คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1074/2546 ฉบับเต็ม

#48302
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1074/2546 สหกรณ์เกษตรบ้านเขว้า โจทก์ นาย สมศักดิ์หรือทรงศักดิ์ จินชัย จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 217, มาตรา 219 การที่โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกของโจทก์ให้จำเลยสีเป็นข้าวสารแล้วส่งคืนข้าวสารแก่โจทก์ โดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นปลายข้าวและรำข้าว ถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง เมื่อขณะที่ไฟไหม้โรงสีไม่มีข้าวเปลือกแล้วมีแต่ข้าวสาร แสดงว่าข้าวสารที่จำเลยจะต้องส่งมอบแก่โจทก์เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว เมื่อที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบข้าวสารให้แก่โจทก์ได้เนื่องมาจากไฟไหม้โรงสีของจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใดจึงถือไม่ได้ว่าเหตุที่เกิดไฟไหม้โรงสีนั้นเนื่องมาจากพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ การชำระหนี้ของจำเลยด้วยการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์ย่อมกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่ง การส่งข้าวเปลือกให้จำเลยจะทยอยส่งเป็นงวด โดยกำหนดให้จำเลยสีข้าวเปลือกให้เสร็จตามระยะเวลา แต่ไม่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยสีข้าวเปลือกเสร็จแล้วจะต้องส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์เมื่อใด โจทก์ก็มิได้ทวงถามให้จำเลยส่งมอบข้าวสารที่สีเสร็จแล้วแก่โจทก์และกลับได้ความว่า ในการส่งข้าวสารคืนโจทก์นั้นต้องรอคำสั่งจากโจทก์ว่าจะให้ส่งไปจำนวนเท่าใด เมื่อโจทก์ไม่ได้เรียกให้จำเลยส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์อันจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 217 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกจำนวน 94,9887 กิโลกรัม ให้แก่จำเลยเพื่อนำไปสีเป็นข้าวสารต่อมาเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2542 จำเลยส่งมอบข้าวสารรวม112 กระสอบ คิดเป็นน้ำหนัก 12,200 กิโลกรัม หลังจากนั้นจำเลยส่งมอบข้าวสารส่วนที่เหลือแก่โจทก์คิดเป็นเงิน 73,275 บาท จำเลยส่งข้าวสารไม่ครบ คิดเป็นเงิน222,461 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 243,944.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 222,461 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดเพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัยไม่สามารถป้องกันได้ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยคืนข้าวสารความเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่เกิน 20,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารโดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนเป็นปลายข้าวและรำข้าว เมื่อสีข้าวเสร็จแล้วจำเลยจะเก็บข้าวสารไว้ที่โรงสีของจำเลยและทยอยส่งให้แก่โจทก์ตามเวลาที่โจทก์กำหนด ระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ส่งมอบเปลือกแก่จำเลยรวมจำนวน 94,987 กิโลกรัม จำเลยสีเป็นข้าวสารและส่งมอบให้แก่โจทก์แล้ว 112 กระสอบ หนัก 11,200 กิโลกรัม ต่อมาเกิดไฟไหม้โรงสีข้าวของจำเลย หลังจากนั้นจำเลยส่งมอบข้าวสารที่เหลือจากไฟไหม้ให้แก่โจทก์อีกคิดเป็นเงิน73,275 บาท ยังเหลือข้าวสารที่จำเลยไม่ส่งมอบแก่โจทก์คิดเป็นเงิน 222,461 บาทมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาประการแรกว่า การที่จำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัยซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดหรือไม่ในประเด็นนี้จำเลยกล่าวอ้างว่า การที่จำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัย ดังนั้นภาระการพิสูจน์ในปัญหานี้จึงตกแก่จำเลย โดยจำเลยอ้างตนเองว่าเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 เวลา 22นาฬิกา ขณะที่จำเลยกำลังนอนหลับอยู่ที่บ้านได้เกิดไฟไหม้โรงสีจนกระทั่งเวลา 2 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้นไฟจึงสงบ เจ้าพนักงานตำรวจบอกจำเลยว่ากรณีไฟไหม้โรงสีของจำเลยนั้นหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ ตามรายงานการสอบสวนเอกสารหมาย ล.1 ขณะเกิดไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือกคงมีแต่ข้าวสาร การที่โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกของโจทก์ให้จำเลยสีเป็นข้าวสารแล้วส่งคืนข้าวสารแก่โจทก์ โดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นปลายข้าวและรำข้าว ถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องนำข้าวเปลือกจำนวนที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์อันกำหนดเอาไว้แน่นอนมาดำเนินการสีเป็นข้าวสารแล้วส่งมอบให้แก่โจทก์ เมื่อขณะที่ไฟไหม้โรงสีไม่มีข้าวเปลือกแล้วมีแต่ข้าวสารดังนี้แสดงว่าข้าวสารที่จำเลยจะต้องส่งมอบแก่โจทก์นั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว เมื่อการที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบข้าวสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ เป็นเหตุเนื่องมาจากไฟไหม้โรงสีของจำเลยทำให้ข้าวสารดังกล่าวเสียหาย ทั้งเหตุที่ไฟไหม้ดังกล่าวนั้นได้ความจากคำเบิกความของจำเลยประกอบกับรายงานการสอบสวนเอกสารหมาย ล.1 ว่า ไม่ปรากฏว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใด และเจ้าพนักงานตำรวจไม่พบร่องรอยหรือหลักฐานที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้แต่อย่างใดจึงถือไม่ได้ว่าเหตุที่เกิดไฟไหม้โรงสีนั้นเนื่องมาจากพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ ดังนั้นการชำระหนี้ของจำเลยด้วยการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์นั้นย่อมกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ตามบทบัญญัติมาตรา 219 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารและจะต้องรับผิดแม้การชำระหนี้จะกลายเป็นพ้นวิสัยด้วยหรือไม่ โจทก์อ้างว่าในการส่งข้าวเปลือกไปให้จำเลยนั้นจะทยอยส่งเป็นงวด โดยกำหนดให้จำเลยสีข้าวเปลือกให้เสร็จตามระยะเวลา แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยสีข้าวเปลือกเสร็จแล้วจะต้องส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์เมื่อใดและทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยส่งมอบข้าวสารที่สีเสร็จแล้วแก่โจทก์เมื่อใด และทั้งปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยส่งมอบข้าวสารที่สีเสร็จแล้วแก่โจทก์เลยด้วย และกลับได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า ในการส่งข้าวสารคืนโจทก์นั้นต้องรอคำสั่งจากโจทก์ว่าจะให้ส่งไปจำนวนเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เรียกให้จำเลยส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์อันจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 217 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง" พิพากษายืน (โนรี จันทร์ทร-พินิจ เพชรรุ่ง-ทวีวัฒน์ แดงทองดี) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ โจทก์จ้างจำเลยสีข้าวเปลือกของโจทก์เป็นข้าวสาร จำเลยมีหนี้ต้องส่งมอบข้าวสารที่สีเสร็จแล้วคืนโจทก์ การที่จำเลยไม่สามารถส่งข้าวสารให้โจทก์ได้ เพราะเกิดเพลิงไหม้โรงสีข้าวทำให้ข้าวสารถูกไฟไหม้ ถือว่าการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยแต่มิได้เกิดจากพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงหลุดพ้นจากหนี้ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าข้าวเปลือกหรือข้าวสารนั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งหรือไม่เพราะข้าวเปลือกหรือข้าวสารนั้นเป็นของโจทก์ทั้งสิ้น มิใช่ข้าวเปลือกหรือข้าวสารเป็นของจำเลยที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ส่งมอบให้โจทก์ ที่จะถือว่าการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยก็ต่อเมื่อเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว มิฉะนั้นจำเลยต้องหาข้าวสารจากที่อื่นมาส่งมอบ ทั้งกรณีดังกล่าวไม่ต้องพิจารณาด้วยว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนหรือไม่ ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในเรื่องทรัพย์เฉพาะสิ่งและสัญญาต่างตอบแทนไว้ด้วยน่าจะไม่ใช่ข้อสำคัญ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
48302
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082046996"
    }
}
date
2546
deka_no
1074/2546
deka_running_no
1074
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "โนรี จันทร์ทร",
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 217",
            "ม. 219"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "สหกรณ์เกษตรบ้านเขว้า"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สมศักดิ์หรือทรงศักดิ์ จินชัย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกจำนวน 94,9887 กิโลกรัม ให้แก่จำเลยเพื่อนำไปสีเป็นข้าวสารต่อมาเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2542 จำเลยส่งมอบข้าวสารรวม112 กระสอบ คิดเป็นน้ำหนัก 12,200 กิโลกรัม หลังจากนั้นจำเลยส่งมอบข้าวสารส่วนที่เหลือแก่โจทก์คิดเป็นเงิน 73,275 บาท จำเลยส่งข้าวสารไม่ครบ คิดเป็นเงิน222,461 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 243,944.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 222,461 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดเพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัยไม่สามารถป้องกันได้ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยคืนข้าวสารความเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่เกิน 20,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารโดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนเป็นปลายข้าวและรำข้าว เมื่อสีข้าวเสร็จแล้วจำเลยจะเก็บข้าวสารไว้ที่โรงสีของจำเลยและทยอยส่งให้แก่โจทก์ตามเวลาที่โจทก์กำหนด ระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ส่งมอบเปลือกแก่จำเลยรวมจำนวน 94,987 กิโลกรัม จำเลยสีเป็นข้าวสารและส่งมอบให้แก่โจทก์แล้ว 112 กระสอบ หนัก 11,200 กิโลกรัม ต่อมาเกิดไฟไหม้โรงสีข้าวของจำเลย หลังจากนั้นจำเลยส่งมอบข้าวสารที่เหลือจากไฟไหม้ให้แก่โจทก์อีกคิดเป็นเงิน73,275 บาท ยังเหลือข้าวสารที่จำเลยไม่ส่งมอบแก่โจทก์คิดเป็นเงิน 222,461 บาทมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาประการแรกว่า การที่จำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัยซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดหรือไม่ในประเด็นนี้จำเลยกล่าวอ้างว่า การที่จำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัย ดังนั้นภาระการพิสูจน์ในปัญหานี้จึงตกแก่จำเลย โดยจำเลยอ้างตนเองว่าเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 เวลา 22นาฬิกา ขณะที่จำเลยกำลังนอนหลับอยู่ที่บ้านได้เกิดไฟไหม้โรงสีจนกระทั่งเวลา 2 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้นไฟจึงสงบ เจ้าพนักงานตำรวจบอกจำเลยว่ากรณีไฟไหม้โรงสีของจำเลยนั้นหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ ตามรายงานการสอบสวนเอกสารหมาย ล.1 ขณะเกิดไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือกคงมีแต่ข้าวสาร การที่โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกของโจทก์ให้จำเลยสีเป็นข้าวสารแล้วส่งคืนข้าวสารแก่โจทก์ โดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นปลายข้าวและรำข้าว ถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องนำข้าวเปลือกจำนวนที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์อันกำหนดเอาไว้แน่นอนมาดำเนินการสีเป็นข้าวสารแล้วส่งมอบให้แก่โจทก์ เมื่อขณะที่ไฟไหม้โรงสีไม่มีข้าวเปลือกแล้วมีแต่ข้าวสารดังนี้แสดงว่าข้าวสารที่จำเลยจะต้องส่งมอบแก่โจทก์นั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว เมื่อการที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบข้าวสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ เป็นเหตุเนื่องมาจากไฟไหม้โรงสีของจำเลยทำให้ข้าวสารดังกล่าวเสียหาย ทั้งเหตุที่ไฟไหม้ดังกล่าวนั้นได้ความจากคำเบิกความของจำเลยประกอบกับรายงานการสอบสวนเอกสารหมาย ล.1 ว่า ไม่ปรากฏว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใด และเจ้าพนักงานตำรวจไม่พบร่องรอยหรือหลักฐานที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้แต่อย่างใดจึงถือไม่ได้ว่าเหตุที่เกิดไฟไหม้โรงสีนั้นเนื่องมาจากพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ ดังนั้นการชำระหนี้ของจำเลยด้วยการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์นั้นย่อมกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ตามบทบัญญัติมาตรา 219 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารและจะต้องรับผิดแม้การชำระหนี้จะกลายเป็นพ้นวิสัยด้วยหรือไม่ โจทก์อ้างว่าในการส่งข้าวเปลือกไปให้จำเลยนั้นจะทยอยส่งเป็นงวด โดยกำหนดให้จำเลยสีข้าวเปลือกให้เสร็จตามระยะเวลา แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยสีข้าวเปลือกเสร็จแล้วจะต้องส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์เมื่อใดและทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยส่งมอบข้าวสารที่สีเสร็จแล้วแก่โจทก์เมื่อใด และทั้งปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยส่งมอบข้าวสารที่สีเสร็จแล้วแก่โจทก์เลยด้วย และกลับได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า ในการส่งข้าวสารคืนโจทก์นั้นต้องรอคำสั่งจากโจทก์ว่าจะให้ส่งไปจำนวนเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เรียกให้จำเลยส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์อันจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 217 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
โจทก์จ้างจำเลยสีข้าวเปลือกของโจทก์เป็นข้าวสาร จำเลยมีหนี้ต้องส่งมอบข้าวสารที่สีเสร็จแล้วคืนโจทก์ การที่จำเลยไม่สามารถส่งข้าวสารให้โจทก์ได้ เพราะเกิดเพลิงไหม้โรงสีข้าวทำให้ข้าวสารถูกไฟไหม้ ถือว่าการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยแต่มิได้เกิดจากพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงหลุดพ้นจากหนี้ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าข้าวเปลือกหรือข้าวสารนั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งหรือไม่เพราะข้าวเปลือกหรือข้าวสารนั้นเป็นของโจทก์ทั้งสิ้น มิใช่ข้าวเปลือกหรือข้าวสารเป็นของจำเลยที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ส่งมอบให้โจทก์ ที่จะถือว่าการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยก็ต่อเมื่อเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว มิฉะนั้นจำเลยต้องหาข้าวสารจากที่อื่นมาส่งมอบ ทั้งกรณีดังกล่าวไม่ต้องพิจารณาด้วยว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนหรือไม่ ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในเรื่องทรัพย์เฉพาะสิ่งและสัญญาต่างตอบแทนไว้ด้วยน่าจะไม่ใช่ข้อสำคัญ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000958.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546