คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10264/2550 ฉบับเต็ม

#493157
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10264/2550 นางสาวพิสมัย วสุโสภณ โจทก์ นายวิเชียร ตรงจิตธรรม กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/12, มาตรา 544 หนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า นัดโอนสิทธิการเช่าภายใน 3 เดือน เมื่อปรากฏว่าสัญญาดังกล่าวทำขึ้นในวันที่ 31 สิงหาคม 2534 กำหนดโอนสิทธิการเช่าซึ่งต้องกระทำภายใน 3 เดือนนั้นก็จะครบกำหนดภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2534 การที่คู่สัญญากำหนดเวลาชำระหนี้ไว้เป็นการแน่นอนตามวันแห่งปฏิทินเช่นนี้ถือได้ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอน เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสามมิได้โอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์อันเป็นกรณีที่ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว โจทก์ย่อมสามารถบังคับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วคือตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2534 อันเป็นวันที่จำเลยทั้งสามผิดนัดและโจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 แม้การโอนสิทธิการเช่าในกรณีนี้จะต้องได้รบความยินยอมจากผู้ให้เช่าก่อนก็ตาม แต่กำหนดเวลาของการชำระหนี้โดยการโอนสิทธิการเช่านั้นเกิดจากความตกลงระหว่างบุคคลเพียง 2 ฝ่าย คือ ผู้โอนกับผู้รับโอนซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาโอนสิทธิการเช่ามิได้มีส่วนในการกำหนดเวลาในการชำระหนี้ด้วยแต่ประการใด ดังนั้น ข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทที่ระบุให้โอนสิทธิการเช่าภายใน 3 เดือน จึงมีผลบังคับได้ ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,708,500 บาท แก่โจทก์ โดยชำระคนละไม่เกิน 569,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,020,0000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,020,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2534 จำเลยทั้งสามโดยนายเต็มศักดิ์ตกลงขายสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์รวม 3 ห้อง เป็นเงิน 5,100,000 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์ชำระเงินมัดจำไว้ 1,020,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือตกลงจะชำระในวันนัดโอนสิทธิการเช่ากับทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการโอนสิทธิการเช่าแก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินมัดจำคืนพร้อมดอกเบี้ยเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า นัดโอนสิทธิการเช่าภายใน 3 เดือน เมื่อปรากฏว่าสัญญาดังกล่าวทำขึ้นในวันที่ 31 สิงหาคม 2534 กำหนดโอนสิทธิการเช่าซึ่งต้องกระทำภายใน 3 เดือนนั้นก็จะครบกำหนดภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2534 การที่คู่สัญญากำหนดเวลาชำระหนี้ไว้เป็นการแน่นอนตามวันแห่งปฏิทินเช่นนี้ถือได้ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอน เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสามมิได้โอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์อันเป็นกรณีที่ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดดังกล่าว โจทก์ย่อมสามารถบังคับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วคือตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2534 อันเป็นวันที่จำเลยทั้งสามผิดนัดและโจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ส่วนที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าตามระเบียบข้อบังคับของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ การเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้นสามารถโอนให้แก่บุคคลอื่นได้ แต่ต้องได้รับความยินยิมจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยังไม่อนุญาตให้โอนผู้โอนและผู้รับก็ไม่สามารถโอนสิทธิการเช่ากันได้แม้จะได้กำหนดเวลาโอนกันไว้แล้วก็ตาม ดังนั้น ที่กำหนดโอนกันภายใน 3 เดือน ตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาท จึงไม่อาจถือว่ามีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอนเนื่องจากยังไม่มีความแน่นอนว่าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะอนุญาตให้โอนกันได้นั้น เห็นว่า แม้การโอนสิทธิการเช่าในกรณีนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าก่อนก็ตาม แต่กำหนดเวลาของการชำระหนี้โดยการโอนสิทธิการเช่านั้นเกิดจากความตกลงระหว่างบุคคลเพียง 2 ฝ่าย คือ ผู้โอนกับผู้รับโอนซึงเป็นคู่สัญญาเท่านั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาโอนสิทธิการเช่ามิได้มีส่วนในการกำหนดเวลาในการชำระหนี้ด้วยแต่ประการใด ดังนั้น ข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทที่ระบุให้โอนสิทธิการเช่าภายใน 3 เดือน จึงมีผลบังคับได้ จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่จะต้องดำเนินการติดต่อขอให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยินยอมให้จำเลยทั้งสามโอนสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์ เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสามไม่สามารถโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ได้ โจทก์ย่อมใช้สิทธิฟ้องเรียกให้คืนมัดจำจาการผิดสัญญาดังกล่าวได้ และการฟ้องเรียกเอาเงินมัดจำคืนกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงฟ้องได้ภายในกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งโจทก์จะต้องใช้สิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2544 แต่โจทก์จะต้องใช้สิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2545 พ้นกำหนด 10 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป" พิพากษายืน (สมศักดิ์ จันทรา-ชาลี ทัพภวิมล-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
493157
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082013048"
    }
}
date
2550
deka_no
10264/2550
deka_running_no
10264
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ จันทรา",
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/12",
            "ม. 544"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวพิสมัย วสุโสภณ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิเชียร ตรงจิตธรรม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,708,500 บาท แก่โจทก์ โดยชำระคนละไม่เกิน 569,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,020,0000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,020,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2534 จำเลยทั้งสามโดยนายเต็มศักดิ์ตกลงขายสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์รวม 3 ห้อง เป็นเงิน 5,100,000 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์ชำระเงินมัดจำไว้ 1,020,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือตกลงจะชำระในวันนัดโอนสิทธิการเช่ากับทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการโอนสิทธิการเช่าแก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินมัดจำคืนพร้อมดอกเบี้ยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า นัดโอนสิทธิการเช่าภายใน 3 เดือน เมื่อปรากฏว่าสัญญาดังกล่าวทำขึ้นในวันที่ 31 สิงหาคม 2534 กำหนดโอนสิทธิการเช่าซึ่งต้องกระทำภายใน 3 เดือนนั้นก็จะครบกำหนดภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2534 การที่คู่สัญญากำหนดเวลาชำระหนี้ไว้เป็นการแน่นอนตามวันแห่งปฏิทินเช่นนี้ถือได้ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอน เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสามมิได้โอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์อันเป็นกรณีที่ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดดังกล่าว โจทก์ย่อมสามารถบังคับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วคือตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2534 อันเป็นวันที่จำเลยทั้งสามผิดนัดและโจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ส่วนที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าตามระเบียบข้อบังคับของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ การเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้นสามารถโอนให้แก่บุคคลอื่นได้ แต่ต้องได้รับความยินยิมจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยังไม่อนุญาตให้โอนผู้โอนและผู้รับก็ไม่สามารถโอนสิทธิการเช่ากันได้แม้จะได้กำหนดเวลาโอนกันไว้แล้วก็ตาม ดังนั้น ที่กำหนดโอนกันภายใน 3 เดือน ตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาท จึงไม่อาจถือว่ามีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอนเนื่องจากยังไม่มีความแน่นอนว่าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะอนุญาตให้โอนกันได้นั้น เห็นว่า แม้การโอนสิทธิการเช่าในกรณีนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าก่อนก็ตาม แต่กำหนดเวลาของการชำระหนี้โดยการโอนสิทธิการเช่านั้นเกิดจากความตกลงระหว่างบุคคลเพียง 2 ฝ่าย คือ ผู้โอนกับผู้รับโอนซึงเป็นคู่สัญญาเท่านั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาโอนสิทธิการเช่ามิได้มีส่วนในการกำหนดเวลาในการชำระหนี้ด้วยแต่ประการใด ดังนั้น ข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทที่ระบุให้โอนสิทธิการเช่าภายใน 3 เดือน จึงมีผลบังคับได้ จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่จะต้องดำเนินการติดต่อขอให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยินยอมให้จำเลยทั้งสามโอนสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์ เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสามไม่สามารถโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ได้ โจทก์ย่อมใช้สิทธิฟ้องเรียกให้คืนมัดจำจาการผิดสัญญาดังกล่าวได้ และการฟ้องเรียกเอาเงินมัดจำคืนกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงฟ้องได้ภายในกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งโจทก์จะต้องใช้สิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2544 แต่โจทก์จะต้องใช้สิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2545 พ้นกำหนด 10 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000650.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550