ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6403/2545
นาย สุชาติ สิริพลังคานนท์ กับพวก
โจทก์
พลตำรวจตรี พงษ์ศักดิ์ โรหิโตปการ กับพวก
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 78, มาตรา 92, มาตรา 94 วรรคสอง, มาตรา 96 (1)
ป.วิ.พ. มาตรา 104
การจับ ส. ที่บ้านได้กระทำโดยมีหมายจับที่พันตำรวจเอก ร. ออกโดยชอบและหมายค้นของศาลจังหวัดมีนบุรี เมื่อแสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแสดงหมายค้น ส. ซึ่งยืนอยู่ด้านในรั้วบ้านได้ปิดล็อกกุญแจรั้วหน้าบ้าน แล้ววิ่งหนีเข้าบ้านไปปิดล็อกกุญแจบ้านด้านในอีกชั้นหนึ่งและไม่ยอมเปิดประตูโดยอ้างว่าจะไปมอบตัวในวันหลัง แสดงว่า ส. ไม่ยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปจับกุม การที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปใช้ไม้กระแทกประตูบ้านที่ปิดล็อกกุญแจด้านในไว้จนเปิดออกแล้วเข้าไปจับ ส. จึงเป็นกรณีจำเป็น ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจผู้จัดการตามหมายค้นมีอำนาจกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 94 วรรคสอง
ตามสำเนาบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นจับกุมที่บ้าน ส. เวลา 18.02 นาฬิกา แสดงว่าลงมือตรวจค้นตั้งแต่เวลา 18.02 นาฬิกาซึ่งยังเป็นเวลากลางวัน เมื่อยังไม่เสร็จจึงมีอำนาจตรวจค้นจับกุมต่อไป ในเวลากลางคืนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 96(1)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมานั้นเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น เมื่อคำเบิกความของ ส. ซึ่งแม้จะยังไม่จบคำถามค้านของทนายจำเลยประกอบพยานเอกสารที่คู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างส่งศาลข้อเท็จจริงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้วคดีจึงไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องต่อไป
___________________________
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 173, 174 วรรคสอง, 157, 175, 310, 83, 84และ 91 และลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157,310, 83 และ 91
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่าคดีโจทก์ทั้งสามมีมูลที่ศาลจะประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ ในข้อหาความผิดว่าจำเลยที่ 1 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จและฟ้องเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญานั้น ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระราคาที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2537 โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาและบุตรของโจทก์ที่ 1 ตามลำดับเป็นผู้รับชำระเงินแทนโจทก์ที่ 1 แต่จนกระทั่งวันที่ 19 ธันวาคม 2540 ซึ่งจำเลยที่ 1 ไปแจ้งความร้องทุกข์ว่าโจทก์ทั้งสามฉ้อโกงอันเป็นเวลาภายหลังจากจำเลยที่ 1ชำระราคาที่ดินเสร็จสิ้นแล้วกว่า 3 ปี โจทก์ที่ 1 ก็ยัง ไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะมีเหตุขัดข้องที่ดินยังติดการจำนองอยู่แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2533 ทั้งที่ดินดังกล่าวไม่มีชื่อโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด โดยขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมีชื่อนางสาววราภร เนตรน้อย เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่ ต่อมาวันที่ 24 กรกฎาคม 2533นางสาววราภรจึงได้จดทะเบียนโอนขายให้แก่ว่าที่ร้อยตรีณัฐพงศ์ นายวธัญญูและโจทก์ที่ 3 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมตลอดมาจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ดังนี้ พฤติการณ์ของโจทก์ทั้งสามย่อมมีเหตุทำให้จำเลยที่ 1เข้าใจว่าโจทก์ทั้งสามร่วมกันหลอกลวงจำเลยที่ 1 ทั้งข้อความที่จำเลยที่ 1 แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนก็เห็นได้ว่าเป็นการแจ้งข้อความไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีมูลความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา และการที่จำเลยที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1387/2542 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ซึ่งพนักงานอัยการฟ้องโจทก์ทั้งสามเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ก็ย่อมไม่มีมูลความผิดฐานฟ้องเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาเช่นกัน สำหรับข้อหาความผิดว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยจำเลยที่ 3 ในฐานะพนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ของจำเลยที่ 1 ขอออกหมายจับและทำความเห็นสมควรสั่งฟ้องโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 ออกหมายจับโจทก์ทั้งสามโดยไม่มีเหตุอันสมควรนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสามในข้อหาฉ้อโกง และตามคำแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ต่าง ๆ ให้เข้าใจได้ว่าโจทก์ทั้งสามร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น การที่จำเลยที่ 3 ในฐานะพนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ไว้ดำเนินการและเมื่อสอบสวนแล้วได้ทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้อง จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจของจำเลยที่ 3 ในฐานะพนักงานสอบสวนที่จะกระทำได้โดยชอบ ส่วนการออกหมายจับโจทก์ทั้งสามนั้นได้ความว่าหลังจากรับคำร้องทุกข์แล้ว จำเลยที่ 3 ในฐานะพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้โจทก์ทั้งสามไปพบพนักงานสอบสวนเนื่องในการสอบสวนหลายครั้ง แต่โจทก์ทั้งสามไม่ยอมไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกและมีหนังสือขอเลื่อนการไปให้ถ้อยคำตลอดมา กรณีจึงมีเหตุที่จะออกหมายจับโจทก์ทั้งสามได้ การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีมูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบสำหรับข้อหาความผิดว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนำหมายจับที่ออกโดยมิชอบไปขอให้ศาลออกหมายค้น แล้วเข้าตรวจค้นจับโจทก์ที่ 1 ที่บ้านโจทก์ที่ 1 ในเวลากลางคืนโดยใช้วิธีรุนแรงพังทำลายประตูบ้าน ทั้งต่อมาได้สั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสามล่าช้านั้น เห็นว่าการจับโจทก์ที่ 1ที่บ้านโจทก์ที่ 1 ได้กระทำโดยมีทั้งหมายจับที่จำเลยที่ 2 ออกโดยชอบดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น และหมายค้นของศาลจังหวัดมีนบุรี ทั้งพฤติการณ์ในการตรวจค้นจับกุมก็ปรากฏว่า เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นจับกุมที่บ้านโจทก์ที่ 1 เวลา 18.02 นาฬิกา เมื่อแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแสดงหมายค้น โจทก์ที่ 1 ซึ่งยืนอยู่บริเวณด้านในรั้วบ้านได้ปิดล็อกกุญแจรั้วหน้าบ้าน แล้ววิ่งหนีเข้าบ้านไปปิดล็อกกุญแจบ้านด้านในอีกชั้นหนึ่งและไม่ยอมเปิดประตูโดยอ้างว่าจะไปมอบตัวในวันหลัง แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปจับกุม การที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปใช้ไม้กระแทกประตูบ้านที่ปิดล็อกกุญแจด้านในไว้จนเปิดออกแล้วเข้าไปจับโจทก์ที่ 1 จึงเป็นกรณีจำเป็นซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจผู้จัดการตามหมายค้นมีอำนาจกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 94 วรรคสอง ส่วนที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่า การเข้าตรวจค้นจับกุมกระทำในเวลากลางคืนนั้นได้ความตามที่โจทก์ที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสามในตอนแรกว่าเจ้าพนักงานตำรวจไปถึงบ้านโจทก์ที่ 1 เวลา 18 นาฬิกาเศษ แล้วเบิกความใหม่ว่าเวลา 19 นาฬิกาเศษ ขณะนั้นพระอาทิตย์ตกดินแล้ว คำเบิกความในตอนแรกจึงเจือสมกับสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวข้างต้น เชื่อได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจไปถึงบ้านโจทก์ที่ 1 และลงมือตรวจค้นตั้งแต่เวลา 18.02 นาฬิกาซึ่งยังเป็นเวลากลางวัน เมื่อยังไม่เสร็จ จึงมีอำนาจตรวจค้นจับกุมต่อไปในเวลากลางคืนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 96(1) ส่วนที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่าการสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวกระทำอย่างล่าช้าเกินสมควร เป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ถูกจับกุมไปที่สถานีตำรวจนครบาลร่มเกล้าเมื่อเวลา 23นาฬิกา เมื่อไปถึงพนักงานสอบสวนซึ่งรับตัวโจทก์ที่ 1 ย่อมจะต้องทำการสอบสวนและทำประวัติโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งถูกจับกุมในเวลาต่อมา อีกทั้งในการสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของโจทก์ทั้งสามยังจะต้องพิจารณาข้อกล่าวหาพยานหลักฐาน พฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีและความน่าเชื่อถือของหลักประกันด้วย ซึ่งจะต้องใช้เวลาตามสมควร การที่เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการต่าง ๆ ดังกล่าวโดยใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง จึงสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสามเช่นนี้เป็นการใช้เวลาตามสมควรแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีมูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเช่นกัน คดีของโจทก์ทั้งสามจึงไม่มีมูลที่ศาลจะประทับฟ้องไว้พิจารณา อนึ่ง ที่โจทก์ทั้งสามฎีกาด้วยว่า โจทก์ทั้งสามนำตัวโจทก์ที่ 1เข้าเบิกความยังไม่จบปาก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้อง เป็นการไม่ชอบและเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมานั้นเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น เมื่อปรากฏว่าจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ซึ่งแม้จะเบิกความยังไม่จบคำถามค้านของทนายจำเลยประกอบพยานเอกสารที่คู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างส่งศาล ข้อเท็จจริงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้วคดีจึงไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องอีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้อง และศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(ประชา ประสงค์จรรยา-องอาจ โรจนสุพจน์-ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ