คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6294/2545 ฉบับเต็ม

#49111
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6294/2545 นาย อ๊าต โพธิโชติ กับพวก โจทก์ นาง คำมุข ศิริบรรพจน์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150 ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 247 จำเลยเป็นผู้อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่ ล. มารดาโจทก์ฟ้องบังคับให้ ท. จดทะเบียนโอนที่ดิน การที่จำเลยกับ ล. ทำหนังสือสัญญากันระบุว่า ล. จะจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในคดีที่ ล. พิพาทกับ ท. ให้แก่จำเลยเมื่อคดีถึงที่สุดกับให้เงินสดแก่จำเลยเพื่อตอบแทนที่จำเลยไปเบิกความเป็นพยานให้นั้น แสดงว่าจำเลยยอมไปเบิกความเป็นพยานก็โดยเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้ที่ดินพิพาทและเงินจาก ล. เป็นการตอบแทน จึงเป็นการที่จำเลยแสวงหาประโยชน์จากการเป็นความของบุคคลอื่น ข้อตกลงตามหนังสือสัญญาจึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป แต่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยใช้ค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจึงเกินคำขอของโจทก์ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246,247 ___________________________ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 85 ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านและที่ดิน จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า จำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 85 ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ทิศเหนือยาว 40 เมตร จดที่ดินของกรมตำรวจ ทิศใต้ยาว 40 เมตร จดที่ดินแปลงเดิม ทิศตะวันออกยาว 80 เมตรจดทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันตกยาว 80 เมตร จดที่ดินแปลงเดิม ห้ามโจทก์ทั้งสี่และบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้โจทก์ทั้งสี่ทำนิติกรรมจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 85 ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นและใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสี่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 85 ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นเนื้อที่ 14 ไร่ 2 งาน 77 ตารางวา เดิมมีคุณหญิงห่วง ทรงสุรเดช เป็นเจ้าของ จำเลยปลูกบ้านอาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทต่อมาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวตกเป็นมรดกแก่นางเทพีเศวตนาค นางเทพีได้ขายที่ดินให้แก่นางไล โพธิโชติ มารดาโจทก์ทั้งสี่ แต่นางเทพีไม่ยอมจดทะเบียนโอนให้ นางไลจึงฟ้องบังคับให้นางเทพีจดทะเบียนโอน จำเลยได้เบิกความเป็นพยานให้นางไลในคดีดังกล่าว โดยมีข้อตกลงว่านางไลจะโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่2 ไร่ กับเงินสดอีก 100,000 บาท ให้แก่จำเลยเมื่อคดีถึงที่สุดเป็นการตอบแทน โดยได้ทำหนังสือสัญญาไว้ ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาให้นางไลชนะคดี แต่นางไลถึงแก่กรรมระหว่างดำเนินคดี โจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทของนางไลได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินตามคำพิพากษาแล้วปฏิเสธไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ข้อตกลงตามหนังสือสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า จำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่นางไลมารดาโจทก์ทั้งสี่ฟ้องบังคับให้นางเทพีจดทะเบียนโอนที่ดินดังนี้ การที่จำเลยกับนางไลทำหนังสือสัญญากันระบุว่านางไลจะจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในคดีที่นางไลพิพาทกับนางเทพีให้แก่จำเลยเมื่อคดีถึงที่สุดกับให้เงินสดอีก 100,000 บาท แก่จำเลยเพื่อตอบแทนที่จำเลยไปเบิกความเป็นพยานให้นั้น แสดงว่าจำเลยยอมไปเบิกความเป็นพยานก็โดยเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ และเงินสดอีก 100,000 บาท จากนางไลเป็นการตอบแทนเช่นนี้ จึงเป็นการที่จำเลยแสวงหาประโยชน์จากการเป็นความของบุคคลอื่น ข้อตกลงตามหนังสือสัญญาจึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 เดิม (มาตรา 150 ที่แก้ไขใหม่)ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปการที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจึงเกินคำขอของโจทก์ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246, 247" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 (สบโชค สุขารมณ์-สมชาย พงษธา-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การที่โจทก์ฟ้องและเรียกค่าเสียหายหลังจากวันฟ้องเป็นต้นไป หรือศาลจะกำหนดค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยนับจากวันที่โจทก์ฟ้องเป็นต้นไป จะใช้คำว่าอย่างไรซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ และขอค่าเสียหายเป็นรายเดือนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนออกจากที่ดินของโจทก์และใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป เป็นการเกินคำขอของโจทก์ และศาลฎีกาได้พิพากษาแก้ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปนั้น แสดงให้เห็นว่าคำว่า นับแต่วันฟ้องกับคำว่า นับถัดจากวันฟ้อง มีความหมายแตกต่างกัน เป็นการวินิจฉัยกลับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3083/2524 ซึ่งวินิจฉัยว่า คำว่า นับแต่วันฟ้องกับคำว่า นับถัดจากวันฟ้องมีผลทางกฎหมายเหมือนกัน โดยวินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยด้วยว่าการคำนวณนับระยะเวลาในการคิดดอกเบี้ยนั้นอยู่ในบังคับของหลักทั่วไปตามบทบัญญัติมาตรา 158(มาตรา 193/3 วรรคสอง) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งห้ามมิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลารวมคำนวณเข้าด้วย ย่อมจะเริ่มนับหนึ่งในวันรุ่งขึ้นโดยไม่นับวันฟ้องรวมคำนวณเข้าอยู่ด้วยแล้ว ไม่จำเป็นอย่างใดที่จะต้องใช้ถ้อยคำเจาะจงว่าให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง ผู้หมายเหตุเห็นว่า คำว่า นับแต่วันฟ้อง กับ นับถัดจากวันฟ้อง (นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง) น่าจะมีผลในทางกฎหมายเหมือนกัน ดังคำวินิจฉัยของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3083/2524 ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
49111
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082049174"
    }
}
date
2545
deka_no
6294/2545
deka_running_no
6294
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "สมชาย พงษธา",
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142",
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย อ๊าต โพธิโชติ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง คำมุข ศิริบรรพจน์"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 85 ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านและที่ดิน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า จำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 85 ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ทิศเหนือยาว 40 เมตร จดที่ดินของกรมตำรวจ ทิศใต้ยาว 40 เมตร จดที่ดินแปลงเดิม ทิศตะวันออกยาว 80 เมตรจดทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันตกยาว 80 เมตร จดที่ดินแปลงเดิม ห้ามโจทก์ทั้งสี่และบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้โจทก์ทั้งสี่ทำนิติกรรมจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสี่

โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 85 ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นและใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสี่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 85 ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นเนื้อที่ 14 ไร่ 2 งาน 77 ตารางวา เดิมมีคุณหญิงห่วง ทรงสุรเดช เป็นเจ้าของ จำเลยปลูกบ้านอาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทต่อมาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวตกเป็นมรดกแก่นางเทพีเศวตนาค นางเทพีได้ขายที่ดินให้แก่นางไล โพธิโชติ มารดาโจทก์ทั้งสี่ แต่นางเทพีไม่ยอมจดทะเบียนโอนให้ นางไลจึงฟ้องบังคับให้นางเทพีจดทะเบียนโอน จำเลยได้เบิกความเป็นพยานให้นางไลในคดีดังกล่าว โดยมีข้อตกลงว่านางไลจะโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่2 ไร่ กับเงินสดอีก 100,000 บาท ให้แก่จำเลยเมื่อคดีถึงที่สุดเป็นการตอบแทน โดยได้ทำหนังสือสัญญาไว้ ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาให้นางไลชนะคดี แต่นางไลถึงแก่กรรมระหว่างดำเนินคดี โจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทของนางไลได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินตามคำพิพากษาแล้วปฏิเสธไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ข้อตกลงตามหนังสือสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า จำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่นางไลมารดาโจทก์ทั้งสี่ฟ้องบังคับให้นางเทพีจดทะเบียนโอนที่ดินดังนี้ การที่จำเลยกับนางไลทำหนังสือสัญญากันระบุว่านางไลจะจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในคดีที่นางไลพิพาทกับนางเทพีให้แก่จำเลยเมื่อคดีถึงที่สุดกับให้เงินสดอีก 100,000 บาท แก่จำเลยเพื่อตอบแทนที่จำเลยไปเบิกความเป็นพยานให้นั้น แสดงว่าจำเลยยอมไปเบิกความเป็นพยานก็โดยเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ และเงินสดอีก 100,000 บาท จากนางไลเป็นการตอบแทนเช่นนี้ จึงเป็นการที่จำเลยแสวงหาประโยชน์จากการเป็นความของบุคคลอื่น ข้อตกลงตามหนังสือสัญญาจึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 เดิม (มาตรา 150 ที่แก้ไขใหม่)ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปการที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจึงเกินคำขอของโจทก์ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246, 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การที่โจทก์ฟ้องและเรียกค่าเสียหายหลังจากวันฟ้องเป็นต้นไป หรือศาลจะกำหนดค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยนับจากวันที่โจทก์ฟ้องเป็นต้นไป จะใช้คำว่าอย่างไรซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ และขอค่าเสียหายเป็นรายเดือนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนออกจากที่ดินของโจทก์และใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป เป็นการเกินคำขอของโจทก์ และศาลฎีกาได้พิพากษาแก้ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปนั้น แสดงให้เห็นว่าคำว่า นับแต่วันฟ้องกับคำว่า นับถัดจากวันฟ้อง มีความหมายแตกต่างกัน เป็นการวินิจฉัยกลับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3083/2524 ซึ่งวินิจฉัยว่า คำว่า นับแต่วันฟ้องกับคำว่า นับถัดจากวันฟ้องมีผลทางกฎหมายเหมือนกัน โดยวินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยด้วยว่าการคำนวณนับระยะเวลาในการคิดดอกเบี้ยนั้นอยู่ในบังคับของหลักทั่วไปตามบทบัญญัติมาตรา 158(มาตรา 193/3 วรรคสอง) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งห้ามมิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลารวมคำนวณเข้าด้วย ย่อมจะเริ่มนับหนึ่งในวันรุ่งขึ้นโดยไม่นับวันฟ้องรวมคำนวณเข้าอยู่ด้วยแล้ว ไม่จำเป็นอย่างใดที่จะต้องใช้ถ้อยคำเจาะจงว่าให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง ผู้หมายเหตุเห็นว่า คำว่า นับแต่วันฟ้อง กับ นับถัดจากวันฟ้อง (นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง) น่าจะมีผลในทางกฎหมายเหมือนกัน ดังคำวินิจฉัยของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3083/2524 ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000977.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545