คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5821/2545 ฉบับเต็ม

#48687
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5821/2545 พนักงานอัยการ จังหวัดสงขลา โจทก์ นางสาว กฤติกาหรือวันเพ็ญ จันทฤทธิ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 33, มาตรา 334, มาตรา 336 ทวิ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม อันเป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ แต่บทบัญญัติดังกล่าวหาให้ถือว่ายานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำผิดด้วยไม่ การที่จำเลยใช้รถของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิดการพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จึงมิได้หมายความว่าจำเลยได้ใช้รถของกลางเป็นเครื่องมือหรือส่วนหนึ่งของการลักทรัพย์ รถของกลาง จึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง และไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักเอาเงินซึ่งเป็นเหรียญกษาปณ์และธนบัตรรัฐบาลไทยชนิดและขนาดต่าง ๆ รวมเป็นเงิน 17,000 บาท ของนางสาวประคอง นาคสุข ผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไปโดยทุจริต โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ที่จำเลยใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำผิดเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ และริบของกลางกับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 17,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1), (11) วรรคสอง, 336 ทวิ จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายไปแล้วเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท จึงให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 7,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 10,000 บาทให้แก่ผู้เสียหายจนไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย และผู้เสียหายไม่ประสงค์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายใดเพิ่มเติมจากจำเลยอีก ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 และรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ทั้งตามรายงานการสืบเสาะและพินิจดังกล่าวปรากฏว่าจำเลยประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะและมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จำนวน 1 คน แต่เพียงลำพัง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรปรานีจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกไว้สักครั้งหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย สมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางด้วยนั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุมอันเป็นการบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ แต่บทบัญญัติดังกล่าวหาได้ให้ถือว่ายานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำผิดด้วยไม่ การที่จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดการพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ก็มิได้หมายความว่าจำเลยได้ใช้รถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง และไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) นอกจากนี้เมื่อผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจนไม่ประสงค์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายใดเพิ่มเติมจากจำเลยอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนหรือใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายอีกต่อไป จึงเห็นสมควรยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายด้วย ปัญหาทั้งสองประการดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 3,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษานี้ให้จำเลยฟัง ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้งตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางแต่ให้คืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ ยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 7,000บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 (ไพศาล เจริญวุฒิ-วิชัย วิสิทธวงศ์-จรูญวิทย์ ทองสอน) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
48687
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082049720"
    }
}
date
2545
deka_no
5821/2545
deka_running_no
5821
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "วิชัย วิสิทธวงศ์",
    "จรูญวิทย์ ทองสอน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 33",
            "ม. 334",
            "ม. 336 ทวิ"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ จังหวัดสงขลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว กฤติกาหรือวันเพ็ญ จันทฤทธิ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักเอาเงินซึ่งเป็นเหรียญกษาปณ์และธนบัตรรัฐบาลไทยชนิดและขนาดต่าง ๆ รวมเป็นเงิน 17,000 บาท ของนางสาวประคอง นาคสุข ผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไปโดยทุจริต โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ที่จำเลยใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำผิดเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ และริบของกลางกับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 17,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1), (11) วรรคสอง, 336 ทวิ จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายไปแล้วเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท จึงให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 7,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 10,000 บาทให้แก่ผู้เสียหายจนไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย และผู้เสียหายไม่ประสงค์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายใดเพิ่มเติมจากจำเลยอีก ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 และรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ทั้งตามรายงานการสืบเสาะและพินิจดังกล่าวปรากฏว่าจำเลยประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะและมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จำนวน 1 คน แต่เพียงลำพัง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรปรานีจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกไว้สักครั้งหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย สมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางด้วยนั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุมอันเป็นการบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ แต่บทบัญญัติดังกล่าวหาได้ให้ถือว่ายานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำผิดด้วยไม่ การที่จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดการพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ก็มิได้หมายความว่าจำเลยได้ใช้รถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง และไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) นอกจากนี้เมื่อผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจนไม่ประสงค์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายใดเพิ่มเติมจากจำเลยอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนหรือใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายอีกต่อไป จึงเห็นสมควรยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายด้วย ปัญหาทั้งสองประการดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 3,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษานี้ให้จำเลยฟัง ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้งตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางแต่ให้คืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ ยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 7,000บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000982.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545