คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6428/2545 ฉบับเต็ม

#49117
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6428/2545 นาย สุชาติ สงวนจิตร์ โจทก์ นาย อุดมศักดิ์ คงทอง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1343 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1343 บัญญัติห้ามมิให้ขุดดินจนอาจเป็นอันตรายแก่ความอยู่มั่นแห่งที่ดินที่ติดต่อ เว้นแต่จะจัดการเพียงพอเพื่อป้องกันความเสียหาย ฉะนั้น การที่จำเลยขุดดินลึก 2 เมตร ในแนวตั้งฉากซึ่งมีระยะใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ อาจทำให้ที่ดินของโจทก์ได้รับความเสียหายพังทลายลงได้ จำเลยจึงต้องจัดการเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ที่ดินของโจทก์ ซึ่งศาลเห็นสมควรให้จำเลยปรับระดับพื้นดินที่ต่อจากที่ดินที่จำเลยถมให้ลาดเอียงสู่พื้นดินในระดับไม่เกิน 45 องศา ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยนำดินมาถมในที่ดินที่ขุดไว้จนได้ระดับความลึกไม่เกิน 4 เมตร และห่างจากแนวเขตไม่น้อยกว่า 2 เมตร พร้อมกับให้จำเลยทำเขื่อนที่ขอบพื้นดินที่ขุดตลอดแนวเพื่อกันมิให้ดินพังทลาย หากจำเลยไม่ดำเนินการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ดำเนินการแทน โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และห้ามมิให้จำเลยขุดดินในที่ดินของจำเลยตามแนวเขตที่ติดกับที่ดินของโจทก์โดยมิได้เว้นระยะห่างจากแนวเขตไม่น้อยกว่า 2 เมตร หรือไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งแห่งส่วนความลึกที่ขุด จำเลยให้การว่า จำเลยขุดดินในที่ดินของจำเลยเพื่อปลูกต้นไม้และป้องกันน้ำไหลเข้าบ้านซึ่งอยู่ต่ำกว่าบริเวณพื้นดินที่ขุด มีความยาวประมาณ 100 เมตร ลึกประมาณ 1 ถึง 2 เมตร เพื่อปรับพื้นที่ดินให้อยู่ในระดับเดียวกับบ้าน จำเลยขุดดินห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์ประมาณ 1 ถึง 2 เมตร ซึ่งหลังจากขุดแล้วจำเลยได้ปลูกมะละกอ กล้วยและต้นไม้คลุมดินไว้ ฤดูฝนที่ผ่านมาที่ดินของโจทก์ก็ไม่พังทลาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยถมดินในที่ดินโฉนดเลขที่ 1279 ตำบลพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ตามแนวเขตซึ่งติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1280 ของโจทก์ ในส่วนที่จำเลยขุดไว้จนอยู่ในระดับเดิมโดยให้มีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์ 1 เมตร และห้ามมิให้จำเลยขุดดินโดยไม่เว้นระยะห่างจากแนวเขตของโจทก์ 1 เมตรหรือกว่านั้น คำขออื่นนอกจากนี้ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1280 ตำบลพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่ (เดิมอำเภอพลอยแหวน) จังหวัดจันทบุรี จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1279 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตก มีแนวเขตติดต่อกันจากด้านทิศเหนือลงมาทิศใต้ โดยจำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินของตนด้วย 1 หลัง โจทก์ทำรั้วลวดหนามกั้นแนวเขตที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยไว้ ประมาณเดือนเมษายน 2541 จำเลยขุดดินในที่ดินของจำเลยยาวประมาณ 100 เมตร ใกล้แนวเขตที่ดินของโจทก์ จุดที่ขุดบางช่วงห่างจากแนวเขตประมาณ 30 เซนติเมตร ถึง 50 เซนติเมตร บางช่วงขุดเป็นแนวตั้งฉากลึกประมาณ 2 เมตร หลังจากขุดแล้วจำเลยปลูกต้นมะละกอและต้นกล้วยในบริเวณที่ขุด และบางจุดจำเลยได้นำดินมาถมบริเวณที่ขุดให้พื้นที่มีระดับลาดเอียง ภายหลังจากที่จำเลยขุดดินแล้วต้นทุเรียนของโจทก์ที่ปลูกใกล้แนวเขตไม่ได้รับความเสียหาย และเมื่อผ่านฤดูฝนหลังจากที่มีการขุดแล้วรั้วลวดหนามของโจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหาย มีปัญหาวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องขุดดินให้ห่างแนวเขตที่ดินของโจทก์ไม่น้อยกว่า 2 เมตร และต้องทำเขื่อนตลอดแนวที่ดินที่ขุดเพื่อป้องกันมิให้ดินในแนวเขตที่ดินของโจทก์พังทลายหรือไม่ สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้จำเลยขุดดินให้ห่างแนวเขตที่ดินโจทก์ 2 เมตรนั้น โจทก์อ้างในฎีกาว่าบริเวณที่ดินที่จำเลยขุดมีเนื้อที่หลายงานมีสภาพเป็นสระซึ่งจะขุดในระยะ 2 เมตร จากแนวเขตที่ดินของโจทก์ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1342 วรรคหนึ่ง เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยขุดดินจนสภาพพื้นดินที่ขุดเป็นสระนั้น โจทก์ไม่ได้หยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างและนำสืบในศาลชั้นต้น ทั้งตามภาพถ่ายและตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยรับกันว่าจำเลยขุดดินเพื่อปรับพื้นที่ให้อยู่ในระดับเดียวกับบ้านของจำเลยที่ปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าว ถ้าบริเวณที่ขุดมีสภาพเป็นสระเมื่อเวลาฝนตกน้ำย่อมจะท่วมบ้านจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยขุดดินจนมีสภาพเป็นสระอันจะต้องเว้นระยะห่างจากแนวเขตที่ดิน 2 เมตร ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ขอให้จำเลยสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันไม่ให้ที่ดินของโจทก์ตามแนวเขตที่ดินพังทลายนั้นแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าเมื่อจำเลยขุดดินเสร็จและผ่านฤดูฝนไปแล้ว ที่ดิน ต้นทุเรียน และรั้วลวดหนามของโจทก์ที่ติดอยู่กับแนวเขตที่ดินของจำเลยยังไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างเขื่อนดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1343 บัญญัติห้ามมิให้ขุดดินจนอาจเป็นอันตรายแก่ความอยู่มั่นแห่งที่ดินติดต่อเว้นแต่จะจัดการเพียงพอเพื่อป้องกันความเสียหาย การที่จำเลยขุดดินลึก 2 เมตรในแนวตั้งฉากมีระยะใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ ที่ดินของโจทก์อาจได้รับความเสียหายพังทลายลงได้ ดังนั้น จำเลยจึงต้องจัดการเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ที่ดินของโจทก์ มีปัญหาว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยถมที่ดินที่ติดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในระดับเดิม โดยให้มีระยะห่างจากแนวเขต 1 เมตร นั้น เพียงพอที่จะป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดแก่ที่ดินของโจทก์แล้วหรือไม่ เห็นว่าแม้ว่าจำเลยจะต้องถมที่ดินให้แนวเขตที่ขุดอยู่ห่างแนวเขตที่ดินโจทก์ 1 เมตร แต่ถ้าการถมหรือขุดอยู่ในแนวดิ่ง ที่ดินนั้นก็อาจพังทลายลงได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันที่ดินของโจทก์ตามแนวเขตที่ดินที่จำเลยขุด จึงเห็นสมควรให้จำเลยปรับระดับพื้นดินที่ต่อจากที่ดินที่จำเลยถมตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ลาดเอียงสู่พื้นดินไม่เกิน 45 องศาด้วย เมื่อจำเลยดำเนินการดังกล่าวแล้วน่าจะเพียงพอที่จะป้องกันความเสียหายแก่ที่ดินของโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อจำเลยถมดินจนอยู่ในระดับเดิมโดยมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดิน 1 เมตร แล้วให้จำเลยปรับระดับพื้นดินที่ต่อจากที่ดินที่จำเลยถมให้ลาดเอียงลงสู่พื้นดินของจำเลยในระดับไม่เกิน 45 องศา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 (มานะ ศุภวิริยกุล-วิรัช ลิ้มวิชัย-สดศรี สัตยธรรม) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1343 เป็นข้อจำกัดการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินเกี่ยวกับการขุดดินและบรรทุกน้ำหนักบนที่ดินของตนเกินควร ซึ่งอาจเป็นเหตุอันตรายแก่ความอยู่มั่นแห่งที่ดินติดต่อของบุคคลอื่น เช่น การทรุดตัวของที่ดินที่ติดต่อ การพังทลายหรือการไหลของดินที่ติดต่อ อันเนื่องมาจากการขุดดินหรือบรรทุกน้ำหนักบนที่ดินดังกล่าว เว้นแต่จะได้จัดการเพียงพอเพื่อป้องกันความเสียหายดังกล่าวดังนั้น การจัดการอย่างไรถึงจะเพียงพอเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินติดต่อนั้นก็ต้องพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงแห่งพฤติการณ์ แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในเรื่องนี้ ได้พิเคราะห์ถึงเหตุอันตรายแก่ความอยู่มั่นคงแห่งที่ดินของโจทก์ ซึ่งที่ดินของโจทก์อาจได้รับความเสียหายพังทลายลงได้จากการที่จำเลยขุดดินลึก 2 เมตร ในแนวตั้งฉากมีระยะใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ จึงให้จำเลยจัดการเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ที่ดินของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1343 โดยให้จำเลยปรับระดับพื้นดินที่ต่อจากที่ดินที่จำเลยถมให้ลาดเอียงลงสู่พื้นดินของจำเลยในระดับไม่เกิน 45 องศาด้วย แม้ว่าจำเลยจะได้ถมดินให้แนวเขตที่ขุดอยู่ห่างแนวเขตที่ดินโจทก์ 1 เมตรแล้วก็ตาม ทั้งนี้เพื่อป้องกันที่ดินของโจทก์ดังกล่าว มีข้อสังเกตในคดีนี้ว่า โจทก์อ้างในฎีกาว่าบริเวณที่ดินที่จำเลยขุดมีเนื้อที่หลายงานมีสภาพเป็นสระซึ่งจะขุดในระยะ 2 เมตรจากแนวเขตที่ดินโจทก์ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1342 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ไม่ได้หยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างและนำสืบในศาลชั้นต้นซึ่งมาตรา 1342 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บ่อ สระ หลุมรับน้ำโสโครก หรือหลุมรับปุ๋ยหรือขยะมูลฝอยนั้น ท่านว่าจะขุดในระยะสองเมตรจากแนวเขตที่ดินไม่ได้" และวรรคสองบัญญัติว่า "คูหรือการขุดร่องเพื่อวางท่อน้ำใต้ดินหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันนั้น ท่านว่าจะทำใกล้แนวเขตที่ดินกว่าครึ่งหนึ่งแห่งส่วนลึกของคูหรือร่องนั้นไม่ได้ แต่ถ้าทำห่างจากแนวเขตหนึ่งเมตรหรือกว่านั้น ท่านว่าทำได้" ดังนั้นถ้ามีการขุดบ่อหรือสระในระยะ 2 เมตร จากแนวเขตที่ดินย่อมต้องห้ามตามมาตรานี้แม้จะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรหรือป้องกันมิให้ที่ดินพังทลายแล้วก็ตาม เพราะว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1342 มีเจตนารมณ์ที่จะป้องกันมิให้ที่ดินซึ่งอยู่ชิดแนวของที่ดินนั้นพังลงตามธรรมชาติ เนื่องจากมีการขุดดินใกล้แนวเขตที่ดินจนเกินไป จึงได้กำหนดว่าการขุดคูหรือร่องน้ำจะใกล้แนวเขตที่ดินกว่าครึ่งหนึ่งแห่งส่วนลึกของคูหรือร่องน้ำไม่ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 544/2516) และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 929/2505(ประชุมใหญ่) วินิจฉัยว่า ที่ดินของโจทก์จำเลยอยู่ติดกันโจทก์ได้ปลูกสร้างโรงสีขึ้น ฐานปล่องโรงสีอยู่ติดกับรั้วเขตระหว่างที่ดินของโจทก์จำเลย จำเลยขุดบ่อห่างแนวเขตที่ดินของโจทก์เมตรเศษเป็นส่วนมาก ทำให้ปล่องโรงสีร้าวทรุดเอียงและฐานมีตั้งหม้อน้ำมีรอยร้าวโดยตลอด การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1342 และเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังไม่ได้ว่าจำเลยขุดดินจนมีสภาพอันเป็นสระ อันจะต้องเว้นระยะห่างจากแนวเขตที่ดิน 2 เมตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1342 ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยโดยอาศัยปรับบทกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1342 คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ คงจะเป็นกรณีที่ถือแนววินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2474/2526 ซึ่งวินิจฉัยว่า การที่จำเลยขุดดินห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์เพียง 1 เมตร ลึกเกินสมควรจนเต็มเนื้อที่ เป็นเหตุให้ที่ดินโจทก์พังทลายเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1343 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยจึงต้องรับผิดจัดการป้องกันความเสียหายเพื่อไม่ให้ดินของโจทก์พังทลายต่อไป และมีข้อสังเกตอีกว่า แม้จะได้มีการป้องกันความเสียหายเช่นนั้นแล้วก็ตาม หากมีความเสียหายเกิดขึ้นอยู่อีกจำเลยก็ยังคงต้องมีความรับผิดชอบอยู่ดีและการฟ้องขอให้จำเลยจัดการป้องกันความเสียหายอันเกิดแก่ความอยู่มั่นแห่งที่ดินที่ติดต่อกับที่ดินจำเลยขุดนั้น มิใช่เรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดโดยตรงย่อมไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ด้วย วรวุฒิ เทพทอง
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
49117
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082049054"
    }
}
date
2545
deka_no
6428/2545
deka_running_no
6428
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "มานะ ศุภวิริยกุล",
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "สดศรี สัตยธรรม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1343"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย สุชาติ สงวนจิตร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย อุดมศักดิ์ คงทอง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยนำดินมาถมในที่ดินที่ขุดไว้จนได้ระดับความลึกไม่เกิน 4 เมตร และห่างจากแนวเขตไม่น้อยกว่า 2 เมตร พร้อมกับให้จำเลยทำเขื่อนที่ขอบพื้นดินที่ขุดตลอดแนวเพื่อกันมิให้ดินพังทลาย หากจำเลยไม่ดำเนินการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ดำเนินการแทน โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และห้ามมิให้จำเลยขุดดินในที่ดินของจำเลยตามแนวเขตที่ติดกับที่ดินของโจทก์โดยมิได้เว้นระยะห่างจากแนวเขตไม่น้อยกว่า 2 เมตร หรือไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งแห่งส่วนความลึกที่ขุด

จำเลยให้การว่า จำเลยขุดดินในที่ดินของจำเลยเพื่อปลูกต้นไม้และป้องกันน้ำไหลเข้าบ้านซึ่งอยู่ต่ำกว่าบริเวณพื้นดินที่ขุด มีความยาวประมาณ 100 เมตร ลึกประมาณ 1 ถึง 2 เมตร เพื่อปรับพื้นที่ดินให้อยู่ในระดับเดียวกับบ้าน จำเลยขุดดินห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์ประมาณ 1 ถึง 2 เมตร ซึ่งหลังจากขุดแล้วจำเลยได้ปลูกมะละกอ กล้วยและต้นไม้คลุมดินไว้ ฤดูฝนที่ผ่านมาที่ดินของโจทก์ก็ไม่พังทลาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยถมดินในที่ดินโฉนดเลขที่ 1279 ตำบลพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ตามแนวเขตซึ่งติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1280 ของโจทก์ ในส่วนที่จำเลยขุดไว้จนอยู่ในระดับเดิมโดยให้มีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์ 1 เมตร และห้ามมิให้จำเลยขุดดินโดยไม่เว้นระยะห่างจากแนวเขตของโจทก์ 1 เมตรหรือกว่านั้น คำขออื่นนอกจากนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1280 ตำบลพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่ (เดิมอำเภอพลอยแหวน) จังหวัดจันทบุรี จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1279 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตก มีแนวเขตติดต่อกันจากด้านทิศเหนือลงมาทิศใต้ โดยจำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินของตนด้วย 1 หลัง โจทก์ทำรั้วลวดหนามกั้นแนวเขตที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยไว้ ประมาณเดือนเมษายน 2541 จำเลยขุดดินในที่ดินของจำเลยยาวประมาณ 100 เมตร ใกล้แนวเขตที่ดินของโจทก์ จุดที่ขุดบางช่วงห่างจากแนวเขตประมาณ 30 เซนติเมตร ถึง 50 เซนติเมตร บางช่วงขุดเป็นแนวตั้งฉากลึกประมาณ 2 เมตร หลังจากขุดแล้วจำเลยปลูกต้นมะละกอและต้นกล้วยในบริเวณที่ขุด และบางจุดจำเลยได้นำดินมาถมบริเวณที่ขุดให้พื้นที่มีระดับลาดเอียง ภายหลังจากที่จำเลยขุดดินแล้วต้นทุเรียนของโจทก์ที่ปลูกใกล้แนวเขตไม่ได้รับความเสียหาย และเมื่อผ่านฤดูฝนหลังจากที่มีการขุดแล้วรั้วลวดหนามของโจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหาย มีปัญหาวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องขุดดินให้ห่างแนวเขตที่ดินของโจทก์ไม่น้อยกว่า 2 เมตร และต้องทำเขื่อนตลอดแนวที่ดินที่ขุดเพื่อป้องกันมิให้ดินในแนวเขตที่ดินของโจทก์พังทลายหรือไม่ สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้จำเลยขุดดินให้ห่างแนวเขตที่ดินโจทก์ 2 เมตรนั้น โจทก์อ้างในฎีกาว่าบริเวณที่ดินที่จำเลยขุดมีเนื้อที่หลายงานมีสภาพเป็นสระซึ่งจะขุดในระยะ 2 เมตร จากแนวเขตที่ดินของโจทก์ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1342 วรรคหนึ่ง เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยขุดดินจนสภาพพื้นดินที่ขุดเป็นสระนั้น โจทก์ไม่ได้หยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างและนำสืบในศาลชั้นต้น ทั้งตามภาพถ่ายและตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยรับกันว่าจำเลยขุดดินเพื่อปรับพื้นที่ให้อยู่ในระดับเดียวกับบ้านของจำเลยที่ปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าว ถ้าบริเวณที่ขุดมีสภาพเป็นสระเมื่อเวลาฝนตกน้ำย่อมจะท่วมบ้านจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยขุดดินจนมีสภาพเป็นสระอันจะต้องเว้นระยะห่างจากแนวเขตที่ดิน 2 เมตร ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ขอให้จำเลยสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันไม่ให้ที่ดินของโจทก์ตามแนวเขตที่ดินพังทลายนั้นแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าเมื่อจำเลยขุดดินเสร็จและผ่านฤดูฝนไปแล้ว ที่ดิน ต้นทุเรียน และรั้วลวดหนามของโจทก์ที่ติดอยู่กับแนวเขตที่ดินของจำเลยยังไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างเขื่อนดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1343 บัญญัติห้ามมิให้ขุดดินจนอาจเป็นอันตรายแก่ความอยู่มั่นแห่งที่ดินติดต่อเว้นแต่จะจัดการเพียงพอเพื่อป้องกันความเสียหาย การที่จำเลยขุดดินลึก 2 เมตรในแนวตั้งฉากมีระยะใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ ที่ดินของโจทก์อาจได้รับความเสียหายพังทลายลงได้ ดังนั้น จำเลยจึงต้องจัดการเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ที่ดินของโจทก์ มีปัญหาว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยถมที่ดินที่ติดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในระดับเดิม โดยให้มีระยะห่างจากแนวเขต 1 เมตร นั้น เพียงพอที่จะป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดแก่ที่ดินของโจทก์แล้วหรือไม่ เห็นว่าแม้ว่าจำเลยจะต้องถมที่ดินให้แนวเขตที่ขุดอยู่ห่างแนวเขตที่ดินโจทก์ 1 เมตร แต่ถ้าการถมหรือขุดอยู่ในแนวดิ่ง ที่ดินนั้นก็อาจพังทลายลงได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันที่ดินของโจทก์ตามแนวเขตที่ดินที่จำเลยขุด จึงเห็นสมควรให้จำเลยปรับระดับพื้นดินที่ต่อจากที่ดินที่จำเลยถมตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ลาดเอียงสู่พื้นดินไม่เกิน 45 องศาด้วย เมื่อจำเลยดำเนินการดังกล่าวแล้วน่าจะเพียงพอที่จะป้องกันความเสียหายแก่ที่ดินของโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อจำเลยถมดินจนอยู่ในระดับเดิมโดยมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดิน 1 เมตร แล้วให้จำเลยปรับระดับพื้นดินที่ต่อจากที่ดินที่จำเลยถมให้ลาดเอียงลงสู่พื้นดินของจำเลยในระดับไม่เกิน 45 องศา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1343 เป็นข้อจำกัดการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินเกี่ยวกับการขุดดินและบรรทุกน้ำหนักบนที่ดินของตนเกินควร ซึ่งอาจเป็นเหตุอันตรายแก่ความอยู่มั่นแห่งที่ดินติดต่อของบุคคลอื่น เช่น การทรุดตัวของที่ดินที่ติดต่อ การพังทลายหรือการไหลของดินที่ติดต่อ อันเนื่องมาจากการขุดดินหรือบรรทุกน้ำหนักบนที่ดินดังกล่าว เว้นแต่จะได้จัดการเพียงพอเพื่อป้องกันความเสียหายดังกล่าวดังนั้น การจัดการอย่างไรถึงจะเพียงพอเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินติดต่อนั้นก็ต้องพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงแห่งพฤติการณ์ แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในเรื่องนี้ ได้พิเคราะห์ถึงเหตุอันตรายแก่ความอยู่มั่นคงแห่งที่ดินของโจทก์ ซึ่งที่ดินของโจทก์อาจได้รับความเสียหายพังทลายลงได้จากการที่จำเลยขุดดินลึก 2 เมตร ในแนวตั้งฉากมีระยะใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ จึงให้จำเลยจัดการเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ที่ดินของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1343 โดยให้จำเลยปรับระดับพื้นดินที่ต่อจากที่ดินที่จำเลยถมให้ลาดเอียงลงสู่พื้นดินของจำเลยในระดับไม่เกิน 45 องศาด้วย แม้ว่าจำเลยจะได้ถมดินให้แนวเขตที่ขุดอยู่ห่างแนวเขตที่ดินโจทก์ 1 เมตรแล้วก็ตาม ทั้งนี้เพื่อป้องกันที่ดินของโจทก์ดังกล่าว มีข้อสังเกตในคดีนี้ว่า โจทก์อ้างในฎีกาว่าบริเวณที่ดินที่จำเลยขุดมีเนื้อที่หลายงานมีสภาพเป็นสระซึ่งจะขุดในระยะ 2 เมตรจากแนวเขตที่ดินโจทก์ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1342 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ไม่ได้หยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างและนำสืบในศาลชั้นต้นซึ่งมาตรา 1342 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บ่อ สระ หลุมรับน้ำโสโครก หรือหลุมรับปุ๋ยหรือขยะมูลฝอยนั้น ท่านว่าจะขุดในระยะสองเมตรจากแนวเขตที่ดินไม่ได้" และวรรคสองบัญญัติว่า "คูหรือการขุดร่องเพื่อวางท่อน้ำใต้ดินหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันนั้น ท่านว่าจะทำใกล้แนวเขตที่ดินกว่าครึ่งหนึ่งแห่งส่วนลึกของคูหรือร่องนั้นไม่ได้ แต่ถ้าทำห่างจากแนวเขตหนึ่งเมตรหรือกว่านั้น ท่านว่าทำได้" ดังนั้นถ้ามีการขุดบ่อหรือสระในระยะ 2 เมตร จากแนวเขตที่ดินย่อมต้องห้ามตามมาตรานี้แม้จะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรหรือป้องกันมิให้ที่ดินพังทลายแล้วก็ตาม เพราะว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1342 มีเจตนารมณ์ที่จะป้องกันมิให้ที่ดินซึ่งอยู่ชิดแนวของที่ดินนั้นพังลงตามธรรมชาติ เนื่องจากมีการขุดดินใกล้แนวเขตที่ดินจนเกินไป จึงได้กำหนดว่าการขุดคูหรือร่องน้ำจะใกล้แนวเขตที่ดินกว่าครึ่งหนึ่งแห่งส่วนลึกของคูหรือร่องน้ำไม่ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 544/2516) และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 929/2505(ประชุมใหญ่) วินิจฉัยว่า ที่ดินของโจทก์จำเลยอยู่ติดกันโจทก์ได้ปลูกสร้างโรงสีขึ้น ฐานปล่องโรงสีอยู่ติดกับรั้วเขตระหว่างที่ดินของโจทก์จำเลย จำเลยขุดบ่อห่างแนวเขตที่ดินของโจทก์เมตรเศษเป็นส่วนมาก ทำให้ปล่องโรงสีร้าวทรุดเอียงและฐานมีตั้งหม้อน้ำมีรอยร้าวโดยตลอด การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1342 และเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังไม่ได้ว่าจำเลยขุดดินจนมีสภาพอันเป็นสระ อันจะต้องเว้นระยะห่างจากแนวเขตที่ดิน 2 เมตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1342 ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยโดยอาศัยปรับบทกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1342 คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ คงจะเป็นกรณีที่ถือแนววินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2474/2526 ซึ่งวินิจฉัยว่า การที่จำเลยขุดดินห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์เพียง 1 เมตร ลึกเกินสมควรจนเต็มเนื้อที่ เป็นเหตุให้ที่ดินโจทก์พังทลายเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1343 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยจึงต้องรับผิดจัดการป้องกันความเสียหายเพื่อไม่ให้ดินของโจทก์พังทลายต่อไป และมีข้อสังเกตอีกว่า แม้จะได้มีการป้องกันความเสียหายเช่นนั้นแล้วก็ตาม หากมีความเสียหายเกิดขึ้นอยู่อีกจำเลยก็ยังคงต้องมีความรับผิดชอบอยู่ดีและการฟ้องขอให้จำเลยจัดการป้องกันความเสียหายอันเกิดแก่ความอยู่มั่นแห่งที่ดินที่ติดต่อกับที่ดินจำเลยขุดนั้น มิใช่เรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดโดยตรงย่อมไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ด้วย วรวุฒิ เทพทอง
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000976.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545