุธ ปาณิกบุตร-หัสดี ไกรทองสุก) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
48260
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082048577"
    }
}
date
2545
deka_no
7208/2545
deka_running_no
7208
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "จรัส พวงมณี",
    "พันธาวุธ ปาณิกบุตร",
    "หัสดี ไกรทองสุก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 125"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 26",
            "ม. 31",
            "ม. 53"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท เอ็ม.ที.ลิซซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2540 โจทก์ว่าจ้างนายสุรพล พวงมาลัย เป็นลูกจ้าง โดยให้นับอายุงานต่อจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาธนกิจ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2539 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 ครั้งสุดท้ายให้ทำหน้าที่หัวหน้าแผนกเร่งรัดหนี้สิน อัตราค่าจ้างเดือนละ 18,040 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 500 บาท ชำระค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2542 โจทก์มีคำสั่งเลิกจ้างนายสุรพลด้วยสาเหตุทุจริตต่อหน้าที่โดยร่วมกับนายสมชาย เปลี่ยนไทย กับพวกฉ้อโกงหรือยักยอกเงินค่างวดเช่าซื้อ และบกพร่องประมาทเลินเล่อต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2542 นายสุรพลได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานเขตพื้นที่ปทุมวันสังกัดกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 2 ได้สอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งที่ 37/2542 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 ว่า การกระทำของนายสุรพลไม่ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ไม่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และไม่บกพร่องต่อหน้าที่หรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ และสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย 111,240 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 35,844 บาท และค่าจ้างสำหรับหยุดพักผ่อนประจำปี 1,854 บาท ให้แก่นายสุรพล โจทก์ได้รับคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน2542 แต่โจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งที่ 37/2542 ของจำเลยที่ 2

ศาลแรงงานกลางตรวจคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คงรับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ให้การว่า คำสั่งของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากนำคดีขึ้นสู่ศาลพ้นกำหนด 30 วัน ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 แม้ศาลแรงงานกลางจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 17480/2542 หมายเลขแดงที่ 3111/2543 ของศาลแรงงานกลาง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นฟ้องเข้ามาใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาก็ตาม เพราะกำหนดระยะเวลา 30 วันดังกล่าวไม่อาจย่นหรือขยายได้เนื่องจากไม่ใช่เรื่องอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ก็ไม่ใช่จำเลยในคดีดังกล่าว คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ 37/2542 ของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ส่วนปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต้องฟ้องภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 กำหนดเวลา 30 วันดังกล่าวไม่ใช่อายุความหรือระยะเวลาเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522หรือระยะเวลาตามที่ศาลแรงงานกำหนด จึงไม่อาจย่นหรือขยายได้ และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3111/2543 ของศาลแรงงานกลาง ซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานั้น โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยเพียงลำพัง ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความ และศาลแรงงานกลางไม่ได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย คำพิพากษาในคดีดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 โจทก์จะถือประโยชน์จากระยะเวลาที่ศาลกำหนดให้โจทก์ฟ้องใหม่ในคดีนั้นมาฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยในคดีนี้ด้วยไม่ได้ โจทก์ยังต้องฟ้องจำเลยที่ 2 ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งตามกำหนดเดิม เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้เกินกำหนดดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า การกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่ในกรณีที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148(3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 เป็นอำนาจของศาลที่มีอยู่ทั่วไปในอันที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใดที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะและไม่อยู่ในบังคับแห่งบทกฎหมายว่าด้วยอายุความ หรือการย่นหรือขยายระยะเวลาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 26 และในกรณีนี้ การนำฟ้องมายื่นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148(3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 นั้น หมายถึง การนำคำฟ้องในมูลกรณีเดียวกับคดีเดิม ได้แก่ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3111/2543 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 37/2542 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 และโจทก์มีสิทธิฟ้องบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งดังกล่าวเป็นจำเลยได้โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นการฟ้องเฉพาะคู่ความเดิม ไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 53 ดังนั้น โจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นพนักงานตรวจแรงงานผู้ออกคำสั่งดังกล่าวโดยตรงเป็นจำเลยเข้ามาในคดีนี้ด้วยได้ แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิมก็ตาม เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่ภายในระยะเวลาที่ศาลแรงงานกลางกำหนด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000972.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545