คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6728/2545 ฉบับเต็ม

#49132
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6728/2545 ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน โจทก์ นาย ธนพล นภพรพงศ์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 798, มาตรา 823 ป.วิ.พ. มาตรา 95 (2) โจทก์มอบหมายให้ทนายความทำหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยโดยการมอบหมายไม่ได้ทำเป็นหนังสือจึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 798 แต่จำเลยรับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องแสดงว่าโจทก์ยอมรับการบอกกล่าวบังคับจำนองของทนายความแล้ว เป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำของทนายความ ทนายความจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในการบอกกล่าวบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 ก. เป็นผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารโจทก์ มีหน้าที่ควบคุมดูแลบัญชีลูกหนี้ที่ผิดนัดค้างชำระหนี้ รวมทั้งติดตามเรียกร้องหนี้สินค้างชำระ เบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบเอกสารเกี่ยวกับหนี้สินจำเลยว่ามีอยู่และถูกต้องแท้จริง เป็นการเบิกความถึงสิ่งที่พยานมีหน้าที่เกี่ยวข้องรู้เห็นและทราบข้อความในเรื่องที่เบิกความเป็นพยาน คำเบิกความของก. จึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95(2) ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นเงิน644,043.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 553,882.41 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้เป็นเงิน 916,045.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 733,108.69 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 137436 และ 137437 ตำบลพุดซา อำเภอเมืองนครราชสีมาจังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบถ้วน จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชี 644,043.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 553,882.41 บาท และชำระหนี้เงินกู้916,045.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 733,108.69 บาท โดยให้คิดดอกเบี้ยในต้นเงินทั้งสองยอดนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2542)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 137436 และ137437 ตำบลพุดซา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงิน (สินเชื่อที่อยู่อาศัย) จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 137436 และโฉนดเลขที่ 137437 ตำบลพุดซา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนองเป็นประกันหนี้ทั้งสองสัญญา ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงิน โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลย ตามหนังสือให้ชำระหนี้และบังคับจำนองจำเลยได้รับแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า การที่โจทก์มอบหมายให้ทนายความทำหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยโดยที่การมอบหมายนั้นไม่ได้ทำเป็นหนังสือซึ่งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 แต่เมื่อจำเลยรับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วไม่ชำระหนี้โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องนั้นแสดงว่าโจทก์ยอมรับการบอกกล่าวบังคับจำนองของทนายความนั้นแล้ว เป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำของทนายความ ทนายความผู้นั้นจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในการบอกกล่าวบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 ที่จำเลยอ้างว่านายไกร สัตถาผล ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ไม่มีอำนาจบอกกล่าวบังคับจำนองจึงไม่อาจให้สัตยาบันได้นั้น ข้อวินิจฉัยเรื่องการให้สัตยาบันเป็นเรื่องของโจทก์ไม่เกี่ยวกับผู้รับมอบอำนาจช่วง การบอกกล่าวบังคับจำนองชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเรื่องการส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยไม่ได้ยกเรื่องการไม่ส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังภูมิลำเนาจำเลยตามที่แจ้งต่อธนาคารโจทก์เป็นข้อต่อสู้ จึงไม่มีประเด็นพิพาทในเรื่องนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลล่างทั้งสองรับฟังคำเบิกความของนายไกร สัตถาผล ซึ่งไม่ได้เป็นผู้จัดทำหรือมีส่วนรู้เห็นขณะทำพยานเอกสารต่าง ๆ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95(2) นั้น เห็นว่า นายไกร สัตถาผล เป็นผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารโจทก์ สาขาถนนจอมพล มีหน้าที่ควบคุมดูแลบัญชีลูกหนี้ที่ผิดนัดค้างชำระหนี้ รวมทั้งติดตามเรียกร้องหนี้สินค้างชำระ เข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบเอกสารเกี่ยวกับหนี้สินรายจำเลยว่ามีอยู่และถูกต้องแท้จริง เป็นการเบิกความถึงสิ่งที่พยานมีหน้าที่เกี่ยวข้องรู้เห็นและทราบข้อความในเรื่องที่เบิกความเป็นพยาน การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังคำเบิกความของนายไกรจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 95(2) ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สายันต์ สุรสมภพ-มานะ ศุภวิริยกุล-สำรวจ อุดมทวี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
49132
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082048816"
    }
}
date
2545
deka_no
6728/2545
deka_running_no
6728
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สายันต์ สุรสมภพ",
    "มานะ ศุภวิริยกุล",
    "สำรวจ อุดมทวี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 798",
            "ม. 823"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 95 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ธนพล นภพรพงศ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นเงิน644,043.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 553,882.41 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้เป็นเงิน 916,045.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 733,108.69 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 137436 และ 137437 ตำบลพุดซา อำเภอเมืองนครราชสีมาจังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบถ้วน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชี 644,043.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 553,882.41 บาท และชำระหนี้เงินกู้916,045.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 733,108.69 บาท โดยให้คิดดอกเบี้ยในต้นเงินทั้งสองยอดนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2542)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 137436 และ137437 ตำบลพุดซา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงิน (สินเชื่อที่อยู่อาศัย) จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 137436 และโฉนดเลขที่ 137437 ตำบลพุดซา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนองเป็นประกันหนี้ทั้งสองสัญญา ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงิน โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลย ตามหนังสือให้ชำระหนี้และบังคับจำนองจำเลยได้รับแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า การที่โจทก์มอบหมายให้ทนายความทำหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยโดยที่การมอบหมายนั้นไม่ได้ทำเป็นหนังสือซึ่งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 แต่เมื่อจำเลยรับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วไม่ชำระหนี้โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องนั้นแสดงว่าโจทก์ยอมรับการบอกกล่าวบังคับจำนองของทนายความนั้นแล้ว เป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำของทนายความ ทนายความผู้นั้นจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในการบอกกล่าวบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 ที่จำเลยอ้างว่านายไกร สัตถาผล ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ไม่มีอำนาจบอกกล่าวบังคับจำนองจึงไม่อาจให้สัตยาบันได้นั้น ข้อวินิจฉัยเรื่องการให้สัตยาบันเป็นเรื่องของโจทก์ไม่เกี่ยวกับผู้รับมอบอำนาจช่วง การบอกกล่าวบังคับจำนองชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเรื่องการส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยไม่ได้ยกเรื่องการไม่ส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังภูมิลำเนาจำเลยตามที่แจ้งต่อธนาคารโจทก์เป็นข้อต่อสู้ จึงไม่มีประเด็นพิพาทในเรื่องนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลล่างทั้งสองรับฟังคำเบิกความของนายไกร สัตถาผล ซึ่งไม่ได้เป็นผู้จัดทำหรือมีส่วนรู้เห็นขณะทำพยานเอกสารต่าง ๆ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95(2) นั้น เห็นว่า นายไกร สัตถาผล เป็นผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารโจทก์ สาขาถนนจอมพล มีหน้าที่ควบคุมดูแลบัญชีลูกหนี้ที่ผิดนัดค้างชำระหนี้ รวมทั้งติดตามเรียกร้องหนี้สินค้างชำระ เข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบเอกสารเกี่ยวกับหนี้สินรายจำเลยว่ามีอยู่และถูกต้องแท้จริง เป็นการเบิกความถึงสิ่งที่พยานมีหน้าที่เกี่ยวข้องรู้เห็นและทราบข้อความในเรื่องที่เบิกความเป็นพยาน การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังคำเบิกความของนายไกรจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 95(2) ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000974.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545