คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2546 ฉบับเต็ม

#48292
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2546 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นาง กรองกาญจน์ ถิ่นอ่อน กับพวก โจทก์ นาย วงค์พีระ วิญญรัตน์ จำเลย ป.อ. มาตรา 276, มาตรา 285, มาตรา 318 ป.วิ.อ. มาตรา 39, มาตรา 126 คำว่า ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ต้องตีความโดยเคร่งครัด ซึ่งความหมายของข้อความที่ว่าศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลนั้นมิได้หมายถึงเฉพาะผู้ที่มีความสัมพันธ์ในฐานะครูหรืออาจารย์ ซึ่งมีหน้าที่สอนศิษย์เท่านั้นแต่ครูหรืออาจารย์นั้นต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์และกระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติต่อศิษย์ในระหว่างมีหน้าที่ดังกล่าวด้วย จำเลยเป็นเพียงครูหรืออาจารย์สอนกวดวิชาตามที่มีผู้ไปสมัครเรียนตามความสมัครใจ และเมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 สมัครเรียนชำระค่าสมัครแล้วจะไปเรียนหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับความสนใจที่จะใฝ่หาความรู้ แสดงว่า จำเลยไม่มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลปกป้องรักษาโจทก์ร่วมที่ 2 ตลอดระยะเวลาที่ทำการสอน ดังนั้น แม้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ก็มิใช่กระทำต่อศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยอันจะเป็นผลให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นเมื่อการกระทำของจำเลยไม่ต้องด้วยกรณีที่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 285 หากเป็นเพียงความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรก และมิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 281 โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลชั้นต้นแม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งคำร้องดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นพออนุมานได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองถอนคำร้องทุกข์แล้ว จึงมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) จำเลยมีความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 จึงหลอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าจะพาไปสมัครแข่งขันวาดภาพโดยให้โจทก์ร่วมที่ 2 ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับไป แต่จำเลยกลับขับรถจักรยานยนต์พาโจทก์ร่วมที่ 2 เข้าโรงแรมม่านรูดแล้วข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 การกระทำของจำเลยเป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาเพื่อการอนาจาร โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วย จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2542 เวลากลางวันจำเลยพรากนางสาวพิชามญชุ์ แสงโพธิ์ อายุ 17 ปีเศษ ผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากนางกรองกาญจน์ ถิ่นอ่อนผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร หลังจากนั้นจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นหญิงซึ่งมิใช่ภริยาตนทั้งยังเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำ ใช้มือบีบคอจนผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้จนสำเร็จความใคร่ 2 ครั้ง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 285, 318 เดิมจำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธฟ้องโจทก์ เป็นขอให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ระหว่างพิจารณานางกรองกาญจน์ ถิ่นอ่อน และนางสาวพิชามญชุ์ แสงโพธิ์ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกนางกรองกาญจน์ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกนางสาวพิชามญชุ์ว่าโจทก์ร่วมที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 285, 318 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 10 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเราศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ทั้งได้บรรเทาผลร้ายแห่งความผิดโดยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ร่วมทั้งสองจนเป็นที่พอใจ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 10 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ร่วมที่ 1 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 17 ปีเศษ พักอาศัยและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ร่วมที่ 1 และกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนปริ๊นซ์รอยัล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2542 โจทก์ร่วมที่ 1 พาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปสมัครเรียนพิเศษที่สถาบันกวดวิชาอาร์ตแอนด์ครอว์สตูดิโอ ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของสถาบันและอาจารย์ผู้สอน โดยเรียนทุกวัน เลิกเรียนเวลา 20 นาฬิกา โจทก์ร่วมที่ 1 จะเป็นผู้ไปส่งและรับกลับ ในระหว่างวันที่ 20 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2542 มีงานประกวดแข่งขันวาดภาพ จำเลยบอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าการแข่งขันวาดภาพดังกล่าวมีความสำคัญมากหากชนะจะมีโอกาสสอบเข้าคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ จำเลยต้องการให้ลูกศิษย์ของจำเลยไปสมัครแข่งขันวาดภาพ ครั้นวันเกิดเหตุคือวันที่ 24 เมษายน 2542โจทก์ร่วมที่ 1 ไปส่งโจทก์ร่วมที่ 2 เรียนที่สถาบันของจำเลยตามปกติ เวลาประมาณเที่ยงวันจำเลยบอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าจะพาไปสมัครประกวดวาดภาพ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยไป ระหว่างทางจำเลยพาโจทก์ร่วมที่ 2 เข้าโรงแรมเดอะเกรทซึ่งเป็นโรงแรมม่านรูดแล้วข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 โดยใช้กำลังประทุษร้าย ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเดิมจำเลยให้การรับสารภาพแต่ต่อมาให้การปฏิเสธ ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองจำนวน 100,000 บาท โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าในข้อหาความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจะถือว่าเป็นการกระทำแก่ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลอันจะทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ เห็นว่า แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย คำว่า ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ต้องตีความโดยเคร่งครัดซึ่งความหมายของข้อความที่ว่าศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลนั้นมิได้หมายถึงเฉพาะผู้ที่มีความสัมพันธ์ในฐานะครูหรืออาจารย์ ซึ่งมีหน้าที่สอนศิษย์เท่านั้น แต่ครูหรืออาจารย์นั้นต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์และกระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติต่อศิษย์ในระหว่างมีหน้าที่ดังกล่าวด้วย คดีนี้ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยเป็นเพียงครูหรืออาจารย์ในการสอนกวดวิชาตามที่มีผู้ไปสมัครเรียนตามความสมัครใจ และเมื่อผู้สมัครเรียนชำระค่าสมัครแล้วจะไปเรียนหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับความสนใจที่จะใฝ่หาความรู้ อีกทั้งไม่ได้ความว่าสถาบันของจำเลยมีระเบียบหรือข้อบังคับเคร่งครัดอย่างใด แสดงว่า จำเลยไม่มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์ตลอดระยะเวลาที่ทำการสอนดังนั้นแม้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยก็มิใช่กระทำต่อศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยอันจะเป็นผลให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้น เมื่อการกระทำของจำเลยไม่ต้องด้วยกรณีที่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 หากเป็นเพียงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก และมิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัลไม่เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลชั้นต้นลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งคำร้องดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 13กรกฎาคม 2544 พออนุมานได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองถอนคำร้องทุกข์แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์จึงมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(2) ชอบที่ศาลล่างทั้งสองจะต้องจำหน่ายคดีเฉพาะในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ ปัญหาข้อนี้เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันโดยจำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา โดยโจทก์ร่วมที่ 2 นั้นไม่เต็มใจไปด้วยและข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำใช้มือบีบคอจนโจทก์ร่วมที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จนสำเร็จความใคร่ฟ้องของโจทก์จึงเป็นกรณีที่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกประการย่อมหมายความว่า จำเลยรับว่าได้กระทำความผิดทั้งสองกรรมซึ่งเป็นความผิดต่างฐานกัน สำหรับความผิดฐานพรากผู้เยาว์นั้น เห็นว่าจำเลยมีความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 จึงหลอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าจะพาไปสมัครแข่งขันวาดภาพโดยให้โจทก์ร่วมที่ 2 ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับไป แต่จำเลยกลับขับรถจักรยานยนต์พาโจทก์ร่วมที่ 2 เข้าโรงแรมม่านรูดแล้วข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ไม่ยอมไปส่งโจทก์ร่วมที่ 2 สมัครแข่งขันวาดภาพกลับพาเข้าโรงแรมเช่นนั้น เป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา เพื่อการอนาจาร โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วย จึงเป็นความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ซึ่งผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปีและไม่เป็นความผิดอันยอมความได้ ข้อที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยนับว่าเป็นภัยต่อนักเรียนและสุจริตชนทั่วไป โดยเฉพาะสร้างความเสียใจแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ผู้เป็นมารดาไปตลอดชีวิต การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษและลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขกำหนดโทษดังกล่าวให้เบาลงอีก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 (วรนาถ ภูมิถาวร-ปัญญา ถนอมรอด-สุเทพ เจตนาการณ์กุล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 และมาตรา 124 จะต้องให้พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายไว้ ส่วนการถอนคำร้องทุกข์นั้นผู้ร้องทุกข์อาจขอถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการหรือศาลก็ได้ โดยไม่ต้องมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนคำร้องทุกข์ (ดูมาตรา 126 และคำพิพากษาฎีกาที่ 1505/2542) เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงเป็นอันระงับไปตามมาตรา 39(2) ทันที คดีนี้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาล ศาลจึงไม่ต้องมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคำร้องดังกล่าวจึงน่าจะชอบแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามมาตรา 39(2) ศาลต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความด้วยคดีจึงจะเสร็จไปจากศาลและเกิดผลเป็นคุณแก่จำเลย ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
48292
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082048009"
    }
}
date
2546
deka_no
421/2546
deka_running_no
421
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "วรนาถ ภูมิถาวร",
    "ปัญญา ถนอมรอด",
    "สุเทพ เจตนาการณ์กุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 276",
            "ม. 285",
            "ม. 318"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39",
            "ม. 126"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "โจทก์ร่วม"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง กรองกาญจน์ ถิ่นอ่อน กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย วงค์พีระ วิญญรัตน์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2542 เวลากลางวันจำเลยพรากนางสาวพิชามญชุ์ แสงโพธิ์ อายุ 17 ปีเศษ ผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากนางกรองกาญจน์ ถิ่นอ่อนผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร หลังจากนั้นจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นหญิงซึ่งมิใช่ภริยาตนทั้งยังเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำ ใช้มือบีบคอจนผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้จนสำเร็จความใคร่ 2 ครั้ง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 285, 318

เดิมจำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธฟ้องโจทก์ เป็นขอให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ

ระหว่างพิจารณานางกรองกาญจน์ ถิ่นอ่อน และนางสาวพิชามญชุ์ แสงโพธิ์ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกนางกรองกาญจน์ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกนางสาวพิชามญชุ์ว่าโจทก์ร่วมที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 285, 318 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 10 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเราศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ทั้งได้บรรเทาผลร้ายแห่งความผิดโดยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ร่วมทั้งสองจนเป็นที่พอใจ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ร่วมที่ 1 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 17 ปีเศษ พักอาศัยและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ร่วมที่ 1 และกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนปริ๊นซ์รอยัล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2542 โจทก์ร่วมที่ 1 พาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปสมัครเรียนพิเศษที่สถาบันกวดวิชาอาร์ตแอนด์ครอว์สตูดิโอ ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของสถาบันและอาจารย์ผู้สอน โดยเรียนทุกวัน เลิกเรียนเวลา 20 นาฬิกา โจทก์ร่วมที่ 1 จะเป็นผู้ไปส่งและรับกลับ ในระหว่างวันที่ 20 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2542 มีงานประกวดแข่งขันวาดภาพ จำเลยบอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าการแข่งขันวาดภาพดังกล่าวมีความสำคัญมากหากชนะจะมีโอกาสสอบเข้าคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ จำเลยต้องการให้ลูกศิษย์ของจำเลยไปสมัครแข่งขันวาดภาพ ครั้นวันเกิดเหตุคือวันที่ 24 เมษายน 2542โจทก์ร่วมที่ 1 ไปส่งโจทก์ร่วมที่ 2 เรียนที่สถาบันของจำเลยตามปกติ เวลาประมาณเที่ยงวันจำเลยบอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าจะพาไปสมัครประกวดวาดภาพ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยไป ระหว่างทางจำเลยพาโจทก์ร่วมที่ 2 เข้าโรงแรมเดอะเกรทซึ่งเป็นโรงแรมม่านรูดแล้วข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 โดยใช้กำลังประทุษร้าย ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเดิมจำเลยให้การรับสารภาพแต่ต่อมาให้การปฏิเสธ ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองจำนวน 100,000 บาท โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าในข้อหาความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจะถือว่าเป็นการกระทำแก่ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลอันจะทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ เห็นว่า แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย คำว่า ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ต้องตีความโดยเคร่งครัดซึ่งความหมายของข้อความที่ว่าศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลนั้นมิได้หมายถึงเฉพาะผู้ที่มีความสัมพันธ์ในฐานะครูหรืออาจารย์ ซึ่งมีหน้าที่สอนศิษย์เท่านั้น แต่ครูหรืออาจารย์นั้นต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์และกระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติต่อศิษย์ในระหว่างมีหน้าที่ดังกล่าวด้วย คดีนี้ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยเป็นเพียงครูหรืออาจารย์ในการสอนกวดวิชาตามที่มีผู้ไปสมัครเรียนตามความสมัครใจ และเมื่อผู้สมัครเรียนชำระค่าสมัครแล้วจะไปเรียนหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับความสนใจที่จะใฝ่หาความรู้ อีกทั้งไม่ได้ความว่าสถาบันของจำเลยมีระเบียบหรือข้อบังคับเคร่งครัดอย่างใด แสดงว่า จำเลยไม่มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์ตลอดระยะเวลาที่ทำการสอนดังนั้นแม้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยก็มิใช่กระทำต่อศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยอันจะเป็นผลให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้น เมื่อการกระทำของจำเลยไม่ต้องด้วยกรณีที่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 หากเป็นเพียงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก และมิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัลไม่เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลชั้นต้นลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งคำร้องดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 13กรกฎาคม 2544 พออนุมานได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองถอนคำร้องทุกข์แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์จึงมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(2) ชอบที่ศาลล่างทั้งสองจะต้องจำหน่ายคดีเฉพาะในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ ปัญหาข้อนี้เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันโดยจำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา โดยโจทก์ร่วมที่ 2 นั้นไม่เต็มใจไปด้วยและข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำใช้มือบีบคอจนโจทก์ร่วมที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จนสำเร็จความใคร่ฟ้องของโจทก์จึงเป็นกรณีที่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกประการย่อมหมายความว่า จำเลยรับว่าได้กระทำความผิดทั้งสองกรรมซึ่งเป็นความผิดต่างฐานกัน สำหรับความผิดฐานพรากผู้เยาว์นั้น เห็นว่าจำเลยมีความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 จึงหลอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าจะพาไปสมัครแข่งขันวาดภาพโดยให้โจทก์ร่วมที่ 2 ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับไป แต่จำเลยกลับขับรถจักรยานยนต์พาโจทก์ร่วมที่ 2 เข้าโรงแรมม่านรูดแล้วข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ไม่ยอมไปส่งโจทก์ร่วมที่ 2 สมัครแข่งขันวาดภาพกลับพาเข้าโรงแรมเช่นนั้น เป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา เพื่อการอนาจาร โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วย จึงเป็นความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ซึ่งผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปีและไม่เป็นความผิดอันยอมความได้ ข้อที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยนับว่าเป็นภัยต่อนักเรียนและสุจริตชนทั่วไป โดยเฉพาะสร้างความเสียใจแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ผู้เป็นมารดาไปตลอดชีวิต การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษและลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขกำหนดโทษดังกล่าวให้เบาลงอีก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 และมาตรา 124 จะต้องให้พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายไว้ ส่วนการถอนคำร้องทุกข์นั้นผู้ร้องทุกข์อาจขอถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการหรือศาลก็ได้ โดยไม่ต้องมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนคำร้องทุกข์ (ดูมาตรา 126 และคำพิพากษาฎีกาที่ 1505/2542) เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงเป็นอันระงับไปตามมาตรา 39(2) ทันที คดีนี้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาล ศาลจึงไม่ต้องมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคำร้องดังกล่าวจึงน่าจะชอบแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามมาตรา 39(2) ศาลต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความด้วยคดีจึงจะเสร็จไปจากศาลและเกิดผลเป็นคุณแก่จำเลย ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000967.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546