ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6186/2545
นางสุนทร กิจแพทย์ กับพวก
โจทก์
นางอมรศรี ดิษฐเต้ยหลวง
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 1452, มาตรา 1495, มาตรา 1497
ป.วิ.พ. มาตรา 55
ชายหรือหญิงที่ทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่แล้ว เป็นการสมรสที่ฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และทำให้การสมรสนั้นเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งมาตรา 1497 ระบุว่า การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้น หรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้ปรากฏว่าขณะที่ ท.จดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้นท. มีคู่สมรสคือ ป. อยู่แล้ว การที่ ท. มาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยอีกโดยที่ยังมิได้หย่าขาดจาก ป. จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1452 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แม้โจทก์ทั้งเจ็ดจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ท. กับ จ. ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว แต่ก็เป็นทายาทโดยธรรมของ ท.เมื่อท. ถึงแก่ความตายโจทก์ทั้งเจ็ดย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของ ท. โจทก์ทั้งเจ็ดจึงอยู่ในฐานะเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่าง ท. กับจำเลยเป็นโมฆะตามมาตรา 1497 ได้ โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้อง
___________________________
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้งดิษฐเต้ยหลวง กับนางเจียม ดิษฐเต้ยหลวง ซึ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2508 นางเจียมถึงแก่ความตายแล้วเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2514 ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2515 นายทิ้งจดทะเบียนสมรสกับนางประจิม ดิษฐเต้ยหลวง (นางสาวประจิม กระบี่น้อย) แล้วนายทิ้งได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2535 หลังจากนั้นวันที่ 16 เมษายน 2541 นายทิ้งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรีในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1236/2541 ขอให้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายทิ้งโดยจำเลยอ้างว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้งซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมฝ่ายเมืองของนายทิ้งกับมีสิทธิได้รับมรดกของนายทิ้งที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของนายทิ้ง ทั้งนี้ขณะนายทิ้งจดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้นนายทิ้งมีนางประจิมเป็นคู่สมรสอยู่แล้ว การสมรสระหว่างนายทิ้งกับจำเลยเป็นโมฆะเนื่องจากฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 การกล่าวอ้างของจำเลยว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้งเพื่ออ้างสิทธิในการรับมรดกส่วนที่นายทิ้งมิได้ทำพินัยกรรมไว้ดังกล่าว มีผลกระทบถึงส่วนได้เสียของโจทก์ทั้งเจ็ดในการรับส่วนแบ่งมรดกของนายทิ้ง ขอให้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างนายทิ้งกับจำเลยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2535 เป็นโมฆะ และให้เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสดังกล่าวเสีย
จำเลยให้การว่า ขณะจำเลยจดทะเบียนสมรสกับนายทิ้ง ดิษฐเต้ยหลวง นั้นนายทิ้งนำมรณบัตรของภริยาไปแสดง จำเลยจึงเชื่อโดยสุจริตใจว่านายทิ้งไม่มีคู่สมรสอื่นอยู่หลังจากนางประจิม ดิษฐเต้ยหลวง ทราบเรื่องการจดทะเบียนสมรสระหว่างนายทิ้งกับจำเลยแล้วนางประจิมก็ไม่ได้คัดค้าน จึงถือว่านางประจิมให้สัตยาบันและยอมรับการสมรสของนายทิ้งกับจำเลยดังกล่าว การสมรสระหว่างนายทิ้งกับจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ทั้งเจ็ดมิใช่คู่สมรสของนายทิ้งและมิได้เป็นทายาทของนางประจิม หากโจทก์ทั้งเจ็ดจะอ้างว่าการสมรสระหว่างนายทิ้งกับจำเลยเป็นโมฆะ โจทก์ทั้งเจ็ดก็ต้องร้องขอต่อพนักงานอัยการให้เป็นตัวแทนในการฟ้องคดีฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดขาดอายุความ เนื่องจากคดีฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสมีอายุความ 1 ปี ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างนายทิ้ง ดิษฐเต้ยหลวง กับนางอมรศรี ดิษฐเต้ยหลวง (จำเลย)ที่สำนักงานทะเบียนอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ตามทะเบียนที่ 107/3983 เมื่อวันที่ 8กรกฎาคม 2535 เป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนท่าลี่ จังหวัดเลยเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส เมื่อคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสระหว่างนายทิ้ง ดิษฐเต้ยหลวง กับนางอมรศรี ดิษฐเต้ยหลวง (จำเลย) ถึงที่สุด
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับกันฟังได้ว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้ง ดิษฐเต้ยหลวงกับนางเจียม ดิษฐเต้ยหลวง นางเจียมถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2514ต่อมาในวันที่ 5 เมษายน 2515 นายทิ้งจดทะเบียนสมรสกับนางประจิม ดิษฐเต้ยหลวงและในระหว่างที่การสมรสระหว่างนายทิ้งกับนางประจิมยังไม่สิ้นสุดลง นายทิ้งได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยอีกเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2535 แล้วต่อมาในวันที่ 16เมษายน 2541 นายทิ้งก็ได้ถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนายทิ้งซึ่งเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายกับจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมิใช่คู่สมรสของนายทิ้งและไม่ใช่ทายาทของนางประจิมซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้ง จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสีย และการที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรี ขอให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายทิ้งก็เพื่อใช้สิทธิรับมรดกทั้งที่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมและในฐานะทายาทโดยธรรม ไม่เป็นการกระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ทั้งเจ็ด และไม่ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดเสียสิทธิในเรื่องการแบ่งมรดก เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 บัญญัติว่า ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ มาตรา 1495 บัญญัติว่า การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1449 มาตรา 1450 มาตรา 1452 และมาตรา 1458 เป็นโมฆะ และมาตรา 1497บัญญัติว่า การสมรสที่เป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืน มาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะที่นายทิ้งจดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้น นายทิ้งมีคู่สมรสคือนางประจิมอยู่แล้ว การที่นายทิ้งมาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยอีกโดยมิได้หย่าขาดจากนางประจิมจึงเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แม้โจทก์ทั้งเจ็ดจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้งกับนางเจียม แต่ก็เป็นทายาทโดยธรรมของนายทิ้ง เมื่อนายทิ้งถึงแก่ความตายแล้วตามปกติโจทก์ทั้งเจ็ดย่อมจะมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนายทิ้ง โจทก์ทั้งเจ็ดจึงอยู่ในฐานะเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสระหว่างนายทิ้งและจำเลยเป็นโมฆะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามาแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(ประเสริฐ เขียนนิลศิริ-อำนวย เต้พันธ์-สุเมธ ตังคจิรางกูร)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
การสมรสซ้อนอันเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้การสมรสตกเป็นโมฆะนั้น มีข้อแตกต่างระหว่างกรณีที่ต้องบังคับตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 กับที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 10 พ.ศ. 2533 อยู่หลายประการ เช่น ปี 2519 1. คำพิพากษาศาลเท่านั้นจะแสดงว่าการสมรสเป็นผู้โมฆะ (มาตรา 1495) ปี 2533 1. บุคคลผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้างขึ้นเองหรือร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้ (มาตรา 1497) ปี 2519 2. ผู้มีส่วนได้เสียจะร้องขอให้อัยการเป็นผู้ร้องขอต่อศาลก็ได้ (มาตรา1497) ปี 2533 2. ไม่มีบทบัญญัติให้ร้องขอให้อัยการร้องขอต่อศาล ปี 2519 3. เมื่อศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่ได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังจดทะเบียนสมรสรวมทั้งดอกผลคงเป็นของฝ่ายนั้น (มาตรา 1498 วรรคสอง) ปี 2533 3. แม้ไม่มีคำพิพากษาของศาลว่า การสมรสเป็นโมฆะ ก็ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา (มาตรา 1498) ปี 2519 4. ผู้สมรสโดยสุจริตไม่เสื่อมสิทธิที่ได้มาเพราะการสมรส เช่น สิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม (มาตรา 1499 และ คำพิพากษาฎีกาที่ 1294/2522) ปี 2533 4. แม้เป็นผู้สมรสโดยสุจริตก็ไม่เกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม (มาตรา 1499 วรรคสอง) ข้อแตกต่างดังกล่าวมีผลให้คำวินิจฉัยของศาลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาแตกต่างกันได้ เนื่องจากกรณีที่ต้องบังคับตามบรรพ 5 ปี 2519 มีข้อสาระสำคัญว่าศาลต้องมีคำพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะแล้วเท่านั้นหากศาลยังไม่มีคำพิพากษาดังกล่าวจนกระทั่งมีการจดทะเบียนหย่าระหว่างชายหญิงที่จดทะเบียนสมรสซ้อน ผลจะเป็นอย่างไร ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 545/2545 เรื่องมีว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยึดที่ดินแปลงหนึ่ง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสของผู้ร้องกับนาง ร. ขอให้ถอนการยึด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คัดค้านว่าที่ดินที่ยึดมีจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 ในปี 2521 ในระหว่างที่ผู้ร้องยังเป็นสามีของนาง ร. จึงเป็นการสมรสซ้อน ที่ดินดังกล่าวผู้ร้องซื้อมาในปี 2523 ต่อมาปี 2526 ผู้ร้องจดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในระหว่างที่ผู้ร้องจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทมายังไม่มีผู้มีส่วนได้เสียคนใดร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 (ปี 2519) ต้องถือว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 มีผลสมบูรณ์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ด้วย แม้ภายหลังผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนหย่าขาดจากกันก็ต้องจัดการแบ่งที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องตามสิทธิที่มีอยู่ตามมาตรา 1532,1533 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีสิทธิยึดที่ดินพิพาท คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ แสดงว่าศาลยังมิได้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ จึงไม่อาจจัดการตามมาตรา 1498 วรรคสอง (ปี 2519) ได้ นอกจากนี้หากต่อมาชายหญิงที่จดทะเบียนสมรสซ้อนนั้น ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดถึงแก่ความตาย จะมีผลให้อีกฝ่ายได้รับมรดกหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายเมื่อปี 2524 ภายหลังจากผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับผู้คัดค้าน ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 1452 และโมฆะตามมาตรา 1495(ปี 2519) แต่เมื่อยังไม่มีคำพิพากษาศาลแสดงว่าการสมรสของผู้ตายกับผู้ร้องเป็นโมฆะ ต้องถือว่าการสมรสระหว่างผู้ตายกับผู้ร้องยังมีอยู่ ผู้ร้องจึงเป็นทายาทโดยธรรมและมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย(คำพิพากษาฎีกาที่ 220/2541) ในส่วนของคำว่า "ผู้มีส่วนได้เสีย นั้น" ตามบรรพ 5 เดิมจนถึงปัจจุบันไม่มีข้อแตกต่างกันโดยมีความหมายว่า บุคคลที่ถูกกระทบกระเทือนเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่เช่น สิทธิในครอบครัว สิทธิในมรดกหรือสิทธิอื่นใด ได้แก่ สิทธิรับเงินบำเหน็จตกทอด(คำพิพากษาฎีกาที่ 3719/2526) บำนาญตกทอด (คำพิพากษาฎีกาที่ 594/2506) เป็นต้น ผู้มีส่วนได้เสียที่เห็นได้ชัดเจน เช่น คู่สมรสเดิม (คำพิพากษาฎีกาที่ 1269/2493ที่ 632/2515 ที่ 1550/2520 ที่ 2296/2520 ที่ 2583/2522 ที่ 1216/2523 ที่ 6077/2537ที่ 220/2541 ที่ 6788/2541) บุตรชอบด้วยกฎหมายของคู่สมรสเดิม (คำพิพากษาฎีกาที่ 963/2519) คู่สมรสที่จดทะเบียนซ้อน (คำพิพากษาฎีกาที่ 100/2534 ที่ 4981/2541) แต่เคยมีคำพิพากษาฎีกาที่ 3279/2542 วินิจฉัยว่า สามีที่จดทะเบียนสมรสซ้อนเป็นผู้ทำการสมรสโดยไม่สุจริต จึงมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนของตนเป็นโมฆะ และภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนของสามีเป็นโมฆะ สำหรับคดีนี้ต้องบังคับตามบรรพ 5 ปัจจุบัน กล่าวคือ โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับนางเจียมภริยาคนแรกแม้นางเจียมถึงแก่ความตายไปแล้วและผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับนางประจิมภริยาคนที่สอง ต่อมาผู้ตายจดทะเบียนสมรสซ้อนกับจำเลยในปี 2535 แล้วผู้ตายถึงแก่ความตายในปี 2541 โจทก์ทั้งเจ็ดก็มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1629(1) ส่วนจำเลยคงมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายในฐานะผู้รับพินัยกรรมเท่านั้นแม้ในพินัยกรรมของผู้ตายจะระบุให้จำเลยมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมก็ไม่มีผลแต่อย่างใดเพราะขัดต่อมาตรา 1499 วรรคสอง และบุคคลที่จะเป็นทายาทโดยธรรมได้มีเฉพาะที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น การที่จำเลยไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งเจ็ด โจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายเป็นโมฆะได้ ทั้งโจทก์ทั้งเจ็ดก็บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิไว้แล้ว จึงไม่มีปัญหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 ซึ่งมีคำพิพากษาฎีกาที่ 7367/2537 วินิจฉัยว่า คำฟ้องที่ขอให้ศาลพิพากษาการสมรสเป็นโมฆะต้องกล่าวแสดงว่าจำเลยกระทำสิ่งใดอันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ (เดินตามคำพิพากษาฎีกาที่ 2541/2521(ประชุมใหญ่)) ส่วนที่จำเลยให้การว่า นางประจิมทราบถึงการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยแล้วไม่คัดค้าน ถือว่านางประจิมให้สัตยาบันและยอมรับการสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยนั้น ก็มีคำพิพากษาฎีกาที่ 2296/2520 วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานว่าแม้โจทก์(ภริยาเดิม) ทราบ แต่ไม่คัดค้านก็จะถือว่าจำเลยเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายและการสมรสระหว่างโจทก์กับเจ้ามรดก (สามี) ขาดกันไม่ได้ เพราะการสมรสระหว่างจำเลยกับเจ้ามรดกเป็นโมฆะ เกี่ยวกับอายุความในการฟ้องขอให้ศาลแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าขาดอายุความ 1 ปี นั้น ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ชัดเจนว่าเป็นคดีไม่มีอายุความ(คำพิพากษาฎีกาที่ 1550/2520) อย่างไรก็ดี คดีนี้คงมีปัญหาขึ้นสู่ศาลฎีกาในประเด็นที่ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องหรือไม่เพียงประเด็นเดียว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยปัญหาเรื่อง"ผู้มีส่วนได้เสีย" กับ "การโต้แย้งสิทธิ" เท่านั้น ชาติชาย อัครวิบูลย์