คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 671/2546 ฉบับเต็ม

#48296
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 671/2546 นาย เทอม ศรีบัว โจทก์ นาง ทองมี เชยชมศรี จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1367, มาตรา 1377 โจทก์ครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. อันเป็นที่ดินพิพาทมาก่อนทำสัญญาซื้อขายจากจำเลย แต่เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายโดยไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 จำเลยก็กลับเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา แสดงว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาซื้อขาย การครอบครองของโจทก์ดังกล่าวเป็นการครอบครองแทนจำเลย จำเลยจึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ทำสัญญาซื้อที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3404 ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งานจากจำเลยในราคา 20,000 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญาจำนวน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระให้เสร็จสิ้นในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 การซื้อขายครั้งนี้เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์โดยสละการครอบครองและโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผย เจตนายึดถือเพื่อตนอย่างเป็นเจ้าของมาเป็นเวลาปีเศษแล้ว ต่อมาประมาณเดือนพฤษภาคม 2541 จำเลยห้ามโจทก์และบริวารไม่ให้เข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท และนำความแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาท การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยไปทำการโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ทางทะเบียนหากจำเลยไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทให้โจทก์โดยในวันทำสัญญาโจทก์วางเงินมัดจำค่าที่ดินพิพาทให้จำเลยก่อน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจะนำมาจ่ายให้ในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 แต่เมื่อถึงกำหนดโจทก์ไม่นำเงินมาชำระ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงริบมัดจำ จำเลยไม่เคยสละสิทธิครอบครองและไม่เคยส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ โดยยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 3404 เลขที่ดิน 74 ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยตกลงขายที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3404 ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้โจทก์ในราคา 20,000 บาท ชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญาจำนวน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระเงินในวันที่ 10 มิถุนายน 2540และโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนทำสัญญาซื้อขาย เมื่อตกลงทำสัญญาซื้อขายแล้วจำเลยก็ส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยได้กลับเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่าโจทก์เป็นผู้ผิดสัญญาซื้อที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ได้ชำระเงินค่าซื้อที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยครบถ้วนตามสัญญาแล้ว โดยไม่ได้ทำหลักฐานกันไว้ เพียงแต่อ้างว่ามีพยานบุคคลรู้เห็น แต่โจทก์มิได้นำพยานบุคคลที่รู้เห็นมานำสืบ ส่วนจำเลยอ้างตนเองนางสุนา ยุระตาและนายสวัสดิ์ วงศ์เจริญ เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ยังไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือภายในกำหนดตามสัญญา หลังจากครบกำหนดตามสัญญาแล้วโจทก์จึงมาขอชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือแต่จำเลยไม่ยินยอมเห็นว่า พยานจำเลยโดยเฉพาะนายสวัสดิ์เป็นผู้ใหญ่บ้านในตำบลซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่เบิกความได้น่าเชื่อถือ ส่วนพยานโจทก์เบิกความลอย ๆ และโจทก์ไม่ได้นำพยานที่รู้เห็นการชำระเงินค่าที่ดินมาเบิกความ พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือน้อยกว่าพยานจำเลย รูปคดีน่าเชื่อว่าโจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าที่ดินที่ค้างอยู่โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า แม้โจทก์จะเคยครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3404 อันเป็นที่ดินพิพาทมาก่อน แต่เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท โดยไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 จำเลยก็กลับเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา แสดงว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท การครอบครองของโจทก์ดังกล่าวเป็นการครอบครองแทนจำเลย จำเลยจึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์นั้น ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (มงคล ทับเที่ยง-สุรพล เจียมจูไร-วิศณุ เลื่อมสำราญ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
48296
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082047455"
    }
}
date
2546
deka_no
671/2546
deka_running_no
671
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "มงคล ทับเที่ยง",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "วิศณุ เลื่อมสำราญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1367",
            "ม. 1377"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย เทอม ศรีบัว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ทองมี เชยชมศรี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ทำสัญญาซื้อที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3404 ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งานจากจำเลยในราคา 20,000 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญาจำนวน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระให้เสร็จสิ้นในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 การซื้อขายครั้งนี้เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์โดยสละการครอบครองและโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผย เจตนายึดถือเพื่อตนอย่างเป็นเจ้าของมาเป็นเวลาปีเศษแล้ว ต่อมาประมาณเดือนพฤษภาคม 2541 จำเลยห้ามโจทก์และบริวารไม่ให้เข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท และนำความแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาท การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยไปทำการโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ทางทะเบียนหากจำเลยไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทให้โจทก์โดยในวันทำสัญญาโจทก์วางเงินมัดจำค่าที่ดินพิพาทให้จำเลยก่อน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจะนำมาจ่ายให้ในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 แต่เมื่อถึงกำหนดโจทก์ไม่นำเงินมาชำระ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงริบมัดจำ จำเลยไม่เคยสละสิทธิครอบครองและไม่เคยส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ โดยยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 3404 เลขที่ดิน 74 ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยตกลงขายที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3404 ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้โจทก์ในราคา 20,000 บาท ชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญาจำนวน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระเงินในวันที่ 10 มิถุนายน 2540และโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนทำสัญญาซื้อขาย เมื่อตกลงทำสัญญาซื้อขายแล้วจำเลยก็ส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยได้กลับเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่าโจทก์เป็นผู้ผิดสัญญาซื้อที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ได้ชำระเงินค่าซื้อที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยครบถ้วนตามสัญญาแล้ว โดยไม่ได้ทำหลักฐานกันไว้ เพียงแต่อ้างว่ามีพยานบุคคลรู้เห็น แต่โจทก์มิได้นำพยานบุคคลที่รู้เห็นมานำสืบ ส่วนจำเลยอ้างตนเองนางสุนา ยุระตาและนายสวัสดิ์ วงศ์เจริญ เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ยังไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือภายในกำหนดตามสัญญา หลังจากครบกำหนดตามสัญญาแล้วโจทก์จึงมาขอชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือแต่จำเลยไม่ยินยอมเห็นว่า พยานจำเลยโดยเฉพาะนายสวัสดิ์เป็นผู้ใหญ่บ้านในตำบลซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่เบิกความได้น่าเชื่อถือ ส่วนพยานโจทก์เบิกความลอย ๆ และโจทก์ไม่ได้นำพยานที่รู้เห็นการชำระเงินค่าที่ดินมาเบิกความ พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือน้อยกว่าพยานจำเลย รูปคดีน่าเชื่อว่าโจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าที่ดินที่ค้างอยู่โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า แม้โจทก์จะเคยครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3404 อันเป็นที่ดินพิพาทมาก่อน แต่เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท โดยไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 จำเลยก็กลับเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา แสดงว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท การครอบครองของโจทก์ดังกล่าวเป็นการครอบครองแทนจำเลย จำเลยจึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์นั้น ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000962.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546