คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5865/2545 ฉบับเต็ม

#49088
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5865/2545 กรมการประกันภัย โจทก์ นาย วิวัฒน์ นนท์ขุนทด จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 23 (1), มาตรา 26, มาตรา 31 เจ้าของรถที่จะต้องชำระเงินค่าเสียหายเบื้องต้นคืนให้แก่สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยพร้อมเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯมาตรา 26 นั้น หมายถึงเจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายซึ่งมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามมาตรา 23(1) ไว้เท่านั้น แต่เมื่อจำเลยเป็นผู้ประสบภัยจากรถยนต์ของผู้อื่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมิใช่เจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายตามมาตรา 23(1) เจตนารมณ์ของการประกาศใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯก็เพื่อให้ผู้ประสบภัยจากรถได้รับการเยียวยารักษาทันท่วงทีจากบริษัทประกันภัยหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ แล้วให้บริษัทหรือสำนักงานดังกล่าวมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากเจ้าของรถ ผู้ขับขี่รถที่ก่อให้เกิดความเสียหายเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ มาตรา 31 โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเบื้องต้นคืนให้แก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 14,940 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากวันที่ 2 เมษายน 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,120 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราเดียวกันจากต้นเงิน 14,940 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ที่ต้องวินิจฉัยว่าการที่จำเลยมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถจักรยานยนต์ของจำเลยและเมื่อจำเลยเป็นผู้ประสบภัยจากรถ แล้วสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่จำเลยไปแล้ว จำเลยในฐานะเจ้าของรถมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้แก่สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยพร้อมด้วยเงินเพิ่มอีกร้อยละยี่สิบของจำนวนค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 7, 23(1), 25, 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ดังนั้น การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยซึ่งมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 7ไปตามถนนพหลโยธิน มีรถยนต์ผู้อื่นเลี้ยวกลับตัดหน้ารถของจำเลย จำเลยไม่สามารถชะลอหรือหยุดรถได้ทันจึงเฉี่ยวชนกับรถของผู้อื่นดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช จำเลยมอบอำนาจให้โรงพยาบาลดังกล่าวขอรับค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยเขต 2 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่สำนักงานคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขต 2 อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นเงิน 14,940 บาท เป็นค่ารักษาพยาบาลให้แก่จำเลยไป โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยใช้เงินตามจำนวนค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์จ่ายไปคืนให้แก่โจทก์ พร้อมเงินเพิ่มร้อยละยี่สิบเห็นว่า เจ้าของรถที่จะต้องชำระเงินค่าเสียหายเบื้องต้นคืนให้แก่สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย พร้อมเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 26นั้น หมายถึงเจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายซึ่งมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามมาตรา 23(1) ไว้เท่านั้น แต่จำเลยเป็นผู้ประสบภัยจากรถยนต์ของผู้อื่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมิใช่เจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 23(1) แต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยตามมาตรา 7 ถือว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายดังกล่าวอันมีโทษทางอาญา เมื่อก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น จึงต้องรับผิดตามมาตรา 23(1) ด้วยนั้น ก็เป็นส่วนความรับผิดในทางอาญาของจำเลยครอบคลุมให้จำเลยต้องรับผิดตามมาตรา 23(1) ประกอบมาตรา 26 ด้วยไม่ ดังจะเห็นได้จากเจตนารมณ์ของการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ว่า "...เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับชดใช้ค่าเสียหายและได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นที่แน่นอนและทันท่วงที สมควรกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ..." ดังนั้น เพื่อให้ผู้ประสบภัยจากรถได้รับการเยียวยารักษาทันท่วงทีจากบริษัทประกันภัยหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ แล้วให้บริษัทหรือสำนักงานดังกล่าวมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากเจ้าของรถ ผู้ขับขี่รถที่ก่อให้เกิดความเสียหายเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ. 2535 มาตรา 31 ด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมา โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเบื้องต้นคืนให้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์-ไพศาล เจริญวุฒิ-สมชาย จุลนิติ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
49088
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082049614"
    }
}
date
2545
deka_no
5865/2545
deka_running_no
5865
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์",
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "สมชาย จุลนิติ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535",
        "sections": [
            "ม. 23 (1)",
            "ม. 26",
            "ม. 31"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมการประกันภัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย วิวัฒน์ นนท์ขุนทด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 14,940 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากวันที่ 2 เมษายน 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,120 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราเดียวกันจากต้นเงิน 14,940 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ที่ต้องวินิจฉัยว่าการที่จำเลยมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถจักรยานยนต์ของจำเลยและเมื่อจำเลยเป็นผู้ประสบภัยจากรถ แล้วสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่จำเลยไปแล้ว จำเลยในฐานะเจ้าของรถมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้แก่สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยพร้อมด้วยเงินเพิ่มอีกร้อยละยี่สิบของจำนวนค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 7, 23(1), 25, 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ดังนั้น การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยซึ่งมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 7ไปตามถนนพหลโยธิน มีรถยนต์ผู้อื่นเลี้ยวกลับตัดหน้ารถของจำเลย จำเลยไม่สามารถชะลอหรือหยุดรถได้ทันจึงเฉี่ยวชนกับรถของผู้อื่นดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช จำเลยมอบอำนาจให้โรงพยาบาลดังกล่าวขอรับค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยเขต 2 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่สำนักงานคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขต 2 อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นเงิน 14,940 บาท เป็นค่ารักษาพยาบาลให้แก่จำเลยไป โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยใช้เงินตามจำนวนค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์จ่ายไปคืนให้แก่โจทก์ พร้อมเงินเพิ่มร้อยละยี่สิบเห็นว่า เจ้าของรถที่จะต้องชำระเงินค่าเสียหายเบื้องต้นคืนให้แก่สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย พร้อมเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 26นั้น หมายถึงเจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายซึ่งมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามมาตรา 23(1) ไว้เท่านั้น แต่จำเลยเป็นผู้ประสบภัยจากรถยนต์ของผู้อื่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมิใช่เจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 23(1) แต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยตามมาตรา 7 ถือว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายดังกล่าวอันมีโทษทางอาญา เมื่อก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น จึงต้องรับผิดตามมาตรา 23(1) ด้วยนั้น ก็เป็นส่วนความรับผิดในทางอาญาของจำเลยครอบคลุมให้จำเลยต้องรับผิดตามมาตรา 23(1) ประกอบมาตรา 26 ด้วยไม่ ดังจะเห็นได้จากเจตนารมณ์ของการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ว่า "...เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับชดใช้ค่าเสียหายและได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นที่แน่นอนและทันท่วงที สมควรกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ..." ดังนั้น เพื่อให้ผู้ประสบภัยจากรถได้รับการเยียวยารักษาทันท่วงทีจากบริษัทประกันภัยหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ แล้วให้บริษัทหรือสำนักงานดังกล่าวมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากเจ้าของรถ ผู้ขับขี่รถที่ก่อให้เกิดความเสียหายเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ. 2535 มาตรา 31 ด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมา โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเบื้องต้นคืนให้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000981.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545