คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 131/2546 ฉบับเต็ม

#48275
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 131/2546 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดไชยา โจทก์ นาย เกรียงไกร นุชภู่ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 1 (6), มาตรา 83, มาตรา 337 ป.วิ.อ. มาตรา 227 วันเกิดเหตุขณะผู้เสียหายกำลังจัดของอยู่กลางร้าน จำเลยทั้งสี่เข้ามาในร้านผู้เสียหายถามว่ามาซื้ออะไร จำเลยที่ 1 บอกว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมาดูแลความเรียบร้อยในร้าน ต้องการเงิน 5,000 บาท เป็นค่าดูแล ผู้เสียหายรู้สึกไม่ปลอดภัยจึงเดินไปหลังร้านโทรศัพท์ไปที่สถานีตำรวจแต่ไม่ติด เมื่อเดินออกมาหน้าร้านก็เห็นจำเลยทั้งสี่เดินขึ้นรถยนต์กระบะไป จะเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและพูดขอเงินเป็นค่าดูแลร้านเท่านั้น ซึ่งผู้เสียหายจะให้หรือไม่ก็ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามแต่อย่างใด และจำเลยทั้งสี่ไม่ได้รอเอาเงินจากผู้เสียหายตามที่พูด คำพูดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพและทรัพย์สินของผู้เสียหาย ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันข่มขืนใจนายอัครพลวรพงศ์พัฒน์ ผู้เสียหาย เพื่อให้ยอมให้หรือยอมจะให้เงิน 5,000 บาท แก่จำเลยทั้งสี่และขู่เข็ญว่าถ้าไม่ให้เงินจะไม่รับรองความปลอดภัย พร้อมได้ตรวจค้นร้านค้าของผู้เสียหายอันเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ และชื่อเสียงของผู้เสียหายจนผู้เสียหายยอมจะให้เงินแก่จำเลยทั้งสี่ตามที่ข่มขืนใจ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมรถยนต์หมายเลขทะเบียน ผ - 5271 สุราษฎร์ธานี และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิไม่มีทะเบียนที่ใช้เป็นยานพาหนะหลบหนี และจับกุมจำเลยที่ 4 พร้อมรถยนต์อีซูซุไม่มีทะเบียนเป็นของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2ในคดีหมายเลขแดงที่ 556/2542 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2539 ในคดีหมายเลขแดงที่ 684/2539 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337,83 นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 556/2542 ของศาลชั้นต้น และบวกโทษที่รอไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 684/2539ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อและขอให้บวกโทษ จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี บวกโทษจำคุก 1 เดือนของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 684/2539 ของศาลชั้นต้น เข้ากับคดีนี้รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 1 เดือน และนับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 556/2542 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสี่เข้าไปในร้านอาหารวังกุ้งของนายอัครพลวรพงศ์พัฒน์ ผู้เสียหาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลา 17.30 นาฬิกาขณะที่ผู้เสียหายกำลังจัดของอยู่บริเวณกลางร้าน มีจำเลยทั้งสี่เข้ามาในร้าน ผู้เสียหายถามว่าต้องการซื้ออะไร จำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะพูดว่า เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ มาดูแลความเรียบร้อยในร้าน ต้องการเงิน 5,000 บาท เพื่อเป็นค่าดูแลความเรียบร้อยในร้านผู้เสียหายกลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยจึงเดินไปที่หลังร้านซึ่งเป็นครัว และบอกนางวิลัยรัตน์ วัฒนศิริ ภรรยาว่า เจ้าพนักงานตำรวจมาขอเงิน 5,000 บาท เป็นค่าดูแลความเรียบร้อยในร้าน แล้วผู้เสียหายโทรศัพท์ไปสถานีตำรวจ แต่ไม่ติด จึงได้เดินออกมาหน้าร้าน เห็นจำเลยทั้งสี่เดินไปขึ้นรถยนต์กระบะซึ่งจอดอยู่ข้างร้านผู้เสียหาย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 เพียงอ้างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและพูดขอเงินเป็นค่าดูแลความเรียบร้อยในร้านเท่านั้น ซึ่งผู้เสียหายจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามแต่อย่างใด แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายตอบทนายความจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้พูดขู่ว่า หากไม่ให้เงินแล้วจะทำอะไรผู้เสียหาย ประกอบกับเมื่อผู้เสียหายออกมาจากหลังร้านจำเลยทั้งสี่ก็ไม่ได้รอเอาเงินจากผู้เสียหายตามที่พูดแต่อย่างใด ทั้งยังพากันเดินออกจากร้านผู้เสียหายอีกด้วย ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 พูดแต่เพียงว่า เป็นเจ้าพนักงานตำรวจมาดูแลความเรียบร้อยในร้าน ต้องการเงิน 5,000 บาท เพื่อเป็นค่าดูแลความเรียบร้อยในร้านนั้นยังถือไม่ได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพและทรัพย์สินของผู้เสียหายหรือภรรยาผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสี่ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ทวีวัฒน์ แดงทองดี-พินิจ เพชรรุ่ง-โนรี จันทร์ทร) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
48275
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082048352"
    }
}
date
2546
deka_no
131/2546
deka_running_no
131
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี",
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "โนรี จันทร์ทร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (6)",
            "ม. 83",
            "ม. 337"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 227"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดไชยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย เกรียงไกร นุชภู่ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันข่มขืนใจนายอัครพลวรพงศ์พัฒน์ ผู้เสียหาย เพื่อให้ยอมให้หรือยอมจะให้เงิน 5,000 บาท แก่จำเลยทั้งสี่และขู่เข็ญว่าถ้าไม่ให้เงินจะไม่รับรองความปลอดภัย พร้อมได้ตรวจค้นร้านค้าของผู้เสียหายอันเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ และชื่อเสียงของผู้เสียหายจนผู้เสียหายยอมจะให้เงินแก่จำเลยทั้งสี่ตามที่ข่มขืนใจ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมรถยนต์หมายเลขทะเบียน ผ - 5271 สุราษฎร์ธานี และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิไม่มีทะเบียนที่ใช้เป็นยานพาหนะหลบหนี และจับกุมจำเลยที่ 4 พร้อมรถยนต์อีซูซุไม่มีทะเบียนเป็นของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2ในคดีหมายเลขแดงที่ 556/2542 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2539 ในคดีหมายเลขแดงที่ 684/2539 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337,83 นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 556/2542 ของศาลชั้นต้น และบวกโทษที่รอไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 684/2539ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อและขอให้บวกโทษ จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี บวกโทษจำคุก 1 เดือนของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 684/2539 ของศาลชั้นต้น เข้ากับคดีนี้รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 1 เดือน และนับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 556/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสี่เข้าไปในร้านอาหารวังกุ้งของนายอัครพลวรพงศ์พัฒน์ ผู้เสียหาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลา 17.30 นาฬิกาขณะที่ผู้เสียหายกำลังจัดของอยู่บริเวณกลางร้าน มีจำเลยทั้งสี่เข้ามาในร้าน ผู้เสียหายถามว่าต้องการซื้ออะไร จำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะพูดว่า เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ มาดูแลความเรียบร้อยในร้าน ต้องการเงิน 5,000 บาท เพื่อเป็นค่าดูแลความเรียบร้อยในร้านผู้เสียหายกลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยจึงเดินไปที่หลังร้านซึ่งเป็นครัว และบอกนางวิลัยรัตน์ วัฒนศิริ ภรรยาว่า เจ้าพนักงานตำรวจมาขอเงิน 5,000 บาท เป็นค่าดูแลความเรียบร้อยในร้าน แล้วผู้เสียหายโทรศัพท์ไปสถานีตำรวจ แต่ไม่ติด จึงได้เดินออกมาหน้าร้าน เห็นจำเลยทั้งสี่เดินไปขึ้นรถยนต์กระบะซึ่งจอดอยู่ข้างร้านผู้เสียหาย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 เพียงอ้างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและพูดขอเงินเป็นค่าดูแลความเรียบร้อยในร้านเท่านั้น ซึ่งผู้เสียหายจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามแต่อย่างใด แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายตอบทนายความจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้พูดขู่ว่า หากไม่ให้เงินแล้วจะทำอะไรผู้เสียหาย ประกอบกับเมื่อผู้เสียหายออกมาจากหลังร้านจำเลยทั้งสี่ก็ไม่ได้รอเอาเงินจากผู้เสียหายตามที่พูดแต่อย่างใด ทั้งยังพากันเดินออกจากร้านผู้เสียหายอีกด้วย ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 พูดแต่เพียงว่า เป็นเจ้าพนักงานตำรวจมาดูแลความเรียบร้อยในร้าน ต้องการเงิน 5,000 บาท เพื่อเป็นค่าดูแลความเรียบร้อยในร้านนั้นยังถือไม่ได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพและทรัพย์สินของผู้เสียหายหรือภรรยาผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสี่ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000970.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546