คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6041/2545 ฉบับเต็ม

#49097
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6041/2545 ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน โจทก์ นางสาว จินตนา วัชรากูล จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 657 ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 264 ธนาคารโจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยโดยอ้างว่า จำเลยเบิกเงินเกินไปจากบัญชีระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์โจทก์ใช้สิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่โจทก์ได้อายัดไว้ก่อนฟ้อง แม้เป็นการกระทำที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจไว้อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยก็ตาม จำเลยชอบที่จะไปยื่นฟ้องโจทก์ เป็นคดีใหม่เพราะมิใช่เรื่องการกำหนดวิธีการคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยระหว่างพิจารณาที่จำเลยจะยื่นเข้ามาในคดีเดิมได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยเนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์บันทึกรายการนำเช็คเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยซ้ำซ้อน ทำให้เงินในบัญชีของจำเลยเพิ่มขึ้น 35,505 บาท และจำเลยเบิกถอนเงินดังกล่าวไปใช้โดยไม่มีสิทธิ โจทก์ทวงถามแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 46,900.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 35,505 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยนำเช็คฝากเข้าบัญชีของจำเลยตามฟ้องโจทก์ไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปีแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ใช้สิทธิหักเงินจำนวน 12,000 บาท จากบัญชีเงินฝากของจำเลยอ้างว่าเป็นการหักกลบลบหนี้โดยโจทก์อายัดเงินจำนวนดังกล่าวไว้ก่อนฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เงินดังกล่าวเป็นเงินเดือนของจำเลยที่ทางราชการจ่ายให้จำเลยผ่านโจทก์ จำเลยไม่เคยตกลงให้โจทก์หักเงินดังกล่าว ปัจจุบันโจทก์ยังอายัดบัญชีเงินฝากของจำเลยอยู่ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์คืนเงิน 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์หักเงินไปและห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับเงินฝากในบัญชีของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ดำเนินการไปโดยมิได้อาศัยคำสั่งศาลหากกระทบสิทธิของจำเลยอย่างใด จำเลยชอบที่จะไปว่ากล่าวตามกฎหมายต่อไปให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับเงินฝากในบัญชีของจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่าการที่จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิหักเงินจำนวน 12,000 บาท จากบัญชีของจำเลยโดยอ้างว่าเป็นการหักกลบลบหนี้ที่โจทก์ได้อายัดเงินจำนวนดังกล่าวไว้ก่อนฟ้องจำเลยนั้นหากโจทก์กระทำไปโดยไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจไว้ กรณีย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลย ซึ่งทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะดำเนินการแก้ไขเยียวยาโดยการนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อพิจารณาพิพากษาในปัญหาเช่นว่านั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ทั้งกรณีไม่ใช่เรื่องการกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช-สมชาย พงษธา-สบโชค สุขารมณ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
49097
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082049394"
    }
}
date
2545
deka_no
6041/2545
deka_running_no
6041
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช",
    "สมชาย พงษธา",
    "สบโชค สุขารมณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 657"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 264"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว จินตนา วัชรากูล"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยเนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์บันทึกรายการนำเช็คเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยซ้ำซ้อน ทำให้เงินในบัญชีของจำเลยเพิ่มขึ้น 35,505 บาท และจำเลยเบิกถอนเงินดังกล่าวไปใช้โดยไม่มีสิทธิ โจทก์ทวงถามแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 46,900.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 35,505 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยนำเช็คฝากเข้าบัญชีของจำเลยตามฟ้องโจทก์ไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปีแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ใช้สิทธิหักเงินจำนวน 12,000 บาท จากบัญชีเงินฝากของจำเลยอ้างว่าเป็นการหักกลบลบหนี้โดยโจทก์อายัดเงินจำนวนดังกล่าวไว้ก่อนฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เงินดังกล่าวเป็นเงินเดือนของจำเลยที่ทางราชการจ่ายให้จำเลยผ่านโจทก์ จำเลยไม่เคยตกลงให้โจทก์หักเงินดังกล่าว ปัจจุบันโจทก์ยังอายัดบัญชีเงินฝากของจำเลยอยู่ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์คืนเงิน 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์หักเงินไปและห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับเงินฝากในบัญชีของจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ดำเนินการไปโดยมิได้อาศัยคำสั่งศาลหากกระทบสิทธิของจำเลยอย่างใด จำเลยชอบที่จะไปว่ากล่าวตามกฎหมายต่อไปให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับเงินฝากในบัญชีของจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่าการที่จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิหักเงินจำนวน 12,000 บาท จากบัญชีของจำเลยโดยอ้างว่าเป็นการหักกลบลบหนี้ที่โจทก์ได้อายัดเงินจำนวนดังกล่าวไว้ก่อนฟ้องจำเลยนั้นหากโจทก์กระทำไปโดยไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจไว้ กรณีย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลย ซึ่งทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะดำเนินการแก้ไขเยียวยาโดยการนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อพิจารณาพิพากษาในปัญหาเช่นว่านั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ทั้งกรณีไม่ใช่เรื่องการกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000979.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545