คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 27/2546 ฉบับเต็ม

#48264
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 27/2546 นาย อนุวัฒน์ ตั้งสถิตชัย กับพวก โจทก์ นาย สมศักดิ์ เอกวิทโยภาส จำเลย ป.อ. มาตรา 56 ป.วิ.พ. มาตรา 60 ป.รัษฎากร มาตรา 118 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 มาตรา 4 ประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดอากรแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะคดีแพ่งเท่านั้น มิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาด้วยการที่โจทก์ทั้งสี่ทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องจำเลยในคดีอาญานี้จึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์แต่อย่างใด จึงรับฟังหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ มูลหนี้ตามเช็คพิพาทสืบเนื่องมาจากการซื้อขายที่ดิน ซึ่งถึงกำหนดชำระในปี 2540โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยปี 2541 ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่ให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระมาไม่น้อยกว่า 2 ปี แต่จำเลยชำระให้เพียง 25,000 บาท และระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยชำระอีกเพียง 5,000 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลหนี้ตามเช็ค400,000 บาท กับระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเลื่อนคดีเพื่อให้จำเลยผ่อนชำระนับว่าเป็นจำนวนน้อยมาก แสดงว่าจำเลยมิได้ขวนขวายเต็มความสามารถ ทั้งไม่ได้แสดงความตั้งใจจะหาช่องทางชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ___________________________ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่มอบอำนาจให้นายเลิศชัย นามวิชัยศิริกุล ฟ้องคดีแทนจำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขานครราชสีมา ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2540จำนวนเงิน 400,000 บาท ชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ให้โจทก์ทั้งสี่ เมื่อถึงกำหนดวันที่ลงในเช็ค โจทก์ทั้งสี่เรียกเก็บเงินธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2540 ให้เหตุผลว่าบัญชีปิดแล้วโจทก์ทั้งสี่ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะมิให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือในขณะออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้หรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็ค หรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนเงินเหลือไม่พอให้ใช้เงินตามเช็คได้ หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คโดยทุจริต ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ลงโทษจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือนพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามเช็คพิพาทจำนวน 400,000 บาท เมื่อพิจารณาถึงจำนวนเงินที่จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เพียง 25,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อย จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน ปรับ8,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือนปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นตามคำแก้ฎีกาจำเลยว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ทั้งสี่ให้ฟ้องคดีอาญาต้องปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดอากรแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะคดีแพ่งเท่านั้นมิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาด้วย การที่โจทก์ทั้งสี่ทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องจำเลยในคดีนี้ จึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์แต่ประการใด ดังนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ จึงรับฟังหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานในคดีอาญานี้ได้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่ามีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาทสืบเนื่องมาจากการซื้อขายที่ดิน หนี้ตามเช็คถึงกำหนดชำระเมื่อปี 2540 โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยในคดีนี้เมื่อปี 2541 ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่ได้ให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระหนี้มาตลอดไม่น้อยกว่า 2 ปี จำเลยได้ชำระหนี้ตามเช็คให้โจทก์ทั้งสี่เพียง 25,000บาท และระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยวางเงินชำระหนี้ตามเช็คให้โจทก์ทั้งสี่อีกเพียงจำนวน 5,000 บาท เมื่อเทียบมูลหนี้ตามเช็ค 400,000 บาท กับระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเลื่อนคดีเพื่อให้จำเลยผ่อนชำระหนี้แล้วนับว่าเป็นจำนวนน้อย แสดงว่าจำเลยมิได้ขวนขวายเต็มความสามารถประกอบกับจำเลยไม่ได้แสดงความตั้งใจจะหาช่องทางชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ให้เสร็จสิ้นโดยรวดเร็วและมีกำหนดเวลาที่แน่นอนในภายภาคหน้าแต่ประการใด พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษ ไม่ลงโทษปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ-ชวลิต ยอดเณร-ประเสริฐ เขียนนิลศิริ) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
48264
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082048468"
    }
}
date
2546
deka_no
27/2546
deka_running_no
27
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ",
    "ชวลิต ยอดเณร",
    "ประเสริฐ เขียนนิลศิริ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 56"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 60"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 118"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย อนุวัฒน์ ตั้งสถิตชัย กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สมศักดิ์ เอกวิทโยภาส"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่มอบอำนาจให้นายเลิศชัย นามวิชัยศิริกุล ฟ้องคดีแทนจำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขานครราชสีมา ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2540จำนวนเงิน 400,000 บาท ชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ให้โจทก์ทั้งสี่ เมื่อถึงกำหนดวันที่ลงในเช็ค โจทก์ทั้งสี่เรียกเก็บเงินธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2540 ให้เหตุผลว่าบัญชีปิดแล้วโจทก์ทั้งสี่ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะมิให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือในขณะออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้หรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็ค หรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนเงินเหลือไม่พอให้ใช้เงินตามเช็คได้ หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คโดยทุจริต ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ลงโทษจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือนพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามเช็คพิพาทจำนวน 400,000 บาท เมื่อพิจารณาถึงจำนวนเงินที่จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เพียง 25,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อย จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน ปรับ8,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือนปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นตามคำแก้ฎีกาจำเลยว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ทั้งสี่ให้ฟ้องคดีอาญาต้องปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดอากรแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะคดีแพ่งเท่านั้นมิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาด้วย การที่โจทก์ทั้งสี่ทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องจำเลยในคดีนี้ จึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์แต่ประการใด ดังนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ จึงรับฟังหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานในคดีอาญานี้ได้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่ามีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาทสืบเนื่องมาจากการซื้อขายที่ดิน หนี้ตามเช็คถึงกำหนดชำระเมื่อปี 2540 โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยในคดีนี้เมื่อปี 2541 ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่ได้ให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระหนี้มาตลอดไม่น้อยกว่า 2 ปี จำเลยได้ชำระหนี้ตามเช็คให้โจทก์ทั้งสี่เพียง 25,000บาท และระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยวางเงินชำระหนี้ตามเช็คให้โจทก์ทั้งสี่อีกเพียงจำนวน 5,000 บาท เมื่อเทียบมูลหนี้ตามเช็ค 400,000 บาท กับระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเลื่อนคดีเพื่อให้จำเลยผ่อนชำระหนี้แล้วนับว่าเป็นจำนวนน้อย แสดงว่าจำเลยมิได้ขวนขวายเต็มความสามารถประกอบกับจำเลยไม่ได้แสดงความตั้งใจจะหาช่องทางชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ให้เสร็จสิ้นโดยรวดเร็วและมีกำหนดเวลาที่แน่นอนในภายภาคหน้าแต่ประการใด พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษ ไม่ลงโทษปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000971.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546