ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3653/2545
ธนาคาร มหานคร จำกัด (มหาชน
โจทก์
โดยธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
โจทก์
นาย เป๋าเซ็ง แซ่จง กับพวก
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 55
พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 พ.ศ.2528 มาตรา 38 สัตต
ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการฯ มาตรา
โจทก์โอนกิจการคือสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่ธนาคาร ก. ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารฯ และโจทก์กับธนาคาร ก. ได้ลงนามในหนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินแล้ว เมื่อปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลย โดยขณะฟ้องโจทก์ยังไม่ได้โอนกิจการคือ สินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่ธนาคาร ก. โจทก์จึงเป็นบุคคลที่ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55
หลังจากที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้วและขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ได้โอนกิจการคือสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่ธนาคาร ก. ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารฯทั้งโจทก์กับธนาคาร ก. ได้ลงนามในหนังสือสัญญาโอนสินทรัพย์และหนี้สินแล้วตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2541 ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ธนาคาร ก. ซึ่งเป็นผู้รับโอนกิจการของโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดีและศาลฎีกาได้มีคำสั่งอนุญาตแล้วตามพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 38 สัตตเช่นนี้ ธนาคาร ก. ย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลยได้ต่อไปตามกฎหมาย
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน1,290,734.40 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 25 ต่อปี ของเงินต้น 923,606.59บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ
จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณาทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2542ว่าโจทก์สิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลแล้ว โจทก์จึงยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 8 เมษายน2542 และแนบสำเนาประกาศกระทรวงการคลัง พร้อมแถลงต่อศาลในรายงานกระบวนพิจารณาในวันเดียวกันว่า โจทก์ยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคล เพียงแต่โอนกิจการคือสินทรัพย์และหนี้สินให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เท่านั้น และรับจะดำเนินการให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทน ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นหนังสือรับรองของนายทะเบียนยืนยันสภาพนิติบุคคลของโจทก์ เพื่อยืนยันอำนาจฟ้อง ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 22 เมษายน 2542
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ได้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินจากโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้โอนกิจการคือสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารมหานครจำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 14 กันยายน 2541และโจทก์กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามในหนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2541 เมื่อปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2541 ซึ่งขณะฟ้องโจทก์ยังไม่ได้โอนกิจการคือสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงเป็นบุคคลที่ถูกจำเลยทั้งสามโต้แย้งสิทธิ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อย่างไรก็ตามต่อมาหลังจากที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้แล้วและขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ได้โอนกิจการคือสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) ตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวข้างต้น ทั้งโจทก์กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามในหนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2541 ดังกล่าวแล้ว ซึ่งตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38 สัตตบัญญัติไว้ว่า ในการ... โอนกิจการธนาคารพาณิชย์ให้แก่ธนาคารพาณิชย์อื่น... ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้ธนาคารพาณิชย์... ที่รับโอนกิจการแล้วแต่กรณีเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว... ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับโอนกิจการของโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดี และศาลฎีกาได้มีคำสั่งอนุญาตแล้วตามมาตรา 38 สัตต ดังกล่าวเช่นนี้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามได้ต่อไปตามกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใดนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัย ต้องห้ามอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาลให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาดังกล่าว"
พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ในประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
(จำรูญ แสนภักดี-ชาญชัย ลิขิตจิตถะ-วสันต์ ตรีสุวรรณ)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ