คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6293/2545 ฉบับเต็ม

#49110
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6293/2545 นาย พีรพงษ์ ตันจิตวิริยะ โจทก์ บริษัท เอ็ม.ที.แอนด์ ซัน กรุ๊ป (1999) จำกัด ผู้ร้อง บริษัท วี.เอส.กรุ๊ป 93 จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 241, มาตรา 702 ป.วิ.พ. มาตรา 275, มาตรา 276, มาตรา 304 โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดปรากฏว่าโฉนดที่ดินของที่ดินที่ถูกยึดอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากเจ้าหนี้เดิมของจำเลย ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้จำนองในที่ดินผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินจำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญโดยมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง เพราะการจำนองย่อมติดตามตัวที่ดินไปตลอดจนกว่าผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้ แต่การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ผู้ร้องส่งมอบโฉนดที่ดินที่จะขายทอดตลาดนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275,276 ประกอบด้วยมาตรา 304 กรณีเรื่องสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินจึงเป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องผู้เป็นเจ้าหนี้กับจำเลยผู้เป็นลูกหนี้เท่านั้น ผู้ร้องจะยึดหน่วงโฉนดที่ดินไว้รอจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้อันเป็นการกระทบสิทธิโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งที่จะบังคับยึดที่ดินเพื่อขายทอดตลาดหาได้ไม่ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 237,430 บาท จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์สินของจำเลย แต่ทรัพย์สินของจำเลยอยู่ในเขตศาลจังหวัดสมุทรสาครเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขอให้ศาลจังหวัดสมุทรสาครดำเนินการบังคับคดีแทน ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรสาครได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 70220 ตำบลนาดี อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย แต่เนื่องจากโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนอง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขอให้ศาลจังหวัดสมุทรสาครออกหมายเรียกกรรมการผู้จัดการของผู้ร้องมาสอบถามและสั่งให้ผู้ร้องส่งโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนอง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากเจ้าหนี้เดิมของจำเลยย่อมมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนองจนกว่าจะได้รับชำระหนี้จากจำเลยจนครบถ้วน และขณะนี้ผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ให้ชำระหนี้แก่ผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องจำเป็นต้องใช้โฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนองเพื่ออ้างส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาลในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้ผู้ร้องจะเป็นเจ้าหนี้เงินกู้และมีสิทธิยึดหน่วงก็ตามแต่ผู้ร้องก็มีหน้าที่ต้องส่งโฉนดที่ดินตามที่ศาลหมายเรียกไปเพราะหากบังคับคดีขายทอดตลาดแล้ว ผู้ร้องก็มีสิทธิที่จะบังคับตามสัญญากู้ยืมไม่เป็นที่เสียหาย จึงให้ผู้ร้องส่งโฉนดที่ดินดังกล่าวต่อศาลภายใน 15 วัน ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัย "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินของจำเลยไว้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดที่ดินของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดนั้นเป็นการใช้สิทธิทางศาลของโจทก์ในชั้นบังคับคดี เมื่อปรากฏว่าที่ดินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดนั้นโฉนดที่ดินอันเป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์อยู่ในความครอบครองของผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้จำนองในที่ดินที่จำเลยมีต่อเจ้าหนี้เดิมผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินจำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญโดยมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง เพราะการจำนองย่อมติดตามตัวที่ดินไปตลอดจนกว่าผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้ แต่การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ผู้ร้องส่งมอบโฉนดที่ดินที่จะขายทอดตลาดนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275, 276ประกอบด้วยมาตรา 304 ในกรณีนี้สิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินจึงเป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องผู้เป็นเจ้าหนี้กับจำเลยผู้เป็นลูกหนี้เท่านั้น ผู้ร้องจะยึดหน่วงโฉนดที่ดินไว้รอจนกว่าจำเลยชำระหนี้อันเป็นการกระทบสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งที่จะบังคับยึดที่ดินเพื่อขายทอดตลาดหาได้ไม่ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า บริษัทเงินทุนยูไนเต็ดจำกัด (มหาชน) ได้ปลดจำนองที่ดินให้แก่จำเลยก่อนที่ผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเงินกู้ เป็นเหตุให้สัญญาจำนองระงับสิ้นไป ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิในฐานะเจ้าหนี้จำนองที่ดินพิพาทแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงเป็นไปดังฎีกาของผู้ร้องแล้ว สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องได้รับโอนมาเพียงใด ผู้ร้องย่อมได้สิทธิเรียกร้องมาเพียงนั้น จึงไม่มีหนี้จำนองที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินเช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องส่งโฉนดที่ดินแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ-ชวลิต ยอดเณร-ประเสริฐ เขียนนิลศิริ) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ (1) ในการบังคับคดียึดที่ดินที่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินนั้น มีวิธีการหรือขั้นตอนสำคัญประการหนึ่งที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 304 วรรคหนึ่ง คือ ต้องนำหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินนั้นมา เมื่อได้มาแล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีจะเก็บรักษาไว้ในระหว่างการบังคับคดี เหตุผลที่กฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องจัดการให้ได้หนังสือสำคัญสำหรับที่ดินมานั้นพอเข้าใจได้ว่าเพื่อมิให้ลูกหนี้ใช้หนังสือสำคัญสำหรับที่ดินไปจดทะเบียนจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินที่ยึดแก่ผู้อื่นอันมีผลจำกัดการใช้สิทธิของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในการจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินภายหลังการยึดได้ทางหนึ่ง ขณะเดียวกันก็คุ้มครองป้องกันบุคคลภายนอกผู้สุจริตที่อาจต้องเสียหายเมื่อรับการจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินที่ยึดจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาเนื่องจากบุคคลภายนอกนั้นไม่อาจอ้างสิทธิในที่ดินตามที่ได้รับจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ตามมาตรา 305(1) นอกจากนี้เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินที่ยึดแล้วต้องมอบหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินให้ผู้ซื้อที่ดินนั้นเพื่อไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้ผู้ซื้อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อไป ปัญหาว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องได้หนังสือสำคัญสำหรับที่ดินมาเสมอหรือไม่และหากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้หนังสือสำคัญสำหรับที่ดินมาจะถือว่ามีการยึดที่ดินนั้นโดยชอบหรือไม่ เมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 304 วรรคหนึ่งตอนท้ายแล้ว เห็นได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่จำเป็นต้องได้หนังสือสำคัญสำหรับที่ดินที่ยึดมาก็ได้ทั้งนี้เพราะถ้าหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินยังไม่ได้ออกหรือนำมาแสดงไม่ได้หรือหาไม่พบบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวให้ถือว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการยึดที่ดินต่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการยึดตามกฎหมายแล้ว ทางปฏิบัติเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดิน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอให้ยึดที่ดินจะส่งมอบหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินที่มีอยู่กับตนให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไว้เพื่อประกอบการยึดที่ดิน เช่น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่เป็นผู้รับจำนองหรือเจ้าหนี้ที่ยึดถือหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินที่ลูกหนี้มอบให้ไว้เป็นประกันหนี้ แต่ถ้าขณะทำการยึดยังไม่ได้หนังสือสำคัญสำหรับที่ดินมา เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเรียกผู้ครอบครองหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน เช่น เจ้าหนี้ผู้รับจำนองหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาส่งมอบหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำหรับขั้นตอนปฏิบัติในช่วงนี้ก่อให้เกิดปัญหาและข้อขัดข้อง ทำให้การบังคับคดีต้องล่าช้าส่วนหนึ่งด้วย กล่าวคือ หากผู้ครอบครองหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินเพิกเฉยหรือไม่ยอมส่ง เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีหนังสือขอให้ศาลเรียกผู้ครอบครองหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินนั้นส่งหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้ายังคงเพิกเฉยไม่ยอมส่งตามที่ศาลมีคำสั่งเรียกปัญหาว่าจะบังคับผู้ครอบครองหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินได้หรือไม่อย่างไร กรณีนี้หากพิจารณาบทบัญญัติว่าด้วยอำนาจของศาลทั้งในส่วนบททั่วไปและส่วนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว เห็นว่าศาลไม่มีอำนาจออกหมายจับผู้รับคำสั่งเรียกให้ส่งหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินที่เพิกเฉยคำสั่งศาลได้ ทางแก้ไขเท่าที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคยปฏิบัติมาเพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้ก็คือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขออนุญาตศาลขายที่ดินที่ยึดนั้นตามสำเนาหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตและมีการขายทอดตลาดที่ดินแล้วศาลจะมีหนังสือขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินนั้นแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ซื้อโดยถือเป็นกรณีที่หนังสือสำคัญสำหรับที่ดินสูญหายตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 43(พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ข้อ 17(3) สำหรับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างเหตุที่ไม่ยอมส่งโฉนดที่ดินและสัญญาจำนอง ศาลจึงต้องมีคำสั่งเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดตามคำร้องของผู้ร้อง คำสั่งของศาลตลอดจนคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกาย่อมมีผลผูกพันบังคับผู้ร้องได้ต่อไป (2) ตามคำร้องของผู้ร้องอ้างเหตุที่ไม่อาจส่งโฉนดที่ดินและสัญญาจำนองส่วนหนึ่งว่าผู้ร้องต้องใช้โฉนดที่ดินและสัญญาจำนองเพื่ออ้างส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาลในคดีที่ผู้ร้องฟ้องบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ ข้ออ้างของผู้ร้องนี้มีทางแก้ไขข้อขัดข้องได้คือเมื่อผู้ร้องส่งโฉนดที่ดินและสัญญาจำนองให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วก็อาจขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรับรองสำเนาเอกสารนั้นหรือผู้ร้องจะขอถ่ายสำเนาเอกสารฉบับที่มีอยู่ที่สำนักงานที่ดินของกรมที่ดินก็ได้ แล้วนำสำเนาเอกสารนั้นใช้อ้างต่อศาลในการพิจารณาคดีต่อไปโดยอ้างต่อศาลด้วยว่าต้นฉบับเอกสารอยู่ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีในการบังคับคดีเรื่องใด ศาลก็รับฟังสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(3) องอาจ งามมีศรี
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
49110
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082049176"
    }
}
date
2545
deka_no
6293/2545
deka_running_no
6293
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ",
    "ชวลิต ยอดเณร",
    "ประเสริฐ เขียนนิลศิริ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 241",
            "ม. 702"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 275",
            "ม. 276",
            "ม. 304"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย พีรพงษ์ ตันจิตวิริยะ"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัท เอ็ม.ที.แอนด์ ซัน กรุ๊ป (1999) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท วี.เอส.กรุ๊ป 93 จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 237,430 บาท จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์สินของจำเลย แต่ทรัพย์สินของจำเลยอยู่ในเขตศาลจังหวัดสมุทรสาครเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขอให้ศาลจังหวัดสมุทรสาครดำเนินการบังคับคดีแทน ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรสาครได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 70220 ตำบลนาดี อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย แต่เนื่องจากโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนอง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขอให้ศาลจังหวัดสมุทรสาครออกหมายเรียกกรรมการผู้จัดการของผู้ร้องมาสอบถามและสั่งให้ผู้ร้องส่งโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนอง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากเจ้าหนี้เดิมของจำเลยย่อมมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนองจนกว่าจะได้รับชำระหนี้จากจำเลยจนครบถ้วน และขณะนี้ผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ให้ชำระหนี้แก่ผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องจำเป็นต้องใช้โฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนองเพื่ออ้างส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาลในคดีดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้ผู้ร้องจะเป็นเจ้าหนี้เงินกู้และมีสิทธิยึดหน่วงก็ตามแต่ผู้ร้องก็มีหน้าที่ต้องส่งโฉนดที่ดินตามที่ศาลหมายเรียกไปเพราะหากบังคับคดีขายทอดตลาดแล้ว ผู้ร้องก็มีสิทธิที่จะบังคับตามสัญญากู้ยืมไม่เป็นที่เสียหาย จึงให้ผู้ร้องส่งโฉนดที่ดินดังกล่าวต่อศาลภายใน 15 วัน

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินของจำเลยไว้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดที่ดินของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดนั้นเป็นการใช้สิทธิทางศาลของโจทก์ในชั้นบังคับคดี เมื่อปรากฏว่าที่ดินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดนั้นโฉนดที่ดินอันเป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์อยู่ในความครอบครองของผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้จำนองในที่ดินที่จำเลยมีต่อเจ้าหนี้เดิมผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินจำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญโดยมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง เพราะการจำนองย่อมติดตามตัวที่ดินไปตลอดจนกว่าผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้ แต่การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ผู้ร้องส่งมอบโฉนดที่ดินที่จะขายทอดตลาดนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275, 276ประกอบด้วยมาตรา 304 ในกรณีนี้สิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินจึงเป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องผู้เป็นเจ้าหนี้กับจำเลยผู้เป็นลูกหนี้เท่านั้น ผู้ร้องจะยึดหน่วงโฉนดที่ดินไว้รอจนกว่าจำเลยชำระหนี้อันเป็นการกระทบสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งที่จะบังคับยึดที่ดินเพื่อขายทอดตลาดหาได้ไม่ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า บริษัทเงินทุนยูไนเต็ดจำกัด (มหาชน) ได้ปลดจำนองที่ดินให้แก่จำเลยก่อนที่ผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเงินกู้ เป็นเหตุให้สัญญาจำนองระงับสิ้นไป ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิในฐานะเจ้าหนี้จำนองที่ดินพิพาทแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงเป็นไปดังฎีกาของผู้ร้องแล้ว สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องได้รับโอนมาเพียงใด ผู้ร้องย่อมได้สิทธิเรียกร้องมาเพียงนั้น จึงไม่มีหนี้จำนองที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินเช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องส่งโฉนดที่ดินแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
(1) ในการบังคับคดียึดที่ดินที่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินนั้น มีวิธีการหรือขั้นตอนสำคัญประการหนึ่งที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 304 วรรคหนึ่ง คือ ต้องนำหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินนั้นมา เมื่อได้มาแล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีจะเก็บรักษาไว้ในระหว่างการบังคับคดี เหตุผลที่กฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องจัดการให้ได้หนังสือสำคัญสำหรับที่ดินมานั้นพอเข้าใจได้ว่าเพื่อมิให้ลูกหนี้ใช้หนังสือสำคัญสำหรับที่ดินไปจดทะเบียนจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินที่ยึดแก่ผู้อื่นอันมีผลจำกัดการใช้สิทธิของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในการจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินภายหลังการยึดได้ทางหนึ่ง ขณะเดียวกันก็คุ้มครองป้องกันบุคคลภายนอกผู้สุจริตที่อาจต้องเสียหายเมื่อรับการจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินที่ยึดจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาเนื่องจากบุคคลภายนอกนั้นไม่อาจอ้างสิทธิในที่ดินตามที่ได้รับจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ตามมาตรา 305(1) นอกจากนี้เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินที่ยึดแล้วต้องมอบหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินให้ผู้ซื้อที่ดินนั้นเพื่อไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้ผู้ซื้อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อไป ปัญหาว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องได้หนังสือสำคัญสำหรับที่ดินมาเสมอหรือไม่และหากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้หนังสือสำคัญสำหรับที่ดินมาจะถือว่ามีการยึดที่ดินนั้นโดยชอบหรือไม่ เมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 304 วรรคหนึ่งตอนท้ายแล้ว เห็นได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่จำเป็นต้องได้หนังสือสำคัญสำหรับที่ดินที่ยึดมาก็ได้ทั้งนี้เพราะถ้าหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินยังไม่ได้ออกหรือนำมาแสดงไม่ได้หรือหาไม่พบบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวให้ถือว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการยึดที่ดินต่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการยึดตามกฎหมายแล้ว ทางปฏิบัติเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดิน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอให้ยึดที่ดินจะส่งมอบหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินที่มีอยู่กับตนให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไว้เพื่อประกอบการยึดที่ดิน เช่น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่เป็นผู้รับจำนองหรือเจ้าหนี้ที่ยึดถือหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินที่ลูกหนี้มอบให้ไว้เป็นประกันหนี้ แต่ถ้าขณะทำการยึดยังไม่ได้หนังสือสำคัญสำหรับที่ดินมา เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเรียกผู้ครอบครองหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน เช่น เจ้าหนี้ผู้รับจำนองหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาส่งมอบหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำหรับขั้นตอนปฏิบัติในช่วงนี้ก่อให้เกิดปัญหาและข้อขัดข้อง ทำให้การบังคับคดีต้องล่าช้าส่วนหนึ่งด้วย กล่าวคือ หากผู้ครอบครองหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินเพิกเฉยหรือไม่ยอมส่ง เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีหนังสือขอให้ศาลเรียกผู้ครอบครองหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินนั้นส่งหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้ายังคงเพิกเฉยไม่ยอมส่งตามที่ศาลมีคำสั่งเรียกปัญหาว่าจะบังคับผู้ครอบครองหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินได้หรือไม่อย่างไร กรณีนี้หากพิจารณาบทบัญญัติว่าด้วยอำนาจของศาลทั้งในส่วนบททั่วไปและส่วนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว เห็นว่าศาลไม่มีอำนาจออกหมายจับผู้รับคำสั่งเรียกให้ส่งหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินที่เพิกเฉยคำสั่งศาลได้ ทางแก้ไขเท่าที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคยปฏิบัติมาเพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้ก็คือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขออนุญาตศาลขายที่ดินที่ยึดนั้นตามสำเนาหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตและมีการขายทอดตลาดที่ดินแล้วศาลจะมีหนังสือขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินนั้นแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ซื้อโดยถือเป็นกรณีที่หนังสือสำคัญสำหรับที่ดินสูญหายตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 43(พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ข้อ 17(3) สำหรับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างเหตุที่ไม่ยอมส่งโฉนดที่ดินและสัญญาจำนอง ศาลจึงต้องมีคำสั่งเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดตามคำร้องของผู้ร้อง คำสั่งของศาลตลอดจนคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกาย่อมมีผลผูกพันบังคับผู้ร้องได้ต่อไป (2) ตามคำร้องของผู้ร้องอ้างเหตุที่ไม่อาจส่งโฉนดที่ดินและสัญญาจำนองส่วนหนึ่งว่าผู้ร้องต้องใช้โฉนดที่ดินและสัญญาจำนองเพื่ออ้างส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาลในคดีที่ผู้ร้องฟ้องบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ ข้ออ้างของผู้ร้องนี้มีทางแก้ไขข้อขัดข้องได้คือเมื่อผู้ร้องส่งโฉนดที่ดินและสัญญาจำนองให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วก็อาจขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรับรองสำเนาเอกสารนั้นหรือผู้ร้องจะขอถ่ายสำเนาเอกสารฉบับที่มีอยู่ที่สำนักงานที่ดินของกรมที่ดินก็ได้ แล้วนำสำเนาเอกสารนั้นใช้อ้างต่อศาลในการพิจารณาคดีต่อไปโดยอ้างต่อศาลด้วยว่าต้นฉบับเอกสารอยู่ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีในการบังคับคดีเรื่องใด ศาลก็รับฟังสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(3) องอาจ งามมีศรี
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000977.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545