คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1132/2546 ฉบับเต็ม

#48305
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1132/2546 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย ไพโรจน์ ยาดา กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 120 สายไฟฟ้าที่ถูกลักเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ กรมทางหลวงหรือกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญของการสอบสวน แม้มิได้สอบสวนให้แจ้งชัดว่าผู้ใดเป็นผู้เสียหายการสอบสวนก็ชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับนายคมกริช เสนาบูรณ์ จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 402/2543 ของศาลชั้นต้น ได้ร่วมกันลักสายไฟฟ้าที่เชื่อมระหว่างโคมเสาไฟฟ้าส่องถนนแต่ละต้นยาวประมาณ 30 เมตร จำนวน 1 เส้น ราคา 6,000 บาท และสายไฟทองแดงที่ต่อระหว่างเสาไฟฟ้าไปพื้นดินเพื่อเป็นสายดินยาวเส้นละประมาณ 2เมตร จำนวน 15 เส้น รวมราคา 4,500 บาท รวมราคาทั้งสิ้น 10,500 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ไฟฟ้าส่องถนนของกรมทางหลวงผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7)(10) วรรคสอง, 83 จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสามคงจำคุกคนละ 4 ปี ส่วนคำขอให้ริบคีมตัดลวด ประแจปากตายและกระเป๋าถือของกลางนั้นศาลได้สั่งให้ริบในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 402/2543 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2541/2543 ของศาลชั้นต้น แล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คนละหนึ่งในสามแล้วคงลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2ได้ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องจริงส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกากล่าวอ้างว่าพนักงานสอบสวนมิได้สอบสวนโดยแจ้งชัดว่าผู้ใดเป็นผู้เสียหายและทรัพย์ของกลางเป็นของผู้เสียหายจริงหรือไม่ จึงเป็นการสอบสวนไม่ชอบนั้น เห็นว่า สายไฟฟ้าของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์กรมทางหลวงหรือกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญการสอบสวนของพนักงานสอบสวนชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วิศณุ เลื่อมสำราญ-สุรพล เจียมจูไร-มงคล ทับเที่ยง) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีนี้เป็นความผิดต่อแผ่นดิน ซึ่งพนักงานสอบสวนสามารถทำการสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีการร้องทุกข์ ดังนั้น แม้มิได้ทำการสอบสวนให้แจ้งชัดว่าผู้ใดเป็นผู้เสียหาย ก็หาทำให้การสอบสวนนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
48305
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082046986"
    }
}
date
2546
deka_no
1132/2546
deka_running_no
1132
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "วิศณุ เลื่อมสำราญ",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "มงคล ทับเที่ยง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 120"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ไพโรจน์ ยาดา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับนายคมกริช เสนาบูรณ์ จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 402/2543 ของศาลชั้นต้น ได้ร่วมกันลักสายไฟฟ้าที่เชื่อมระหว่างโคมเสาไฟฟ้าส่องถนนแต่ละต้นยาวประมาณ 30 เมตร จำนวน 1 เส้น ราคา 6,000 บาท และสายไฟทองแดงที่ต่อระหว่างเสาไฟฟ้าไปพื้นดินเพื่อเป็นสายดินยาวเส้นละประมาณ 2เมตร จำนวน 15 เส้น รวมราคา 4,500 บาท รวมราคาทั้งสิ้น 10,500 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ไฟฟ้าส่องถนนของกรมทางหลวงผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7)(10) วรรคสอง, 83 จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสามคงจำคุกคนละ 4 ปี ส่วนคำขอให้ริบคีมตัดลวด ประแจปากตายและกระเป๋าถือของกลางนั้นศาลได้สั่งให้ริบในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 402/2543 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2541/2543 ของศาลชั้นต้น แล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คนละหนึ่งในสามแล้วคงลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2ได้ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องจริงส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกากล่าวอ้างว่าพนักงานสอบสวนมิได้สอบสวนโดยแจ้งชัดว่าผู้ใดเป็นผู้เสียหายและทรัพย์ของกลางเป็นของผู้เสียหายจริงหรือไม่ จึงเป็นการสอบสวนไม่ชอบนั้น เห็นว่า สายไฟฟ้าของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์กรมทางหลวงหรือกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญการสอบสวนของพนักงานสอบสวนชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีนี้เป็นความผิดต่อแผ่นดิน ซึ่งพนักงานสอบสวนสามารถทำการสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีการร้องทุกข์ ดังนั้น แม้มิได้ทำการสอบสวนให้แจ้งชัดว่าผู้ใดเป็นผู้เสียหาย ก็หาทำให้การสอบสวนนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000958.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546